เรื่องราวสายใยสายสัมพันธ์ระหว่างเรมี่ อากีล่าร์ (Jenna Ortega) และบาร์นส์ ฮอว์ธอร์น (Percy Hynes White) ที่ได้รู้จักกัน ณ วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาว แล้วถัดจากนั้นหนังก็เล่าให้เราได้รู้ถึงความเป็นไปของพวกเขาในแต่ละช่วงฤดูต่อมา
เล็งไว้นานแล้วครับ เพราะมันทางของผมชัดๆ หนังประเภทบอกเล่าช่วงหนึ่งของชีวิตคนแบบนี้ แล้วความอยากดูก็เพิ่มขึ้นเมื่อผมมารู้ว่าหนังกำกับโดย Tiffany Paulsen
ผมเชื่อว่าหลายท่านคงไม่รู้จักเธอคนนี้กันเท่าไหร่ แต่ผมนั้นได้รู้จักและติดตามเธอด้วยความบังเอิญครับ โดยผมจำเธอได้จากบทเล็กๆ ใน Friday the 13th Part VIII: Jason Takes Manhattan เธอเป็นเหยื่อผู้หญิงคนแรกใน ศุกร์ 13 ภาคนี้น่ะครับ ซึ่งผมว่าเธอน่ารักดี แล้วก็ตามสูตรอีกเช่นเคยว่าพอผมต้องตาดาราสาวคนไหนล่ะก็ เธอมักจะไม่ดังทุกที 5555 ซึ่งก็ตามนั้นครับว่า ในฐานะนักแสดงแล้ว เธอก็ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่
แล้วหลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้ฟังบทสัมภาษณ์ของเธอ แล้วก็เพิ่งมารู้ตอนนั้นว่าเธอได้เบนเข็มมาเป็นมือเขียนบทแทน และบทหนังเรื่องแรกที่เธอเขียนก็คือ Nancy Drew ฉบับปี 2007 ที่ Emma Roberts นำแสดง ซึ่งผมเคยดูแล้ว แต่ไม่รู้มาก่อนว่าเธอเขียนบท จนต้องย้อนกลับไปดูชื่อตรงเครดิตนั่นแหละถึงจะอ๋อ
จากนั้นผมก็เห็นชื่อเธอบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะงานเขียนบท Adventures in Babysitting ภาครีเมคปี 2016 แล้วก็ Holidate กับ About Fate ซึ่งเอาจริงๆ แล้วหนังที่ผมเอ่ยไปนั้นอาจยังไม่ถึงขั้นสนุกแบบเต็มๆ แต่ผมมองว่าในส่วนของบทที่เธอเขียนแล้ว มันมีอะไรที่น่าสนใจอยู่ในนั้น เพียงแต่ดูเหมือนว่าผู้กำกับแต่ละเรื่องจะยังไม่สามารถดึงอะไรเหล่านั้นมาขึ้นจอได้มากนัก
ส่วนเรื่อง WSSoF นี่คืองานกำกับหนแรกของเธอครับ แต่ผมก็ออกจะแปลกใจหน่อยที่เธอกลับไม่ได้เขียนบทเอง แต่เป็นงานเขียนของ Dan Schoffer แทน โดยตัวหนังชวนให้นึกถึง Before Sunrise ครับ – ซึ่ง Paulsen และ Schoffer ก็เคยบอกไว้ว่าพวกเขาได้แรงบันดาลใจจาก BS นั่นเอง

ครั้นพอได้ดูแล้ว ก็บอกได้ว่าหนังมีทั้งส่วนที่ผมชอบและส่วนที่ยังดีได้อีก ผสมๆ กันไป – มาเริ่มด้วยจุดที่ชอบก่อน ของดีที่สุดต้องยกให้การแสดงของ 2 ดารานำครับ ทั้ง Ortega และ White ปล่อยของกันทั้งเรื่อง พวกเขาแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ถือเป็นพลังสำคัญของหนังเลยก็ว่าได้ อย่าง Ortega นี่คือแสดงลื่นขั้นสุดครับ อย่างสีหน้าเธอตอนที่พ่อแม่พยายามจะสอนเรื่องเพศนี่คือทั้งแววตาแขนขามันไปหมด มันบอกชัดเลยว่า “หนูอายแลัวนะเนี่ย” หรือช่วงที่เธอร้องไห้นี่ก็ทำเอาผมจะน้ำตาไหลตาม เพราะเธอสื่ออารมณ์ได้ชัดมากว่าเธอรู้สึกอย่างไรบ้างกับบาร์นส์
