ภาคแรกยังไม่โดนใจผมเท่าไหร่ แต่ภาคนี้พูดได้เลยว่าโดนใจผมเอาเรื่อง กับเหตุการณ์บทต่อมาที่หนนี้ถึงคราวที่ชาวโลกต้องประลองกับเอาต์เวิร์ล ส่วนรายละเอียดของเนื้อหาก็ไปดูกันเองนะครับ ไม่ซับซ้อนหรอก
ภาคนี้มันส์ครับ ส่วนหนึ่งอาจเพราะภาคก่อนปูพื้นไว้แล้ว รวมถึงทีมงานได้รับฟีดแบ็คทำให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อน มาภาคนี้เลยจัดเต็ม เปิดมาก็เข้าเรื่อง มีแนะนำตัวละครจอห์นนี่ เคจ (Karl Urban) เพิ่มนิดหน่อย นอกนั้นก็ใส่กันเต็มที่ ไม่มีช่วงยืดเยื้อ เดินเรื่องแบบกร่ะหน่ำเล่ากันเนื้อๆ ไปเลย
ผมจะไม่ฟันธงว่าภาคนี้มันดีมันแจ๋วนะครับ ขอบอกเป็นว่าผมถูกใจตรงไหนบ้างดีกว่า เริ่มจาก Urban ที่เหมาะกับบทจอห์นนี่แบบสุดๆ ท่าทางยียวนกวนๆ ของเขาช่วยเพิ่มอรรถรสให้หนังได้เยอะ ส่วนตัวละครเก่าจากภาคก่อนก็มาเสริมตัวเรื่องให้น่าสนใจ และที่ถูกใจผมมากคือเคโน่ (Josh Lawson) ยังโผล่มาอีกครับ อันนี้ถือว่าทีมงานคิดถูกนะ เพราะภาคแรกนี่เคโน่นี่แหละเป็นชูรสช่วยหนังไว้ได้พอตัว
งานสร้างงานเทคนิคก็จัดเต็มกันไปครับ หนนี้ได้ทุนสร้างเพิ่มจากภาคแรกใช้ทุนไป $55 ล้าน มาภาคนี้ได้เพิ่มเป็น $68 ล้านก็ถือว่าใช้ทุนได้คุ้มค่าอยู่ CG ละลานตาก็จริง แต่งานฉากงานอะไรก็ถือว่าทำออกมาได้ไม่เลว ส่วนตัวมองว่ายังไม่ถึงขั้นดีมากๆ แต่ก็ใช้ได้อยู่ ในขณะที่คอสตูมนั้นก็รู้สึกว่าจะมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบน่ะนะครับ ก็ว่ากันไป ส่วนผมก็รับได้ ไม่ได้ถึงขั้นชอบแต่ก็ไม่ได้มองว่ามันแย่ ก็ได้อยู่น่ะ
เรื่องบทจริงๆ ผมชอบโครงสร้างนะ อย่างเหตุการณ์ตอนกลางเรื่องที่ทำให้ทีมชาวโลกต้องหาทางแก้เกมแผนร้ายของเอาต์เวิร์ล ก็ถือว่าเพิ่มอุปสรรคและโจทย์ให้พวกตัวเอกต้องแก้ในแบบที่เข้าท่า แต่กระนั้นก็อาจมีบ้างครับที่การเล่าเรื่องมันอาจจะเร่งไปหรือช้าไปในบางจังหวะ ว่าง่ายๆ คืออาจไม่ถึงขั้นลื่นไหลเต็มร้อย แต่ผมว่ามันก็ไม่น้อยกว่า 70 ล่ะครับ ถือว่าผ่านและพัฒนาจากภาคแรกอยู่ ก็ขอชมผู้กำกับ Simon McQuoid ที่ทำการบ้านได้ดี และขอบคุณจริงๆ ที่ฟังฟีดแบ็กแบบรอบด้าน อะไรหลายๆ อย่างมันเลยเข้าล็อคลงตัวขึ้นกว่าเดิม

