Action

แผนระห่ำ ใหญ่ฟัดเดือด (2025) The Shadow’s Edge

เมื่อมีขบวนการโจรกรรมที่สามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือและทำให้หลุดรอดจากการจับกุมไปได้ ทางการเลยต้องไปตามหว่อง (เฉินหลง, Jackie Chan) เจ้าหน้าที่มือดีที่เกษียณแล้วให้กลับมาช่วยตามรอยโจรกลุ่มนี้ โดยเป้าหมายรายใหญ่เลยก็คือ เงามืด (เหลียงเจียฮุย, Tony Ka Fai Leung) อาชญากรระดับตำนานที่มีสมองชั้นยอด – การล่าเริ่มขึ้นแล้ว

สมทบด้วย จางจื่อเฟิง (Zhang Zi Feng) ในบทเหอชิวกัว ตำรวจสาวตัวน้อยที่แกร่งไม่แพ้ใคร, หวังจื่ออี้ (Wang Zi Yi) เป็นอู่เย่าเหล่ย ผู้กองที่นำทีมภาคสนามในการตามล่าโจรกลุ่มนี้ ร่วมด้วย ฉือซา (Ci Sha), เหวินจวิ้นฮุย (Wen Jun Hui) และหนังกำกับโดย หยางจื่อ (Larry Yang)

หนังสุดยอดมากครับ สนุกมากมายจริงๆ จนผมให้เป็นหนังของเฮียเฉินที่ผมชอบเป็นอันดับต้นๆ ไปร่วมรุ่นกับวิ่งสู้ฟัด 2 ภาคแรกได้สบายๆ อย่างแรกเลยที่แข็งปั๋งคือบทครับ กล่าวคือหนังไม่ได้เน้นแอ็คชั่นเอามันส์อย่างเดียว แต่โครงสร้างของบทก็แจ๋วใช้ได้ มีการวาดภาพให้เราเห็นกลุ่มคนร้าย แล้วก็ฝ่ายคนดี ซึ่งจุดสำคัญเลยที่จะทำให้หนังสนุกได้ก็คือ มันต้องให้เก่งมาเจอเก่ง ทั้งพระเอกและผู้ร้ายต้องมีฝีมือและรอบจัดพอกันซึ่งหนังก็ทำได้ครับ อย่างบทของเฮียเฉินนี่ ผมว่าผมรอมานานแล้วนะที่จะได้เห็นเฮียเขาเล่นบทแบบนี้ คือนอกจากเก่งวรยุทธแล้วยังเปี่ยมไหวพริบ อารมณ์ประมาณเชอร์ล็อค โฮล์มส์น่ะครับ ช่างสังเกต ช่างอนุมาน

ส่วนตัวร้ายอย่างเงามืดนั่น เหลียงเจียฮุยก็เอาอยู่แบบสุดๆ พี่ท่านดูร้าย ดูเก๋า ดูไม่ธรรมดา และเห็นพี่ท่านดูงกๆ เงิ่นๆ เหมือนคนแก่เคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวกแบบนี้ เหอเหอเหอ บอกเลยครับว่ารอดูในหนังแล้วกัน เพราะเขามีทีเด็ดรอให้เราอึ้งอยู่ – เจอฉากที่พี่เขา “เดี่ยว” นี่ทำเอาแทบกรี๊ดครับ มันส์โคตรจริงๆ

อีกคนที่เด่นไม่น้อยหน้าก็คือ จางจื่อเฟิง ครับ นอกจากจะมาพร้อมความน่ารักและลีลาบู๊ที่ไม่แบ๊วเหมือนหน้าตาแล้ว ตอนต้องแสดงซีนอารมณ์ก็ทำเอาอึ้ง อย่างตอนที่นั่งคุยกันบนโต๊ะอาหารเรื่องแผลที่หัวนั่น ฉากนี้ยอมรับเลยว่าเธอเล่นได้ดีจริง หรือซีนที่หว่องเล่าเรื่องพ่อของเธอแล้วคนได้ยินกันทั้งกรมกอง ฉากนั้นก็ถึงอารมณ์ไม่น้อยอีกเหมือนกัน

