เบน ริชาร์ดส์ (Glen Powell) กำลังตกงานและลูกยังมาป่วยอีก เขาเลยจำต้องเข้าร่วมเกมเดอะ รันนิ่งแมนด้วยความหวังว่าจะได้เงินมาซื้อยาให้ลูก โดยที่เขาไม่รู้เลยครับว่าเกมนี้มันสกปรกและเต็มไปด้วยเล่ห์กลขนาดไหน
หนังดัดแปลงจากนิยายของ Stephen King ที่เคยทำเป็นหนังมาแล้วรอบหนึ่งเมื่อปี 1987 โดยใช้ชื่อเดียวกัน ฉบับนั้นได้พี่บึ้ก Arnold Schwarzenegger แสดงนำ ซึ่งก็ขอบอกตรงนี้เลยครับว่าผมออกจะชอบฉบับเดิมมากกว่า เพราะหนังค่อนข้างมันส์ครับ สไตล์มันจะออกแนวสู้แบบลุยด่าน ปราบบอสไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จัดว่าลุ้นและสนุกพอตัว
ส่วนฉบับนี้ได้ Edgar Wright (Shaun of the Dead, Hot Fuzz, Baby Driver) มากำกับ โดยเขาร่วมดัดแปลงจากนิยายมาเป็นบทหนังร่วมกับ Michael Bacall (รายนี้เคยทำ Scott Pilgrim vs. the World กับ Wright มาก่อน แล้วยังเคยเขียนบท 21 กับ 22 Jump Street ด้วย
มาว่ากันที่จุดดีก่อน พวกงานสร้างภาพโลกอนาคตหรือฉากต่างๆ ก็ดูลงทุนดีล่ะครับ ไม่แปลกใจที่ทุนจะไปถึงร้อยล้านได้ ส่วนดาราหลักในเรื่องก็ถือว่าเลือกมาได้เหมาะ อย่าง Powell นี่ผมว่าเขาไปได้กับบทแบบนี้ครับ ส่วน Josh Brolin ก็ดูเป็นนายทุนหน้าเลือดที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อเรตติ้งและผลกำไร ส่วนดาราคนอื่นๆ จริงๆ ผมว่าพวกเขาแสดงได้นะ แต่บทดูเหมือนจะไม่ค่อยส่งเท่าไหร่
และผมว่าบทมันย้วยไปหน่อยครับ ประมาณว่าเบนในเรื่องนี่ดูจะมีช่วงได้พักได้ตั้งหลักได้เอนหลังค่อนข้างมาก ซึ่งจะต่างจากฉบับก่อนที่พอตัวเอกเข้าเกมแล้วก็ลุ้นแบบยิงยาว สู้กันแบบต่อเนื่อง ในขณะที่เรื่องนี้มันเหมือนบู๊ๆ หยุดๆ – วิ่งๆ หยุดๆ – ล่าๆ หยุดๆ แม้บทหนังจะมีคำอธิบายว่าการที่เบนได้มีช่วงพักช่วงล่องหนไปได้นั้นส่วนหนึ่งก็ด้วยความตั้งใจของผู้อยู่เบื้องหลัง ที่อยากจะลากเกมออกไป แล้วก็ค่อยๆ สร้างกระแส ซึ่งอันนี้เข้าใจครับ แต่ช่วงที่ว่ามันอืด มันไม่มีอะไรเคลื่อนไหว มันเหมือนให้เราตามดูเบนคอยหลบๆ ซ่อนๆ หลับๆ ไปเรื่อยๆ ซึ่งไปๆ มาๆ มันก็แอบเบื่อนะ
จริงๆ ช่วงที่ว่านี่ถ้าหนังเลือกที่จะสอดแทรกภาพความสัมพันธ์ระหว่างเบนกับลูกเมียใส่ลงไป – ภาพในอดีตน่ะนะครับ – ให้เราเห็นว่าเขารักลูกรักเมียแค่ไหน หรือเขาต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้างถึงทำให้ต้องมาจนตรอกและสมัครเล่นเกมแบบนี้ แบบนั้นผมว่าหนังจะโอเคขึ้น ทั้งมีอะไรให้เราตามดู และทำให้เรารู้จักเบนมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้เราอยากเอาใจช่วยเขามากขึ้นไปโดยปริยาย แต่ก็น่าเสียดายที่หนังไม่ได้ไปเวย์นั้นครับ

