เมื่อนักบัญชีสาว (Rachel McAdams) กับเจ้านายจอมเยอะ (Dylan O’Brien) ประสบเหตุเครื่องบินตกแล้วลอยมาเกยที่เกาะแห่งหนึ่ง พวกเขาก็ต้องหาทางเอาตัวรอดไปให้นานที่สุดเพื่อรอคนมาช่วย
ตามปกติพล็อตแบบนี้มันสามารถลากไปเป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้ได้แบบสบายๆ เลยนะครับ แต่พอดีคนเขียนบทคือ Damian Shannon และ Mark Swift แห่ง Freddy vs. Jason และ Friday the 13th ฉบับปี 2009 แล้วมาบวกด้วยผู้กำกับที่ชื่อ Sam Raimi แห่ง The Evil Dead ตัวหนังมันเลยหักมาเป็นแนวระทึกขวัญสั้นประสาทผสมตลกร้ายไปในที่สุด
ว่ากันว่าตอนแรก Raimi จะทำหนังเรื่องนี้กับค่าย Columbia Pictures ครับ แต่พอดีช่วงนั้นเกิดการกระบาดของโควิด-19 ทางนั้นเลยจะทำหนังออกมาเป็นลงสตรีมแทน ซึ่ง Raimi ก็ไม่ยอมครับ เลยหอบโปรเจคต์เร่ไปขายที่อื่น จนปี 2024 ก็มาลงที่ 20th Century Studios และทางนั้นให้คำมั่นว่าจะยอมให้ฉายโรง โครงการถึงได้เริ่มถ่ายทำครับ
สิ่งแรกที่คิดเกี่ยวกับหนังก็คือ ถ้ามีการซ่อยหนังลงบ้างให้สั้นกว่านี้ก็อาจจะดีครับ เพราะมันก็มีช่วงอืดๆ ปนอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไรครับเพราะโดยรวมหนังก็ถือว่าทำออกมาได้ดี สนุกแบบสั่นประสาทและตลกร้ายตามสไตล์ Raimi ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าพี่เขาคุมหนังได้อยู่ครับ มันมีอะไรชวนให้ติดตามอยู่เรื่อยๆ แล้วก็แน่นอนว่าคนที่ควรได้รับคำชมหนักๆ เลยก็คือ 2 นักแสดงนำ Rachel McAdams และ Dylan O’Brien ที่ครองหนังได้อยู่มือ โดยเฉพาะ McAdams นี่ถือว่าปล่อยของได้สะใจไม่น้อยเหมือนกัน

อีกหนึ่งสิ่งที่รู้สึกภูมิใจก็คงเป็นการที่หนังมาใช้โลเคชั่นหลักในประเทศไทย (ซึ่งตามเนื้อเรื่องทั้งสองก็มาติดเกาะในไทยนั่นแหละ) ก็รู้สึกดีครับที่ได้เห็นเมืองไทยขึ้นจออีกครั้ง และหลายซีนก็ถือว่าสวยไม่ใช่น้อย
ถือเป็นหนังที่ดูเพลินครับ แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าซีนโหดๆ ก็พอมีนะ แต่ยังไม่ถึงกับโหดจัดๆ (Raimi เคยก่อการโหดไว้มากกว่านี้เยอะครับ ไม่เชื่อไปขุด The Evil Dead 2 ภาคแรก มาดูได้เลย) ซึ่งหนังก็จะเน้นไปทางกระตุกจิต เน้นความไม่น่าไว้วางใจระหว่าง 2 ตัวละคร ที่ต่างคนต่างก็มี “ความจิต” ในแบบของตัวเอง แต่ถ้าใครคิดว่าจะได้เห็น 2 ตัวละครมาขับเคี่ยวเฉือนคมกันตลอดทั้งเรื่องล่ะก็ มันไม่ถึงขนาดนั้นครับ แต่มันออกแนวตลกร้ายน่ะ
เหมือนวันดีคืนดีทั้งคู่ก็พอจะคุยกันได้ แต่วันดีคืนร้ายบทจะไม่พอใจกันหรือคิดจะหักหลังกันก็เอามันตรงนั้นเลย คือมันจะออกไปในเชิงตลกร้ายมากกว่าจะโหดแบบจริงๆ จังๆ
และการดูหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ตระหนักอย่างหนึ่งนะครับ ว่าเราควรอัพเกรดตัวเองให้สามารถพึ่งพาตนเองได้เสมอ อันนี้คือในภาพรวมเลยนะครับ ไม่ว่าจะเพื่อเอาไปเตรียมรับกับการใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์กลางป่าคอนกรีตหรือตอนไปออกป่าเขาลำเนาไพร – ไม่ว่าที่ไหนเราก็ต้องเอาตัวรอดครับ – ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน การงาน การเลี้ยงชีพ หรือการเอาตัวให้รอดจากภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ – เอาแค่เดินบนฟุตบาทอยู่ดีๆ บางทีก็จะโดนมอเตอร์ไซค์เสยเอาถ้าไม่ระวัง หรือพวกฝาท่อตามทางเท้าก็ไม่ควรไปเหยียบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะหล่นพรวดกันมานักต่อนักแล้ว ฯลฯ ของแบบนี้ระวังไว้และมีทักษะเพิ่มไว้ไม่เสียหลาย
โลกนี้อาจไม่ได้โหดร้ายถึงขั้นไม่มีใครมาช่วย แต่อย่างน้อยก็ควรพึ่งพาตนเองให้ได้ เผื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคนช่วยจริงๆ ก็จะได้มีโอกาสรอดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ คนที่จะอยู่รอดในโลกนี้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เก่งที่สุดต่างหาก
อีกอย่างคือหนังยังสะท้อนให้ตระหนักถึงคำว่า “จิตใจคน ยากแท้หยั่งถึง” ได้แบบชัดเจน ซึ่งดูแล้วก็ไม่ถึงกับต้องไปหวาดระแวงคนทั้งโลก แต่ควรมีสติและรู้จักระวังตัว เพราะบางครั้งใบมีดโกนก็ถูกพรางไว้ด้วยน้ำผึ้ง
หนังลงทุนราว $40 ล้าน แล้วก็ได้คืนมา $94 ล้าน ถือว่าไม่เลวครับ กำไรอาจไม่ใหญ่โตแต่ก็ไม่ขาดทุน แต่เชื่อว่าตอนนี้คงเริ่มกำไร (จากการลงสตรีมทั้งหลาย) แล้วล่ะครับ
เป็นอีกเรื่องที่เหมาะสำหรับแฟนๆ ของพี่ Sam Raimi แล้วก็แฟนหนังประเภทตลกร้ายกับหนังแนวเอาตัวรอดท่ามกลางธรรมชาติ (ทั้งธรรมชาติทั่วไปและธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน)
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Adventure, Horror, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller












