หลังจากสูญเสียภรรยาไป หลี่ซื่อเหลียง (หลิวสงเหยิน, Damian Lau) ก็ต้องทำงานไปพร้อมกับดูแลลูกชาย 2 คน อันได้แก่เสี่ยวเจี่ย (หวงคุนฉวน, Huang Kun Hsuan) และเสี่ยวคัง (เจิ้งปั๋วหลิน, Cheng Pak Lam) แต่กลายเป็นว่สชีวิตของเขาต้องมาเจอวิบากหนักขึ้นไปอีก เมื่อเขาหลวมตัวไปเล่นการพนัน
สมทบด้วย หลี่ซือฉี (Lee Sze Kei) รับบทเป็นภรรยาที่เสียไปของซื่อเหลียง, อู๋ม่งต๊ะ (Ng Man Tat) เป็นเป่าหลอ เพื่อนของซื่อเหลียงที่ชักพาเขาเข้าสู่โลกการพนัน, ฟังกัง (Fong Kong) เป็นเจ้าพ่อเงินกู้สุดโหด, เจิ้งเจียเชิง (Cheng Ka Sang) เป็นลูกน้องเจ้าพ่อเงินกู้, ฉือจงซิน (Alan Chung San Chui) เป็นตำรวจที่ติดหนี้เงินกู้, หวงเย่อเฟย (Wong Yat Fei) เป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า, หลิวเส้าหมิง (Lau Siu Ming) เป็นพ่อตาของซื่อเหลียง และหนังกำกับโดย ตู้ฉีฟง (Johnnie To) ครับ
ถือเป็นหนังดราม่าแนวชีวิตรันทดที่แสนจะดราม๊า ดราม่าครับ เพราะชีวิตของซื่อเหลียงกับลูกนั้นต้องเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมากมายหลายหน ขีวิตแย่แล้วแย่อีก ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็มาจากการตัดสินใจของซื่อเหลียงเองที่หลวมตัวไปเล่นการพนันจนเสียเงินก้อนใหญ่ แล้วก็ส่งผลพวงพ่วงให้ต้องไปกู้เงินนอกระบบ และกระทบถึงงาน ดังนั้นสาระสำคัญที่หนังเน้นย้ำตัวโตๆ กับเราเลยก็คือ อย่าเล่นเลยครับการพนันน่ะ ผมไม่เถียงหรอกว่าถ้าเล่นได้มันก็ได้ แต่ถ้าเสียนี่มันก็คือเสีย
แล้วส่วนใหญ่พอเล่นแล้วได้เราก็อยากได้อีก ครั้นพอเล่นเสียก็อยากเล่นต่อเพื่อให้ได้ทุนคืน ยังไงก็คือเสียครับ เพียงแต่จะเสียมากหรือเสียน้อยเท่านั้นแหละ
แต่ยอมรับนะว่าดูหนังตอนแรกๆ ผมก็ไม่ใคร่จะเห็นใจซื่อเหลียงสักเท่าไหร่ เพราะปัญหาใหญ่ๆ ที่เขาเจอนั้นมันคือการตัดสินใจที่ผิดของเขาเอง แล้วพอเจอเรื่องหนักๆ ก็ยังมาลงกับลูกอีก ซึ่งผมก็พอเข้าใจน่ะ ว่าเจอเรื่องเครียดๆ นอกบ้านมาแล้วยังมีเรื่องในบ้านอีก การใช้อารมณ์มันเลยมีกันบ้าง แต่ก็นั่นแหละครับ แม้จะเข้าใจแต่ก็ไม่รู้สึกคิดจะเข้าข้างซื่อเหลียงเท่าไหร่
ครั้นพอดูไปดูไปหนังก็ทำให้เราสงสารตัวละครหนึ่งได้สำเร็จครับ นั่นคือเสี่ยวเจีย ลูกคนโตของซื่อเหลียง ตอนแรกเสี่ยวเจียก็มีบ้างที่ทำตามอำเภอใจ แต่ก็ยังดีที่เขาไม่ใช่เด็กเกเร แล้วพอเวลาผ่านไปเด็กคนนี้ก็เริ่มโตขึ้น เริ่มช่วยพ่อเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ยังช่วยดูแลพ่อแทนแม่อีก ไปๆ มาๆ ผมเลยมารู้สึกกับหนังในเชิงบวกก็เพราะเสี่ยวเจียนี่แหละ ซึ่งหวงคุนฉวนก็เล่นได้ดีซะด้วย ทำเอาลืมภาพเจ้าเด็กจอมกวนใน อาหลาง เศรษฐีกำมะจุ๊ ไปเลย
