Crime

180 (2026)

หนังเรื่องนี้ผมเลือกดูอย่างเมาๆ ครับ คือไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยสักอย่าง แค่อยากดูหนังอะไรก็ได้ที่มีพากย์ไทยระหว่างต้องทำงาน แล้วก็จะได้เอามาเขียนแบบไม่ต้องยาวนักอะไรประมาณนั้น

ครั้นพอดูจบก็พบว่า ผมคงมีเรื่องต้องพูดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เยอะกว่าที่คิด

แซค (Prince Grootboom) คือพ่อที่ต้องมาทนดูลูกชายบาดเจ็บสาหัสอันเนื่องมาจากการที่เขาไปมีเรื่องกับอันธพาลกลางถนน แล้วลูกเขาก็โดนลูกหลงครับ แต่ที่แย่กว่านั้นคือดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะไม่สามารถหาตัวคนผิดมาลงโทษได้เลย จนในที่สุดแซคก็ตัดสินใจลุยหาตัวพวกมันเองซะเลย

หน้าหนังชวนให้คิดถึง Death Wish ครับ ซึ่งก็ขอบอกตามตรงเลยว่า Death Wish เวิร์คกว่าในแง่ของภาษาหนังและความระทึก ในขณะที่เรื่องนี้ผมว่าออกมากลางๆ นะ คือไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีเด่น การเล่าเรื่องก็ลงล็อคตามสูตรชนิดที่พอฉากนี้ขึ้นต้นแบบนี้เราก็เดาได้เลยว่ามันจะพาเราไปไหน หรือจะในแง่ความระทึก ตื่นเต้น กดดัน ผมว่ามันก็ออกมาในระดับพอได้ แต่ไม่ถึงกับชวนให้เราติดตามแบบเต็มๆ

ครับ ถ้าพูดถึงหนัง ผมมองว่ามันก็เรื่อยๆ จะดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ แล้วแต่ความสนใจ แต่สิ่งที่จับใจผมกลับเป็นสิ่งต่างๆ ในหนังทั้งประเด็นหลักและแวดล้อมที่สะท้อนความเสื่อมทรามและด้านมืดของสังคมมนุษย์ออกมาได้แบบเห็นภาพ

ตัวหนังอาจมีฉากหลังเป็นแอฟริกาใต้ แต่เอาเข้าจริงเรื่องแบบนี้มีทุกที่ครับ พวกคนที่ทำตัวเหนือกฎหมาย อันธพาลที่กร่างได้กร่างดี บางคนก่อเรื่องถึงขั้นทำให้คนตายแต่กฎหมายก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ หรือเจ้าหน้าที่ที่รับส่วยแล้วทำเป็นหลับหูหลับตา – ตอนแรกผมก็คิดนะ ว่าภาพในหนังมันชวนให้รู้สึกว่าแอฟริกาใต้นี่น่ากลัวจัง แต่พอคิดไปสักพักก็ตระหนักว่าเมื่อวานนี้ก็ยังมีข่าวคนเมากร่างแล้วยิงคนตายอยู่ในประเทศเราไปนี่หน่า – เฮ่อ ผมควรรู้สึกยังไงยามต้องเอ่ยคำว่า “ประเทศตูก็มี”

พอเหตุการณ์มันมารุมแซคมากๆ เข้าเขาก็เลยออกโรงเล่นงานพวกอันธพาลเอง แล้วพอเวลาผ่านไปสิ่งที่เขาทำมันก็ล้ำเส้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมก็เข้าใจในทุกมุมครับ มุมที่เห็นด้วยกับแซคก็มี (ก็คนมันชั่ว กฎหมายทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องทำแบบนี้แหละ) หรือมุมที่มองต่างก็มี (การทำแบบนั้นมันก็เท่ากับเราฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ต่างจากพวกอันธพาลเหล่านั้น) ซึ่งก็มองก็ถกกันได้เรื่อยๆ ครับเรื่องแบบนี้