ส่วน White ก็ไม่น้อยหน้าครับ เขามักจะสื่อสิ่งที่คิดในหัวผ่านทางแววตา รวมถึงสีหน้า (เพราะบางซีนเขาใส่แว่นดำ แต่เราก็จะยังเห็นความรู้สึกของเขาผ่านส่วนอื่นๆ บนใบหน้าได้อยู่) และในเรื่องนี่เขาก็ดูจริงใจแบบจริงจัง ซึ่งผมก็ทราบเรื่องข่าวด้านลบของเขาน่ะนะครับ – เรื่องล่วงละเมิดจนส่งผลให้ไม่ได้ไปต่อให้ Wednesday ปี 2 – ก็เสียดายเหมือนกันครับ แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าเพราะเรื่องฉาวนี้หรือเปล่าที่ทำให้หนังเรื่องนี้กว่าจะได้ออกฉาย ก็ตั้งหลังถ่ายทำเสร็จตั้ง 2 ปี
แต่พวกเขาแสดงได้ดีจริง ที่ผมอยากดูไปจนจบก็เพราะอินไปกับพวกเขานี่แหละครับ แล้วก็อยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของพวกเขาจะดำเนินไปทางไหนต่อ จะได้ลงเอยกันไหม หรือสุดท้ายต้องแยกจาก
งานภาพก็จัดว่าเจ๋งครับ เป็นฝีมือของ Graham Robbins ผู้กำกับภาพที่อยู่เบื้องหลังหนังรอมคอม Netflix มาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะ Falling for Christmas, Best. Christmas. Ever!, Our Little Secret และ The Wrong Paris แต่ผมบอกได้เลยครับว่ากับเรื่องนี้ ภาพสวยมาก ดูเด่นกว่าหลายๆ เรื่องที่เขาทำ Robbins จับภาพมาขึ้นจอได้อย่างพอเหมาะ และที่สำคัญคือเหตุการณ์ในหนังจะแบ่งเป็น 4 วันใน 4 ฤดูใช่ไหมครับ ซึ่งเขาก็สามารถทำให้ภาพของแต่ละวันมันมีกลิ่นอายและบรรยากาศของฤดูนั้นๆ ได้อย่างน่าปรบมือ
อีกอย่างผมชอบเวลาที่กล้องจับภาพสีหน้าของ 2 ตัวเอก ชอบที่ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดของความรู้สึก ถ้าเปรียบเทียบเป็นหนังสือก็คือ “ช่องวรรคและระหว่างบรรทัด” ช่วงก่อนหรือหลังที่พวกเขาจะพูดอะไร ไม่ว่าจะการเม้มปาก กลอกตา อมยิ้ม หรือปัดผม อะไรเหล่านี้คือสิ่งเล็กๆ ที่ช่วยเติมเต็มชีวิตให้กับตัวละคร ทำให้เรารู้สึกถึงความมีเลือดเนื้อของพวกเขามากยิ่งขึ้น
ในฐานะกำกับครั้งแรก ผมว่า Paulsen ผ่านครับ เธอคุมหนังได้อยู่ หลายฉากได้อารมณ์ แล้วก็เพราะได้ดารามีฝีมือด้วย ภาพรวมมันเลยกลมกล่อมในระดับหนึ่ง แต่กระนั้นสิ่งที่ผมรู้สึกว่ายังพร่องอยู่ก็คือบทครับ จริงๆ ตรงบทสนทนานั้นถือว่าได้อยู่ ยังไม่ถึงขั้นโดนเต็มๆ แต่ก็จัดว่าผ่าน แต่ผมว่าเวย์ที่บทจะพาไปนั้นมันเหมือนยังเลือกไม่ถูกว่าจะหนักไปทางเวย์ไหน คือถ้าให้ผมนิยามก็คงเป็นว่า “จะ Real ก็ไม่สุด จะฟุ้งก็ไม่ใช่”

คือหนังไม่ได้พาเราไปในเวย์ที่ดู Real ดูจริง แต่ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ฟุ้งฝันโรแมนซ์แบบสุดลิ่ม โทนมันดูผสมๆ – ซึ่งจริงๆ จะผสมน่ะมันก็ได้ครับ แต่มันก็ต้องเอาสักทางจะว่าหนักไปทางเวย์ไหน จะพนัก Real แล้วเหยาะฟุ้ง หรือจะเน้นฟุ้งแล้วเจือความ Real – แต่นี่พอมันก้ำกึ่งแบบ Real บ้างฟุ้งบ้าง โทนมันเลยกลายเป็นไม่สุด อีกทั้งตัวเหตุการณ์ในเรื่องนั้น ผมว่ามันยังดีได้อีก ยังสามารถสร้างให้มันสื่อความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกันได้อีก
