
The Boogeyman ถือเป็นหนังสยองระดับกลางๆ ครับ คือดูได้เรื่อยๆ มีเนือยอยู่หลายช่วงเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจล่ะครับว่าคนทำคงอยากบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครให้ครบถ้วนตามสิ่งที่อยากนำเสนอ ดังนั้นถ้าจะให้นิยามแนวของหนังเรื่องนี้ก็คงเป็นดราม่าผสมลึกลับสยองขวัญ – ว่าง่ายๆ คือดราม่าจัดว่าเยอะอยู่ครับ
เรื่องของ 2 พี่น้องเซดี้ (Sophie Thatcher) และซอว์เยอร์ (Vivien Lyra Blair) ที่พยายามจะผ่านพ้นช่วงเวลาอันหมองเศร้าหลังจากต้องสูญเสียแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับ แล้วอยู่มาวันหนึ่งวิลล์ (Chris Messina) พ่อของพวกเธอก็ได้เจอกับเลสเตอร์ (David Dastmalchian) ชายท่าทางแปลกๆ ที่อยากมาขอรับการบำบัดทางจิตจากเขา และนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นของความสยองที่คืบคลานมาสู่บ้านของพวกเขา
ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง The Empty Man ครับ การเดินเรื่องมันเนิ่บๆ ช้าๆ คล้ายๆ กัน ซึ่งก็อย่างที่บอกครับว่าดูแล้วก็รู้สึกว่าหนังเทน้ำหนักไปทางดราม่าเยอะพอตัว ซึ่งจริงๆ ก็เป็นอะไรที่เข้าท่าอยู่ครับ ทำให้เรารู้จักคาแรคเตอร์ของตัวละครหลักอย่างพี่น้อง 2 สาว ได้เห็นวิถีชีวิตและวิธีคิดของพวกเธอ รวมถึงได้สัมผัสถึงความปวดร้าวที่พวกเธอได้รับ ซึ่งจริงๆ ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ เพียงแต่ว่าการนำเสนอมันอาจจะเนือยและเรื่อยไปสักหน่อย
ส่วนสำคัญที่ทำให้หนังมีความเนือยก็เนื่องมาจากพาร์ทสยองด้วยแหละครับ เพราะฉากสยองลึกลับต่างๆ ในหนังมันมาในกระบวนท่า “หลอนอย่างช้าๆ ยามตัวละครอยู่คนเดียวในความมืด” คือนึกภาพออกใช่ไหมครับ หนังเลือกจะนำเสนอฉากผีโผล่แบบค่อยๆ โผล่ ไม่ได้ตุ้งแช่แฮ่ฮึ่มแบบฉับไว ประมาณว่าก่อนผีโผล่นี่ก็จะต้องให้ตัวละครอยู่คนเดียวก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ให้ฉากนั้นมีความมืด แล้วก็ให้ตัวละครตื่นตระหนกและรู้สึกราวกับว่าไม่ได้อยู่คนเดียว แล้วก็จะค่อยๆ เดินไปยังจุดที่เป็นมุมมืด เช่น เดินไปยังห้องเก็บของ แล้วก็ค่อยๆ ให้ตัวละครเปิดประตู ค่อยๆ ก้าวเข้าไป ค่อยๆ หันหน้าหันหลัง เนี่ยครับ บางทีกว่าผีจะโผล่นี่ก็ทำมาม่าได้ชามนึงแล้วล่ะ

ก็พอเข้าใจนั่นแหละว่ามันคือกระบวนท่ามาตรฐานสำหรับหนังผีสไตล์นี้ แต่พอลีลาผีโผล่แบบช้าๆ มาเจอกับการเดินเรื่องแบบช้าๆ และเน้นดราม่าแบบเรื่อยๆ หนังเลยค่อนข้างช้าครับ บางเวลาก็จะกลายเป็นอืด พวกความตื่นเต้นเร้าใจนี่มีน้อย ซึ่งก็พอเข้าใจอีกนั่นแหละว่าต้องเก็บไว้ไปลุ้นตอนไคลแม็กซ์ ซึ่งตอนท้ายก็ถือว่ามีลุ้นอยู่ครับ ก็ถือว่าโอเคสำหรับตอนท้าย แต่หนังมาช้าไปเชื่องไปในช่วงแรกและช่วงกลางนี่แหละ
หนังนั้นดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ Stephen King ครับ ซึ่งอันนี้ก็ต้องบอกก่อนว่านี่ถือเป็นหนังยาวเรื่องแรกที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้น The Boogeyman นี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีหนังชื่อประมาณนี้ออกมาหลายเรื่องครับ ไม่ว่าจะ The Boogeyman เมื่อปี 1980 หรือ Boogeyman ในปี 2005 ที่มีภาคต่อตามออกมาอีก 2 ภาค หนังที่เอ่ยไปนั้นไม่เกี่ยวกับงานของ King ครับ
สรุปว่าหนังดูได้แบบเรื่อยๆ ครับ ดาราก็ถือว่าแสดงกันได้ดี แต่ขอให้ทำใจรับกับความช้าในบางอารมณ์ ส่วนในแง่ความสยองก็อาจไม่ได้เยอะอะไร ตอนไคลแม็กซ์ก็โอเคขึ้นมาหน่อย และอีกอย่างที่ผมชอบลุ้นเสมอเวลาดูหนังผีแบบนี้คือตอนจบครับ ลุ้นว่ามันจะจบแบบปิดเรื่องไปเลย หรือจบแบบเผื่อไว้สร้างภาคต่อ (โดยส่วนตัวผมจะชอบตอนจบแบบปิดเรื่องไปเลยมากกว่าครับ ดูเด็ดขาดดี)
ก็จัดว่ากลางๆ ครับ ถ้าเทียบเคียงแนวเรื่องใกล้ๆ กัน ผมว่า Lights Out จะเวิร์กกว่าครับ
สองดาวครับ

(6/10)
หมวดหมู่:Drama, Horror, Movie Reviews, Mystery, Supernatural Horror, Thriller