หนังเลยเดินเรื่องไปแบบวิ่ๆง หยุดๆ ซึ่งช่วงหยุดก็ทำให้หนังย้วยอย่างที่บอกไป แม้บางช่วงจะมีไปเจอตัวละครนั้นตัวละครนี้บ้าง แต่ก็อย่างที่บอกครับว่าบทมันไม่ค่อยส่ง พวกตัวละครเสริมทั้งหลายดูจะไม่เด่นหรือขโมยซีนอะไรนัก ก็เลยทำให้ตัวละครอื่นๆ ไม่ส่ามารถชูรสให้กับหนังได้เท่าที่ควร
ส่วนช่วงวิ่งสู้ฟัดผมก็ถือว่าพอได้ครับ แอ็คชั่นไล่ล่าบางช่วงก็พอไหว แต่มันไม่ชวนตื่นเต้นเท่าที่ต้นฉบับทำเอาไว้ หรือถ้าจะไม่เทียบกับของเก่าก็ขอเทียบกับงานชิ้นก่อนๆ ของ Wright ซึ่งบอกได้เลยว่า Wright เคยสร้างความตื่นเต้นในฉากไล่ล่าหรือฉากต่อสู้ได้มากกว่านี้ในผลงานเก่าๆ ของเขาครับ – อย่าง Hot Fuzz นี่เป็นต้น เรื่องนั้นอย่างมันส์อย่างเดือด แล้วก็ซัดกันระเบิดระเบ้อทั้งๆ ที่เหตุเกิดในเมืองเล็กๆ ที่แสนจะภูธรแท้ๆ แต่มันส์ไม่แพ้พวก Die Hard เลย
ส่วนพวกประเด็นเสียดสีสังคม ไม่ว่าจะเสียดสีเกมโชว์หรือเรียลลิตี้ต่างๆ, เรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องชนชั้น และเรื่องฐานะทางสังคม, เสียดสีประเด็นที่จริงๆ คนเราชอบเสพความรุนแรงมากกว่าเรื่องดีๆ, เสียดสีที่คนเราชอบรู้เรื่องชาวบ้านรอบทิศ แต่ไม่คิดจะพิจารณาชีวิตตัวเองแบบจริงๆ จังๆ หรือเสียดสีการที่คนเรามักจะเชื่อตามสิ่งที่สื่อโซเชียลยัดเยียดมาใส่หัวเรา โดยที่ไม่มีการตรวจสอบให้ดีก่อนว่านั่นมันเรื่องจริงหรือไม่ ไหนจะการหลงเชื่อ Fake News, คลิปตัดต่อ และคลิปเอไออีก ซึ่งทั้งหมดนี้มีกล่าวไว้ในหนังเป็นระยะๆ ครับ ซึ่งบางอันก็ดูเป็นเนื้อเดียวกับหนัง แต่บางอันก็เหมือนยกขึ้นมาเพื่อให้มีประเด็นแต่ก็ไม่ได้ไปต่อให้สุด
ถ้าว่ากันตามความรู้สึกเลยนี่ ผมว่างานชิ้นก่อนๆ ของพี่ Edgar แกมีความกลมกล่อมกว่านี้ครับ แต่กับเรื่องนี้มันยังมีขาดมีเกิน มีมากไปมีน้อยไป และบางสิ่งบางอย่างมันก็ดูแยกชั้น ยังไม่รวมตัวกันเป็นเนื้อเดียว
ในแง่รายได้หนังก็ถือว่าเจ็บตัวหนักอยู่ครับ เพราะทำเงินไปเพียง $69 ล้าน นี่คือรวมทั่วโลกแล้วนะ แต่ทุนสร้างน่ะปาเข้าไป $110 ล้านครับ เข้าเนื้อเห็นๆ
ทีนี้ก็ต้องแล้วแต่ล่ะนะครับว่าท่านจะลองไหม ส่วนตัวผมมองว่าลองได้อยู่ครับ อย่างมากถ้าดูแล้วมันไม่อินจริงๆ ก็หยุดดูแล้วเปลี่ยนไปดูเรื่องอื่น แต่กระนั้นผมว่าหนังก็ไม่ได้แย่นะครับ มันก็ดูได้นั่นแหละ เพียงแต่มันยังไม่เจ๋งหรือลงตัวแบบเต็มๆ เท่านั้น
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Action, Adventure, Movie Reviews, Sci-Fi, Thriller