และอีกหนึ่งของขลังของ MK ก็คือเพลงธีมครับ หลังจากภาคแรกกั๊กแล้วกั๊กอีก มาภาคนี้ก็ได้ฟังแบบเต็มๆ ซะที ใครจะว่ายังไงไม่รู้ แต่ผมว่าสำหรับ MK แล้ว เพลงธีมคือของที่ดขาดไม่ได้จริงๆ มันช่วยเพิ่มดีกรีให้กับหนังได้เพียบเลยจริงๆ – และไม่รู้ผมเป็นอยู่คนเดียวไหม เวลาได้ยินธีมนี้ที่ไหน ผมจะนึกถึงหน้า Cary-Hiroyuki Tagawa ผู้รับบทชางซุงใน MK ฉบับ 1995 ทุกทึ… คิดถึงเขาจังครับ (เขาจากไปตอนปลายปี 2025 ครับ)
โดยรวมคือผมชอบเลยน่ะครับ นี่กะว่าถ้ามีเวลาก็จะซ้ำอีกนะ มันตอบโจทย์ความบันเทิงได้ตรงเป้า และมีความเป็น MK แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น อย่างสารพัดฉาก Fatality นั่น แต่ถ้าถามว่ามีอะไรที่รู้สึกติดๆ ขัดๆ ไหม อย่างแรกก็คงเป็นซีนต่อสู้ ที่ผมว่ายังมันส์และเร้าใจได้อีก อันนี้รู้สึกจริงๆ ครับว่าการปะทะกันของตัวละครในเรื่องมันยังไม่สุด บางจังหวะดูเป็นคิว บางจังหวะดูยังไม่หนักหน่วง แต่ก็ยังดีครับที่ซีนตอนท้าย ตอนคู่ไฟนอลที่ปะทะกันมันดูเดือดได้ที่อยู่ ก็พอจะชดเชยได้บ้าง – แต่ก็นั่นล่ะครับ แอบคิดว่าถ้าสู้กันแบบพลิ้วๆ อัดกันแบบเข้มๆ ได้อีกนิดก็คงจะแจ๋วเลย
อีกอย่าง ในหนังมีบทรับเชิญด้วยนะครับ บาร์เทนเดอร์ที่ชื่อเอ็ดที่จอห์นนี่ขอเพิ่มอีกแก้วนั่น พี่ท่านก็คือ Ed Boon หนึ่งในผู้สร้างสรรค์เกม MK นั่นเอง ซึ่งพี่คนนี้นี่แหละครับเจ้าของเสียงต้นตำรับ Get Over Here! ในตำนาน และยังมาให้เสียง Featuring ในเพลงธีมเวอร์ชั่นที่เปิดตอน End Credits ด้วย
และตอนที่จอห์นนี่แซวเรเดนว่าชุดเป็นคอสเพลย์มาจาก Big Trouble in Little China ใช่ไหม ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ผิดครับ เพราะ Ed Boon กับ John Tobias เคยบอกไว้ว่าหนึ่งในหนังที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครเรเดนนั่นก็คือเรื่องที่ว่านี่แหละ
สรุปว่าแฟน MK ไปดูได้เลยครับ ภาคนี้เชื่อว่าน่าจะถูกใจกันแล้วล่ะ ส่วนผมนี่ก็ยกให้เป็น MK ฉบับหนังที่ชอบที่สุด (จนถึงตอนนี้) – แต่ครับ แต่… ผมว่าชางซุงบทน้อยจังแฮะ หรือจะเก็บไว้สำหรับภาค 3 ก็ไม่รู้ ก็รอดูกันไปครับ
สองดาวครึ่งสวยๆ ครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Action, Adventure, Fantasy, Martial Arts, Movie Reviews, Recommended Movies, Sci-Fi