โดยรวมผมว่าหนังก็โอเคน่ะครับ เพียงแต่อาจจะยังไม่กลมกล่อมนัก คือผมว่าหนังดราม่าแนวนี้เนี่ย ถ้าจะให้พอดีมันก็ต้องมีทั้งเรื่องบวกเรื่องลบเกิดปนๆ สลับกันไปตามประสาชีวิตคน แต่ก็อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้เน้นรันทดแบบกะเอาให้คนดูร้องไห้ให้ได้ ซึ่งในแง่ความเศร้าความซึ้งมันก็ได้อยู่น่ะครับ อย่างภรรยาผมนี่นั่งดูก็ยังอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ ส่วนผมนั้นก็รู้สึกนั่นแหละถึงความเศร้าในหนัง แต่พอมันเน้นเศร้าเน้นรันทดมากมันเลยดูจงใจจนบางจังหวะก็แอบไม่อิน แต่ผมก็เชื่อว่าใครที่ชอบดูหนังรันทดสไตล์นี้ก็น่าจะโอเคกับหนังได้อยู่
หนังทำให้ผมคิดทบทวนอะไรหลายเรื่องอยู่ครับ อย่างแรกเลยก็คือเรื่องการตัดสินใจที่ผมว่าสำคัญนะ การตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำอะไรนี่หลายครั้งมันคือตัวกำหนดกราฟชีวิตเลย อย่างซื่อเหลียงก็น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าเขาไม่โอนอ่อนเล่นพนันตามที่เพื่อนชวน (ซึ่งมันก็พัวพันกับเรื่องในที่ทำงานด้วย) ชีวิตเขาก็คงไปอีกทาง คืออาจจะมีลำบากบ้างแต่อย่างน้อยงานก็จะไม่เสีย ยังพอมีเงินกินเงินใช้ไม่ต้องย้ายบ้าน – ทั้งหมดมันขึ้นกับการตัดสินใจจริงๆ น่ะครับ
อีกอย่างคือทำให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” ซึ่งผมว่ามันใช้ได้กับบางคนและบางบริบทเท่านั้น อย่างถ้าผมเดินไปบอกซื่อเหลียงด้วยคำกล่าวนี้ ดีไม่ดีจะโดนพี่ท่านเอาบาทากระแทกยอดหน้าเอาได้

แต่ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “บางปัญหาแก้ด้วยเงินไม่ได้” มากกว่าครับ มันใช้ได้ครอบคลุมกว่า เพราะบางปัญหาเงินแก้ไม่ได้จริงๆ แต่ก็นั่นก็แปลว่าบางปัญหาก็ต้องใช้เงินนี่แหละแก้ เอาแค่ง่ายๆ เรื่องค่าน้ำค่าไฟค่ากินค่าอยู่ เราก็ต้องมีเงินมาปลดเปลื้องภาระเหล่านี้ ส่วนปัญหาอื่นที่แก้ด้วยเงินไม่ได้ก็หาทางออกอื่นกันไป แต่อย่างน้อยเงินมันก็ต้องมีเพื่อให้ชีวิตมันดำเนินต่อได้
ผมเคยมีชีวิตอยู่บนอุดมคติ อยู่บนคำคมอันสวยงาม อยู่ด้วยความคิดโลกสวย แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ตระหนักได้ว่า “มองโลกตามที่มันเป็นเถอะ” แบบนั้นจะรับมือกับสถานการณ์ได้หลากหลายและรอบด้านกว่า
อีกอย่างคือการอยู่บนอุดมคติอะไรแบบนั้น บางทีก็ทำให้เราคาดหวังนะ หวังว่าชีวิตมันจะดี หวังว่าฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ หวังว่าคนดีผีต้องคุ้มเทวดาต้องช่วย ฯลฯ ซึ่งบางครั้งมันก็เป็นแบบนั้น แต่บางครั้งฟ้าหลังฝนมันอาจจะถล่มชีวิตเราหนักกว่าก็มี
“มองอย่างที่มันเป็น ใช้ชีวิตอย่างที่มันเป็น ปรับตัวกันไปตามสภาวการณ์” ประมาณนี้แหละครับ การจะอยู่ให้รอดในนาวาชีวิตน่ะ
สรุปว่าหนังอาจยังไม่ลงตัวกลมกล่อมเต็มร้อย แต่ก็ถือเป็นหนังดีที่สะท้อนความรันทดของชีวิตได้โอเคอยู่ (แม้มันจะดูจงใจให้รันทดมากหน่อยก็เถอะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าชีวิตจริงนั้น คนที่รันทดกว่าในหนังก็ยังมี)
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Drama, Movie Reviews