ถือว่าหนังครบเครื่องมากๆ ครับ จับเอาหนังแนวเฉือนคมมาผสมกับหนังบู๊ ซึ่งตอนบู๊นี่ก็เดือดไม่เสียชื่อเฮียเฉิน ทำออกมาได้มันส์สะใจ คือสำหรับผมนี่มันจะมีแค่ตอนต้นๆ น่ะครับที่อาจจะมึนๆ หน่อย ประมาณว่าเรื่องมันเดินค่อนข้างเร็วเลยยังตามไม่ทัน ไหนจะดาราหน้าไม่คุ้นเลยจำไม่ค่อยได้ว่าใครเป็นใคร มันเลยรู้สึกเหมือนปลาผิดน้ำบ้างในช่วง 15 นาทีแรก แต่พอเฮียเฉินโผล่ขึ้นจอเท่านั้นล่ะครับ ความสนุกก็ไหลมาทันที

หนังน่าติดตามตลอดครับ โอเคช่วงต้นๆ ผมอาจมึนๆ บ้าง แต่นอกนั้นไม่มีช่วงน่าเบื่อใดๆ เพราะแต่ละช่วงแต่ละตอนมันจะมีอะไรมาให้เราสนใจติดตามตลอด ไม่ว่าจะช่วงเฉือนคมใช้สมอง ช่วงบู๊แอ็คชั่นซัดกันนัวหรือไม่ก็ยิงกันแบบหมดแม็ก และอีกส่วนที่ทำได้ดีคือความสัมพันธ์ของตัวละครครับ อันนี้ต้องปรบมือให้เลย เพราะหนังเล่าส่วนดราม่าได้พอเหมาะ ดูกลมกล่อมออกรส ทำให้ตัวละครดูมีมิติมากขึ้น ซึ่งเรื่องของหว่องกับชิวกัวก็จะถูกเน้นมากหน่อย เราก็จะผูกพันกับพวกเขามากหน่อย ส่วนเรื่องเงามืดของกลุ่มโจรนั้นก็มีเหมือนกัน ถึงแม้หนังอาจจะไม่เน้นเท่าหรือยังเล่าได้ไม่ถึงขีดขนาดนั้น แต่ผมว่าเท่าที่เป็นนี่ก็ถือว่าดีแล้วครับ ถือว่าทำให้ตัวละครดูมีเลือดมีเนื้อมากกว่าหนังแนวนี้หลายๆ เรื่องแล้วล่ะ

ชอบครับ พูดได้เต็มปากว่าชอบจริงๆ ถึงขั้นว่าเดี๋ยวผมเขียนอันนี้แล้วแล้วผมจะไปเปิดดูต่ออีกรอบเลยนะ คือมันชอบขนาดนั้นน่ะ ซึ่งก็ต้องสารภาพครับว่าตอนแรกผมก็คิดเหมือนกันว่าจะชอบไหมหว่า ยิ่งรู้ว่าหนังยาวตั้ง 2 ชั่วโมง 20 นาที มันก็ยาวอยู่นะ แอบคิดว่า “จะไหวเร้อ หนังมันจะมีอะไรต้องเล่าตั้งขนาดนั้น” ครั้นพอได้ดู ผมก็หมดข้อกังขาครับ เพราะทุกฉากทุกช่วงมันมีเนื้อหาหรือไม่ก็มีอะไรมาโชว์ให้เราตามได้ตลอดจริงๆ

และสำหรับคนรักหนังพากย์ไทยอย่างผมแล้ว การที่พี่โต๊ะ (ปริภัณฑ์ วัชรานนท์) มาพากย์เฮียเฉิน กับพี่โอ๊ต (จักรกฤษณ์ หาญวิชัย) มาพากย์เหลียงเจียฮุยในหนังเรื่องเดียวกันนี่ เป็นอะไรที่ฟินเหลือหลายครับ นี่คงเป็นอีกส่วนนั่นแหละที่ทำให้ผมปลื้มหนังเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก

ถ้ามีภาคต่อออกมาก็พร้อมดูล่ะครับ คืออยากให้ทำต่ออีก แต่ขอแบบนี้เลยนะ ขอมันส์ๆ ครบๆ ทั้งใช้หมัดและใช้สมองแบบนี้ พี่จัดมาได้เลยครับ – จริงๆ ตอนแรกก็แอบลุ้นนะว่าเขาจะยังทำ Rush Hour 4 ไหม เพราะเรื่องนั้นก็อยากดู แต่มาตอนนี้ขอเปลี่ยนใจครับ RH4 ยังไม่มาก็ไม่ว่ากัน แต่ทำเรื่องนี้ต่อเถอะ อยากดูแล้ว

สามดาวไปเลยครับ

(8/10)