เอ็ดเวิร์ด เพียร์ซ (Sean Connery) คือบุรุษชั้นสูงในสังคมลอนดอน แต่อีกด้านหนึ่งเขาคือจอมโจรขั้นเทพที่กำลังวางแผนจะขโมยทองคำมูลค่า 25,000 ปอนด์ (ถ้าตีเป็นเงินปัจจุบันก็ประมาณกว่า 2 ล้านปอนด์ – ประมาณ 86 ล้านบาทอัพครับ)
โดยทองนี้จะขนส่งทางรถไฟครับ เอ็ดเวิร์ดเลยร่วมมือกับช่างทำกุญแจมือเซียนอย่างเอ็กการ์ (Donald Sutherland) ในการเดินแผนปล้น ซึ่งก็แน่นอนว่ามันไม่ใช่ของง่ายครับ ส่วนจะสำเร็จไหมก็มาลองติดตามกันครับ
หนังสร้างจากนิยายของ Michael Crichton ครับ โดยเขาอิงมาจากเหตุการณ์จริงในปี 1855 ซึ่ง Crichton ก็เปลี่ยนชื่อตัวละครไม่ให้ซ้ำกับเหตุการณ์จริง แล้วก็แปลงนั่นแปลงนี่ออกมาเป็นนิยาย จากนั้น Dino de Laurentiis ก็สนใจซื้อเอามาทำหนัง แล้วก็ให้ Crichton นี่แหละครับมาดัดแปลงจากนิยายมาเป็นบทหนัง แล้วก็ควบเก้าอี้กำกับด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง – ส่วนหนึ่งก็คงเพราะผลงานก่อนหน้าที่เขากำกับอย่าง Westworld และ Coma ได้รับคำชมพอสมควร
และผลงานเรื่องนี้ของเขาก็ถือว่าทำออกมาได้ดีอีกเรื่องครับ สามารถเอาไปดูเข้าชุดกับ 2 เรื่องที่ว่าได้เลย เพียงแต่ 2 เรื่องนั้นเนื้อหาจะออกแนวจริงจังและกดดัน ในขณะที่เรื่องนี้โทนจะออกมาแบบเบาๆ ไม่เครียดมาก ซึ่งส่วนตัวผมว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกครับ เพราะการเล่าเรื่องแบบทีเล่นทีจริงมันทำให้หนังดูลื่นไหล คล่องคอ ไม่หนักเกินไป แล้วก็ต้องชม Connery, Sutherland และ Lesley-Anne Down ด้วยที่สามารถถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างเปี่ยมอารมณ์ขัน เข้ากับโทนหนังเป็นอย่างยิ่ง
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องบอกเพื่อให้เข้าใจตรงกันก่อนคือ นี่เป็นหนังโจรกรรมที่มีฉากหลังเป็นปี 1855 ดังนั้นมันจึงไม่ได้มาพร้อมความหวือหวาเว่อร์วัง ไม่ได้มีความเร้าใจตื่นเต้นแบบหนังแอ็คชั่นโจรกรรมสมัยใหม่ ภาพที่เราจะได้เห็นคือการวางแผนทีละขั้น แก้โจทย์ไปทีละอย่าง อย่างเช่นตู้เซฟที่บรรจุทองคำนั้นจะต้องใช้กุญแจ 4 ดอกในการเปิด ดังนั้นภารกิจของพวกตัวเอกก็คือต้องไปก็อปปี้กุญแจเหล่านั้นมาเตรียมไว้ก่อนการปล้น ซึ่งก็อาจมีช่วงให้ตื่นเต้นบ้าง แต่มันจะไม่ถึงกับห้อยโหนโจนทะยานหรือยิงกันระเบิดกันสนั่นเมือง มันคือการโจรกรรมแบบสมัยเก่าน่ะครับ คือเน้นให้เงียบที่สุด ไม่เน้นการถล่มหลาย
