เอฟบีไอสาวลี ฮาร์เกอร์ (Maika Monroe) ได้รับมอบหมายให้ตามรอยฆาตกรต่อเนื่องฉายา Longlegs – ก็เล่าแค่นี้แล้วกันนะครับ ที่เหลือไปดูกันต่อเอาเอง
เป็นหนังอีกเรื่องที่ได้รับคำชมไปไม่น้อย ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านล่ะครับว่าจะตรงจริตไหม ก็ต้องบอกเลยว่าหนังมาแบบเดินเรื่องเรื่อยๆ ช้าๆ Slow Burn ไม่หวือหวา ไม่ตุ้งแช่ เน้นให้เราจมไปกับบรรยากาศที่ชวนหลอน ชวนอึดอัด
จุดเด่นของหนังที่เข้าตาผมหนักๆ เลยคืองานภาพครับ Andres Arochi ผู้กำกับภาพสาย MV ถ่ายภาพออกมาได้น่าสนใจ ฉากต่างๆ จริงๆ มันก็ดูปกตินะ แต่มุมกล้องมันชวนให้รู้สึกถึงความบิดเบี้ยว หลายฉากก็จัดออกมาได้สวย มีการเล่นแสงเล่นสีซึ่งมันเป็นอะไรที่เข้าทางผมอยู่แล้วน่ะนะครับ บอกเลยว่าค่อนข้างเพลินกับงานภาพพอสมควร แล้วพอดูไปๆ มันรู้สึกเหมือนค่อยๆ โดนดูดเข้าไปในโลกของหนังทีละน้อยๆ ถือว่าทำถึงครับในจุดนี้
ผมมองว่าผู้กำกับ Osgood Perkins เขามีการปรับตัวครับ ผมยังจำผลงานแรกของเขาอย่าง February (หรือ The Blackcoat’s Daughter) ได้ รวมถึงงานชิ้นต่อมาอย่าง I Am the Pretty Thing That Lives in the House ซึ่งผมว่าเขามีฝีมือนะ ในแง่ของการนำเสนออะไรที่มันดูบิดเบี้ยว ผิดปกติ ดูหลอนแบบซึมลึก เพียงแต่สมัยแรกๆ ตัวบทอาจยังไม่แน่นพอ คืออารมณ์น่ะพอได้แล้วครับ แต่การเล่าเรื่องกับตัวบทมันยังมึนๆ
เอาจริงผมว่าบางคนก็ยังมึนกับหนังเรื่องนี้อยู่ อันนี้ไม่ต้องแปลกใจครับ พี่ Osgood ทำหนังทีก็จะประมาณนี้แหละ แต่ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้เบาแล้วนะ ถ้าตั้งใจดูดีๆ ผมว่าท่านจะเรียบเรียงอะไรหลายๆ อย่างได้อยู่ ไม่เหมือน I Am the Pretty Thing That Lives in the House ที่เพื่อนผมบางคนก็ยังบ่นจนทุกวันนี้ว่าหนังมันอะไรของมันกันแน่

ของดีอย่างต่อมาก็คือดาราเลยครับ รายที่โคตรจะเด่นและเฮี้ยนหนักมากคือพี่ Nicolas Cage ของผมนี่แหละ เรื่องนี้พี่แกก็ปล่อยของอีกแล้ว แม้พื้นที่บนจอจะไม่ได้เยอะแต่ทำเอาผมหลอนไปเหมือนกันนะ จนนาทีนี้ดูหนังจบไปพักใหญ่แล้วผมยังหลอนหน้าที่เปื้อนยิ้มของพี่เขาได้อยู่เลย อันนี้ขอคารวะครับว่าแสดงได้ถึงจริง ส่วน Monroe ก็ถือว่าเล่นได้ดีตามมาตรฐานเช่นเดียวกับดารารายอื่นๆ ที่ผมว่าพอเหมาะ อาจไม่ถึงกับเด่นจัดๆ แต่ก็ถือว่าเล่นได้สมกับคาแรคเตอร์อยู่
จากที่ผมเขียนมาหลายบรรทัดนี่หลายคนก็คงจะคิดว่าผมชอบหนังเรื่องนี้มากมาย ก็ต้องขอบอกครับว่าชอบน่ะก็ชอบอยู่ครับ แต่ยังไม่ถึงขั้นโปรดปรานแบบสุดๆ คือชอบบรรยากาศ ชอบโทนเรื่อง ชอบความมึนความหลอนตามแบบฉบับพี่ Osgood อีกอย่างคือหนังแนวฆาตกรต่อเนื่องนี่ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะน่าจดจำครับ บางเรื่องเน้นบรรยากาศ บางเรื่องเน้นแอ็คชั่น หรือบางเรื่องก็เน้นแหวะไปเลย ในขณะที่เรื่องนี้เอาจริงๆ มันก็ยังไม่ถึงกับสุดยอดหรือกลมกล่อมลงตัวจนโดดเด่น แต่อย่างน้อยมันก็มีเอกลักษณ์และแบบฉบับเป็นของตัวเอง คือเป็นหนังฆาตกรต่อเนื่องสายหลอนสายมึน ดูแล้วอึนๆ กับบรรยากาศที่ทำเอาอยากซัดไทลินอลซัก 2 เม็ดหลังดูเสร็จ
ใจนั้นอยากให้เน้นบทให้แน่นขึ้นอีกนิด และถ้ามันมีอะไรที่พีคขึ้นอีกสักหน่อยก็คงดี ไม่ได้หมายถึงแค่พีคตอนท้ายนะครับ แต่อยากให้หนังมีอะไรพีคๆ เป็นพักๆ ผมว่ามันจะโอเคขึ้น ประมาณว่า Slow Burn ก็ Slow ไป แล้วก็ใช้อะไรที่มันพีคๆ หน่อยเหยาะๆ มา เอามาประคองความอยากของผู้ชมให้อยากตามดูไปเรื่อยๆ แบบนั้นน่าจะได้ใจคนดูอีกกลุ่มด้วย
หนังโกยเงินสวยงามเลยครับ ลงทุนประมาณ $10 ล้าน แล้วก็ได้ไป $127 ล้านจากทั่วโลก ถือว่าประสบความสำเร็จแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยไปเลย
ผมว่าพี่ Osgood มาถูกทางแล้วครับ ผมเชื่อว่าถ้าพี่เขาปรับนั่นอีกนิด เติมนี่อีกหน่อยก็น่าจะมีหนังที่เข้าเป้าตามมาอีกได้ไม่ยาก
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Crime, Horror, Movie Reviews, Mystery, Supernatural Horror, Thriller












