เรื่องราวของตุ๊กตาลิงจ๋อที่มีอาถรรพ์ทำให้คนตายครับ แล้วมันก็มาพัวพันกับชีวิตของ 2 พี่น้องบิลล์กับฮาล (รับบทโดย Theo James ทั้งคู่) ส่วนเรื่องจะไปลงเอยตรงไหนนั้นก็ตามไปดูในหนังนะครับ
เรื่องราวของตุ๊กตาลิงจ๋อที่มีอาถรรพ์ทำให้คนตายครับ แล้วมันก็มาพัวพันกับชีวิตของ 2 พี่น้องบิลล์กับฮาล (รับบทโดย Theo James ทั้งคู่) ส่วนเรื่องจะไปลงเอยตรงไหนนั้นก็ตามไปดูในหนังนะครับ
สารคดีที่บอกเล่าชีวประวัติของนักเขียนนิยายสยองขวัญระดับตำนานอย่าง Stephen King ครับ โดยตอนต้นก็จะมีดาราและผู้กำกับอย่าง Tom Hanks, Frank Darabont, Kathy Bates และ Mick Garris มาเกริ่นนำถึงสไตล์งานของ King ที่สามารถจับใจคนดูและคนอ่านได้อย่างน่าทึ่ง ผมชอบที่ Darabont นิยาม King ว่า “เขาสามารถยกเอาความสยองแบบทรานซิลเวเนียมาไว้ที่ข้างบ้านคุณได้” อันนี้ฟังแล้วเห็นภาพเลยครับ
Salem’s Lot คือนิยายแนวสู้กับแวมไพร์ของ Stephen King ที่สนุกมากๆ เรื่องหนึ่งครับ อ่านแล้วติดสุดๆ อีกทั้งความตื่นเต้นก็ไต่ระดับจากตอนเริ่มแบบเนิ่บๆ แล้วก็ไล่ไปจนถึงตอนท้ายที่ทั้งตื่นเต้นทั้งลุ้น จนบอกได้เลยว่าสมเป็นหนึ่งในนิยายยุคต้นๆ ของ King ที่สร้างชื่อให้กับเขาอย่างยิ่ง
ตอนแรกก็นึกว่า Stephen King จะมาเป็นหลัก แต่ไปๆ มาๆ สารคดีจะออกแนวนำเสนอเบื้องหลังหนังสยองดังๆ มากกว่าครับ โดยมีป๋า King แวะมาแสดงความคิดเห็น แวะมาบอกเล่าความกลัวให้เราได้ฟังเป็นพักๆ
The Boogeyman ถือเป็นหนังสยองระดับกลางๆ ครับ คือดูได้เรื่อยๆ มีเนือยอยู่หลายช่วงเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจล่ะครับว่าคนทำคงอยากบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครให้ครบถ้วนตามสิ่งที่อยากนำเสนอ ดังนั้นถ้าจะให้นิยามแนวของหนังเรื่องนี้ก็คงเป็นดราม่าผสมลึกลับสยองขวัญ – ว่าง่ายๆ คือดราม่าจัดว่าเยอะอยู่ครับ
ว่าตามจริง Firestarter เวอร์ชั่นปี 1984 อาจไม่ใช่หนังที่เจ๋งแจ๋วอะไรมากครับ แต่ก็ถือว่าสอบผ่านสำหรับหนังที่สร้างจากนิยายของ Stephen King ตัวหนังถือว่าดูได้เรื่อยๆ มีความน่าติดตามในระดับหนึ่ง และสิ่งสำคัญที่พยุงหนังไว้ได้ก็คือการแสดงเข้าท่าๆ ของเหล่าดาราทั้งหลาย ไม่ว่าจะ George C. Scott, David Keith, Martin Sheen, Louise Fletcher, Moses Gunn รวมถึง Drew Barrymore ตอนยังเป็นหนูน้อย
ก่อนดูเวอรั่นใหม่ก็ขอย้อนดูเวอร์ชั่นเก่าสักหน่อยครับ เคยดูเมื่อนานมากๆ มาแล้ว จำรายละเอียดแทบไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าดูแล้วก็เรื่อยๆ ไม่ถึงกับชอบอะไร ครั้นมาดูรอบใหม่ความชอบอาจไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็รู้สึกเพลินกับหนังพอสมควร
สิ่งแรกที่ต้องบอกก่อนเลยก็คือ Mr. Harrigan’s Phone ไม่ใช่หนังสยองขวัญนะครับ แม้หน้าหนังจะชวนให้คิดไปแบบนั้นก็ตาม เพราะเอาเข้าจริงหนังมาในแนวชีวิตผสม Coming of age ที่มีฉากหลังเป็นหนังลึกลับระทึกขวัญ
ถือเป็นหนังที่เข้าทางผมเลยครับ เรื่องราวลึกลับหลอนๆ ผสมเรื่องเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับอำนาจลี้ลับที่มาพร้อมปริศนา (ว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่) แม้ตัวหนังจะไม่ได้สุดยอดก็ตาม แต่ถือว่าดูได้เพลินๆ ไม่ผิดหวังเท่าไรครับ (อาจเพราะลดความคาดหวังไปตั้งแต่ต้นนั่นเอง 555)
ข้อดีประการสำคัญของการดูฉบับรีเมคนี่ก็คือ มันทำให้ผมรู้สึกชอบภาคต้นฉบับมากยิ่งกว่าเก่า