และถ้ามองจากสิ่งที่หนังเป็นแล้ว ผมว่ามันพอเหมาะครับ ดูสนุกดี เพลินเพราะดาราหนึ่งล่ะ ตามด้วยการเล่าเรื่องที่จะมีโจทย์มาให้พวกเขาแก้อยู่เป็นระยะ ส่วนฉากโจรกรรมก็ถือว่าพอเหมาะพอสมกับยุคสมัย ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจน่ะนะครับว่ามันจะถูกจริตท่านไหม ของแบบนี้ต้องลองครับ แต่ผมว่ามันก็ใช้ได้และมีความตื่นเต้นในแบบของมันอยู่เหมือนกัน
เกร็ดที่นำมาฝากก็คือว่ากันว่าตอนแรก Connery พออ่านบทแล้วรู้สึกไม่อยากมาเล่น เพราะบทมันดูหนักเกินไป แต่พอเขาได้พบกับ Crichton ซึ่งตัดสินใจดัดแปลงบทให้เนื้อหามันมีโทนที่เบาลง ออกแนวตลกขบขันมากกว่าจะจริงจังตามนิยาย Connery เลยเปลี่ยนใจครับ
และตอนแรก Jacqueline Bisset ถูกวางตัวให้มารับบทมิเรียม แต่พอถึงจุดหนึ่งก็มีการเปลี่ยนมาเป็น Down แทน
นอกจากนี้ Connery ยังเล่นฉากสตันต์เองเกือบหมดเลยนะครับ อย่างฉากที่เขาต้องอยู่ยนหลังคารถไฟนี่เขาก็เล่นเองเกือบหมด ซึ่งดูแล้วก็หวาดเสียวเอาเรื่อง เพราะรถไฟที่เราเห็นนั่นก็แล่นบนรางจริงๆ ครับ ตอนที่ Connery ต้องก้มเพื่อหลบสะพานต่างๆ ก็ของจริง ถ้าหลบไม่ทันนี่คือโดนน็อกจริงๆ แน่นอน แล้วระหว่างที่อยู่บนนั้นเขาก็ต้องเจอกับทั้งฝุ่นทั้งทรายทั้งควันปลิวกันให้ว่อนไปหมด นี่ยังไม่รวมที่เขาลื่นแล้วเกือบตกจากรถไฟอีกนะ ดังนั้นสำหรับผมแล้วฉากเหล่านี้จัดว่าลุ้นและเสี่ยงเลยล่ะ
และมีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างถ่ายทำฉากบนหลังคารถไฟ ซึ่ง Connery ได้รับแจ้งว่ารถไฟจะแล่นที่ความเร็วประมาณ 20-30 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ทีนี้พอถ่ายไป Connery รู้สึกว่ารถไฟน่าจะแล่นเร็วกว่านั้น แต่ก็ยังเล่นต่อไปจนจบคิว จากนั้นเขาก็บอกกับทีมงานว่าเมื่อกี้นี้รถไฟน่าจะแล่นที่ 40 หรือไม่ก็ 50 ไมล์ต่อชั่วโมงมากกว่านะ สุดท้ายทีมงานเลยไปถามคนขับจนได้คำตอบว่า พวกเขาขับที่ความเร็ว 40-50 ไมล์ต่อชั่วโมงจริงๆ
หนังใช้ทุนสร้างไปราว $6 ล้าน แล้วก็ทำเงินกลับมาราว $13 ล้าน ก็ถือว่าใช้ได้ครับ อย่างน้อยก็เท่าทุน ส่วนกำไรก็ไปหาเอาตอนออกวีดีโอ ฉายทีวี และลงเคเบิ้ลอีกที
ทีนี้ก็ขึ้นกับท่านแล้วครับว่าจะลองให้โอกาสหนังเรื่องนี้ไหม ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธครับว่าการเล่าเรื่องมันก็อาจเรื่อยๆ ไม่หวือหวาเท่าหนังยุคใหม่ เอาเป็นว่าใครที่ชอบแนวนี้ก็อยากให้ลองครับ เพราะผมว่ามันก็สนุกและให้ความบันเทิงได้ไม่เลว จริงๆ แค่ดู Connery กับ Sutherland เล่นผมว่าก็คุ้มแล้วล่ะ
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Adventure, Comedy, Crime, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller













