ท่านลุงซุนหยู (กุ๊ฟง, Ku Feng) คือผู้ทรงอิทธิพลในยุทธภพ แล้วก็แน่นอนว่ามีคนอยากกำจัดเขา จึงได้วางแผนส่งนักฆ่ามามากมาย หนึ่งในนั้นคือ เม่งแชฮุ้น (จงหัว, Tsung Hua) แต่ทุกอย่างก็มีอันต้องเปลี่ยนแปรไปเมื่อเขาได้พบกับลูกสาวของท่านลุงซุนที่ชื่อ เสี่ยวเตี๋ย (จิงลี่, Ching Li)
สมทบด้วย หวังจง (Wang Chung) ในบทซุนเชียน ลูกชายท่านลุงซุน, เยี่ยหัว (Yueh Hua) เป็นลู่เซียงชวน มือขวาท่านลุงซุน, หลอลี่ (Lo Lieh) เป็นฮันถัง มือสังหารของท่านลุงซุน, หลี่ซิ่วเสียน (Danny Lee) เป็นเถียเฉิงกัง สหายของซุนเชียน, หลิงหยุน (Ling Yun) เป็นเยี่ยเซียง สหายนักฆ่าของแชฮุ้น, หยางฉีอิง (Yang Chih Ching) เป็นลู่ม่านเทียน, จิงเหมี่ยว (Ching Miao) เป็นอี้เฉี่ยนหลุง, อ้ายเฟย (Ai Fei) เป็นอี้ฟู่
หวังชิงเหอ (Wong Ching Ho) เป็นท่านผู้เฒ่าชาง, เจียงหยาง (Chiang Yang) เป็นซุนชู, ฟ่านเหมยเซิง (Fan Mei Sheng) เป็นหม่าฟังชุง, เซี่ยผิง (Teresa Ha, Ha Ping) เป็นยู่เฉีย, เทียนชิง (Tien Ching) เป็นเยี่ยชิง ร่วมด้วย ฉีเส้าเฉียน (Norman Chu), เฉินผิง (Chen Ping), หวังเซียะ (Wang Hsieh), กู้กวนจง (Ku Kuan Chung)
หนังดัดแปลงจาก ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ ของโกวเล้ง (Gu Long) ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก The Godfather อีกที – ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย เหง่ยคัง (Ni Kuang) และกำกับโดย ฉู่หยวน (Chor Yuen) ครับ
ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ ถือเป็นอีกหนึ่งของดีในยุทธจักรนิยายที่คอกำลังภายในสมควรได้อ่านสักครั้งคราครับ สำหรับฉบับหนังนี่ก็ตามเคย มีเหมือนมีคล้ายมีดัดแปลง ซึ่งผมขอว่ากันเฉพาะที่ตัวหนังเป็นน่ะนะครับ ก็ถือว่าทำได้สนุก การเล่าเรื่องอาจมีกระท่อนกระแท่นบ้างในบางจังหวะ แต่ภาพรวมถือว่าสะท้อนภาพความเปราะบางของอำนาจและชีวิตคนได้เข้าท่าอยู่
คนมากมายอยากมีอำนาจ เพื่อหวังจะใช้อำนาจนั้นเบิกทางสร้างความสะดวกสบาย หรือไม่อย่างน้อยที่สุดก็ใช้มันในการบำบัดทุกข์บรรเทาเคราะห์ ซึ่งการจะได้มาซึ่งอำนาจย่อมไม่ใช่ของง่าย บางคนเดินทางยาก เดินบนทางที่ซื่อตรง บนทางที่ต้องแลกด้วยเหยาดเหงื่อและความลำบาก ในขณะที่บางคนเลือกเดินทางง่าย เลือกที่จะหย่อนยานหลักการบางอย่าง เลือกที่จะใช้วิธีลัดเพื่อร่นระยะทางให้อำนาจมาถึงมือได้ไวขึ้น – บางคนถึงขั้นใช้วิธีฆ่าฟัน กำจัดคู่แข่ง กำจัดคนขวาง เลือกที่จะได้อำนาจโดยไม่เกี่ยงวิธี
การได้มาซึ่งอำนาจว่ายากแล้ว แต่การจะรักษาอำนาจนั้นไว้ให้อยู่ยงคงยืนกลับยากกว่า ด้วยเหตุนี้บางคนจึงได้เปลี่ยนแปลงไปหลังจากมีอำนาจ เขาอาจซื่อตรงในกาลก่อน แต่เมื่อตนมีอำนาจ และถูกอำนาจครอบงำ มันก็อาจเแปรเปลี่ยนคนผู้นั้นให้ทำได้ทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้
คนซื่อตรงยังอาจผันแปรได้ สาอะไรกับคนที่ใชิวิธีไม่ซื่อมาตั้งแต่ต้น คนกลุ่มนี้ยิ่งใช้วิธีรุนแรงกว่า หนักหนากว่า และโหดเหี้ยมกว่าเพื่อให้มั่นใจว่าตนจะได้ครองอำนาจต่อไป หรือไม่ก็หมายขยายอำนาจตนออกไปด้วยการหักหาญเอาอำนาจคนอื่นมาเสริมเพิ่มให้กับตนเอง
อำนาจอาจไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่คนเรานี่แหละที่น่ากลัว
และความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยอันเนื่องมาจากการแย่งชิงอำนาจ มันเพราะอำนาจนั้นเปราะบาง หรือเป็นเพราะมนุษย์เองที่บางเปราะ
สำหรับตัวหนังนั้นก็ถือว่าถึงพร้อมสำหรับความเป็นหนังกำลังภายในที่ตีแผ่ความวุ่นวายในยุทธจักร คนนั้นจะฆ่าคนนี้ คนนี้ถูกส่งมาฆ่าคนนั้น คนนั้นเลยต้องฆ่าคนนั้นเพื่อปกป้องคนนี้… ฆ่า ฆ่า ฆ่า เป็นวังวนที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หยุดระงับตนเอง
ในแง่คิวบู๊ก็ถือว่าไม่เลวครับ หลายฉากมันส์ใช้ได้ ดาราก็ไม่ต้องห่วงครับ แต่ละคนนี่มืออาชีพถ่ายทอดอารมณ์กันได้พอเหมาะ ส่วนการเล่าเรื่องก็อย่างที่บอกครับว่าอาจมีบ้างที่บางจังหวะรู้สึกว่ายังไม่สมูท แต่ก็ไม่มากครับ โดยรวมก็ถือว่าดูสนุกดี ชวนติดตามไปตั้งแต่ต้นจนจบ อาจไม่ถึงกับสุดยอดแต่ก็ถือว่าอยู่ในข่ายดี
แล้วก็ตามแบบฉบับของหนังที่ดัดแปลงจากนิยายของโกวเล้งน่ะนะครับ ก็จะมีแง่คิดสอดแทรกลงมา อันแรกเลยที่ผมชอบก็คงเป็นตอนที่เม่งแชฮุ้นและเสี่ยวเตี๋ยได้เจอกัน แล้วก็แลกเปลี่ยนในประเด็นที่ว่า เม่งแชฮุ้นเอ่ยชมบทกวีที่นางร่ายออกมา นางถามว่าท่านเข้าใจมันหรือไม่ แชฮุ้นก็ตอบว่า “ข้าอาจไม่เข้าใจในกวี แต่ข้าก็ชอบมัน” พร้อมเปรียบเปรยในเรื่องที่เสี่ยวเตี๋ยเองก็ชอบผีเสื้อ ทั้งที่นางเอกก็อาจไม่เข้าใจในผีเสื้อ แต่ถึงกระนั้นก็ยังชอบมัน
“สิ่งที่เราชอบ เราอาจไม่เข้าใจ และสิ่งที่เราเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ” นับเป็นเรื่องธรรมดาชนิดหนึ่งของมนุษย์
หรือตอนที่ฮันถังเอ่ยว่า “อาวุธของเพื่อน เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด” เพราะอาวุธที่อยู่ในมือเพื่อน ยังไงมันก็คืออาวุธ และหากคนที่เราเรียกว่าเพื่อน มีจิตคิดร้ายกับเราขึ้นมา อาวุธนั้นก็จะยังทำร้ายเราได้เฉกเช่นเดียวกับอาวุธของศัตรู
ซึ่งมันก็เข้ากับคำที่ท่านลุงซุนพูดว่า “บางครั้งเราก็ไว้ใจศัตรูได้มากกว่าเพื่อน” เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าศัตรูคือศัตรู รู้มาแต่ไกล มันชัดเจนในแบบของมัน ในขณะที่เพื่อนนั้น ในยามที่เรายังเรียกเขาว่าเพื่อน แต่เขาไม่เห็นเราเป็นเพื่อนแล้ว ยามนั้นเราจะไหวตัวได้เร็วเพียงใด
อีกหนึ่งชุดคำพูดที่น่าคิด ก็มาจากปากของบุคคลที่ทรยศท่านลุงซุน หลังจากคนผู้นั้นลงมือทำร้ายท่านลุงแล้ว จึงได้เอ่ยว่า “ท่านทำผิดพลาด 2 อย่าง นั่นคือ ท่านสงสัยข้า แต่กลับไว้ใจข้า และ ท่านรู้แกใจ แต่กลับไม่เชื่อตัวเอง” – มันคือความย้อนแย้งที่คิดแล้วก็เจ็บช้ำ เพราะบางครั้งเราก็เชื่อใจตัวเองได้ยากกว่าการเชื่อใจคนอื่น
และบุคคลผู้นี้ยังได้เอ่ยชุำคำพูดที่น่าสนใจอีกหนึ่ง นั่นคือ “ให้ผู้อื่นประมาทเราได้ แต่อย่าได้ประมาทผู้อื่นเด็ดขาด” นับเป็นคำเตือนตัวเองที่ชัดเจนยิ่ง
อีกหนึ่งกรณีที่น่าเห็นใจในเรื่อง คือเรื่องของเยี่ยเซียง สหายของแชฮุ้นที่เคยมีรัก แต่รักนั้นกลับทำลายตัวเขารวมถึงอาชีพของเขา ซึ่งก็คืออาชีพนักฆ่า
เยี่ยเซียงสรุปประเด็นนี้อย่างเจ็บแสบว่า หากเขาอยากมีรัก เขาต้องยอมเป็นนักฆ่าที่ล้มเหลว เพราะหากเขาจะเป็นนักฆ่าที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จ เขาจะไม่อาจมีความรักความผูกพันใดๆ – เขาต้องใช้กระบี่ปลิดทั้งชีวิตของเป้าหมาย และตัดทั้งความสัมพันธ์ทั้งหลายให้สิ้น นี่จึงถือว่าประสบความสำเร็จในฐานะนักฆ่า
เขาจึงต้องเป็นคนล้มเหลวเท่านั้น จึงจะมีในสิ่งที่คนประสบความสำเร็จมีไม่ได้
ประเด็นนี้ชวนให้คิดถึงคำกล่าวที่ว่าหากอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็ต้องทุ่มให้กับงานแบบเต็มร้อย ซึ่งนั่นอาจหมายถึงต้องละเลยครอบครัว ต้องละเลยคนรัก ซึ่งนั่นก็เป็นวิธีคิดสุดโต่งที่หลายคนก็ยึดถือทำตามนั้นจริงๆ – เรียกว่ายอมสละทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุด
แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีแนวคิดที่แนะนำให้เรานั้น เดินทางสายกลาง คือไม่ต้องยึดแต่งานแบบสุดลิ่ม หรือทุ่มให้กับความรักจนสุดตัว หากแต่ให้มีการจัดแบ่งพื้นที่ให้พอเหมาะพอสม ไม่ว่าจะการงาน การเงิน ความรัก สุขภาพ การพักผ่อนหย่อนใจ หรือการค้นหาความต้องการที่แท้จริงภายในตนเอง – สิ่งนี้เรียกว่าการหาจุดลงตัว หาจุดสมดุลให้กับตัวเรา ไม่จำเป็นต้องสุดไปทางใดทางหนึ่งก็ได้ – อันว่าเราจะเลือกทางไหน ก็ย่อมขึ้นกับการตัดสินใจของเรานั่นเอง
และแง่คิดสุดท้ายที่ผมชอบไม่น้อยเหมือนกันคือ “คนเราควรสงวนความลับไว้บ้าง เผื่อมันจะช่วยชีวิตเราได้ หรืออย่างน้อย มันจะไม่กลายมาเป็นสิ่งที่ปลิดชีวิตเรา”
ผมนั้นก็เคยสุดกับแนวคิดที่ว่า “จงเปิดเผยสิ่งที่เราเป็นให้โลกเห็นโดยไม่ปิดบัง จงเป็นตัวเราเต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องกลัว” แต่เมื่อเวลาผ่านไปถึงได้ตระหนักว่า บางอย่างในชีวิตจะง่ายกว่านี้ หากเราไม่เปิดหมด ไม่พูดหมดในทุกสิ่งที่คิด
การใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ บางทีก็เหมือนเดินบนพื้นไม้กระดาน จะลงนักหนักมากไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม้หัก แต่จะเดินเบาเดินย่องแค่ปลายเท้าจนทรงตัวลำบาก เดี๋ยวก็มีอันได้ล้มกันพอดี
ถือเป็นหนังกำลังภายในจาก Shaw Brothers ที่เข้าทางผมอีกเรื่องหนึ่งครับ
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)