แต่กระนั้นผมก็ยังรู้สึกโอเคกับหนังนะครับ มันยังไปในทางชอบมากกว่าไม่ชอบ เพราะดาราเล่นดี เคมีเข้ากัน อารมณ์มันได้ ดูแล้วอินและชวนติดตาม แค่ว่าถ้าบทปรุงให้กลมกล่อมได้มากกว่านี้ ผมว่าหนังจะสามารถไปถึง (หรืออย่างน้อยก็ใกล้ๆ) ระดับที่ Before Sunrise และ Before We Go ทำไว้ได้เลยล่ะ
และสำหรับสาระสำคัญในเรื่อง สิ่งที่ผมมองว่าเป็นคีย์เวิร์ดหลักเลยคือ “การปรับตัว” ครับ
มันคือคำตอบของหลายๆ อย่างเลยนะ อย่างแรกเริ่มที่เรมี่กับบาร์นส์เริ่มสนทนากัน มันก็มีบ้างที่การคุยกันของทั้งคู่ยังไม่ลงล็อค บางอย่างที่บาร์นส์พูดไป (ตามที่คิด) ก็ไปกระทบใจเรมี่จนเกือบจะทางใครทางมันอยู่แล้ว แต่พอบาร์นส์เริ่มปรับ พวกเขาก็ยังกลับมาคุยกันต่อได้
หรือยามเมื่อเขาได้คบหากันไปแล้ว “การปรับตัว” ก็ยังเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญที่จะพาพวกเขาผ่านพ้นปัญหาไปได้ ทั้งเรมี่และบาร์นส์ก็มีจุดที่ต้องปรับ บางอย่างต้องเพิ่ม บางอย่างต้องลด เหมือนชีวิตคู่ของคนทั้งหลายที่ต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน ถ้าปรับได้ก็ไปต่อ แต่ถ้าปรับไม่ได้ (หรือไม่ยอมปรับกัน) ผลสรุปก็จะเป็นอีกแบบ
แล้วไม่ใช่แค่คู่รักเท่านั้นนะครับที่ต้องปรับตัว คนในครอบครัวก็เหมือนกัน อย่างพ่อแม่ลูกเป็นต้น ก็มีส่วนที่ต้องปรับ มีส่วนที่ต้องทำความเข้าใจกัน อันไหนไม่เข้าใจก็คุย ก็เปิดใจกัน บางครั้งบางฝ่ายก็ต้องยอมถอย หรือไม่ก็ต้องถอยกันคนละก้าว ค่อยๆ ใช้ความรักความเข้าใจเป็นสิ่งประสานความต่าง (ไม่ว่าจะเพราะความคิด เพราะวัย หรือเพราะประสบการณ์ที่ไม่เท่ากัน) ให้สามารถกลับมาคุยกัน และหาทางเดินไปด้วยกัน
อันว่าการปรับตัวนี้ นอกจากใช้กับคนด้วยกันแล้ว ยังสามารถใช้กับเรื่องอื่นๆ ได้ด้วยนะครับ ไม่ว่าจะกับสัตว์ กับสิ่งแวดล้อม กับงาน กับสังคม กับความฝัน กับเป้าหมาย กับอุดมการณ์ ฯลฯ เราสามารถค่อยๆ ปรับตัวเราให้เข้ากับสิ่งเหล่านั้น หรือไม่ก็ปรับรูปแบบเงื่อนไขของสิ่งเหล่านั้นให้สามารถเข้ากับเราได้
ค่อยๆ จูน “สิ่งที่เราต้องการ” ให้มาเจอกับ “ความจริงของโลก” – จูนจนกว่าจะพบวิธีที่ทำให้ 2 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันได้
จูนได้ก็จูนครับ แต่ถ้าบางอย่างจูนไม่ได้จริงๆ เราก็ต้องพิจารณาดีๆ ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ – บางครั้งก็ต้องยอมรับความจริง…
หนังเรื่องนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีจุดเด่นมากกว่าจุดด้อย ใครชอบแนวนี้ก็อยากให้ลองกันสักครั้งคราครับ
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
ชื่ออื่นๆ
ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน หรือฤดูใบไม้ร่วง