ส่วนผมนั้นก็มองในมุมที่ชอบมองบ่อยๆ เวลาเจอเรื่องแบบนี้ นั่นคือ “เมื่อเกิดสิ่งผิด มันจะนำไปสู่สิ่งผิด และนำไปสู่สิ่งผิด และนำไปสู่สิ่งผิด และผิดผิดผิดผิดเป็นทอดๆ ต่อกันไป” ดังนั้นถ้ายับยั้งไม่ให้เกิดสิ่งผิดได้แต่แรก ปฏิกิริยาลูกโซ่แบบนี้ก็จะได้ไม่ต้องเกิด ซึ่งการจะยับยั้งได้ก็มี 2 วิธีใหญ่ๆ วิธีแรกคือคนทำนั่นแหละระงับตัวเอง ส่วนวิธีที่ 2 ก็คือ ให้คนอื่นมาช่วยระงับยับยั้งไม่ให้ทำผิด หรืออย่างน้อยถ้าผิดไปแล้วก็ต้องนำตัวคนผิดมารับโทษตามกฎหมายเพื่อยุติเรื่องนั้นลง

แต่ที่เหตุในหนังมันบานปลายก็เพราะคนผิดก็ไม่สำนึก ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ไม่ทำอะไร (หรือทำอะไรไม่ได้ แล้วแต่จะมอง) เรื่องมันเลยวุ่นวายเลยเถิดตามมา – จุดนี้ผมมองแบบง่ายๆ ครับ ว่าถ้าผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถจัดการคนผิดเหล่านี้ได้ตั้งแต่แรก – “แรก” นี่หมายถึงตั้งแต่ต้นที่อันธพาลพวกนี้เริ่มตั้งตนเป็นใหญ่ – เหตุการณ์ในหนังที่แซคเจอก็จะไม่เกิดขึ้น

ครั้นมองมาที่โลกจริง ก็ครือๆ กันครับ ถ้าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเอาจริงเอาจัง จัดการกำราบปราบให้หมด ไม่ว่าจะผิดมากผิดน้อยก็ว่าไปตามผิด สังคมมันก็คงจะไม่วุ่นวายดูไร้ขื่อแปแบบนี้หรอก

การดูหนังเรื่องนี้เลยแอบอินครับ เพราะพูดแบบตรงๆ ก็คือทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นคนฝ่าฝืนกฎหมายทำผิดซ้ำซากอยู่นั่นแหละ ดีไม่ดีพอเราไปพูดขอให้เขาหยุด เรายังเป็นคนผิดซะอีกนะ

มันนึกถึงตัวละคร เลรูโม่ (Warren Masemola) เจ้าอันธพาลตัวจี๊ดตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดน่ะครับ มันชัดเจนเลยว่าพี่เขาเป็นคนประเภท “โทษทั้งจักรวาล แต่จะไม่มีวันโทษตัวเอง” ขนาดตอนท้ายพี่ท่านยังพูดอยู่เลยว่าแซคนั่นแหละที่ผิด – ในแง่หนึ่งก็จริงน่ะนะครับ ถ้าแซคขับรถไปซะ ไม่ต่อความยาวสาวความยืดเรื่องมันก็คงจบอีกแบบ แต่ขณะเดียวกันเลรูโม่เองก็พอกัน เป็นคนกร่างเข้าไปหาเรื่องแซคจนทนไม่ไหว – ก็ถือว่าผิดกันไปคนละส่วน ส่วนคนไหนจะมากหรือน้อยก็ว่าไปตามสะดวก

บอกตรงๆ ว่าดูหนังเรื่องนี้ก็รู้สึกได้ครับ ว่ามันทำให้แอบเครียด แอบหม่นหมองทางความรู้สึกอยู่เหมือนกัน เพราะหนังเอาความจริงของโลกมาพูดเล่น และเป็นความจริงที่ไม่ได้ไกลตัวซะด้วย ดังนั้นก็ต้องบอกไว้ก่อนว่าใครไม่อยากเครียด อาจควรเลี่ยงการดูหนังเรื่องนี้ไปก่อนน่ะนะครับ

แต่อีกประเด็นที่ผมอยากพูด อารมณ์มันคนละเรื่องกับข้างบนเลยครับ ที่ผมพล่ามไปนั่นคือหนังสะท้อนด้านเสื่อมทรามของโลกใช่ไหมครับ แต่หนังไม่ได้สะท้อนแค่นั้น มันยังสะท้อน “ด้านสวยงาม” ใส่ลงมาด้วย

คือในเรื่องนี่มันจะมีอยู่ซีนหนึ่งที่แซคโทรไปโวยเรื่องเกี่ยวกับประกันของลูกเขา ประมาณว่าตอนลูกเข้าโรงพยาบาลแล้วมีปัญหาเรื่องประกันจะใช้ไม่ได้ และเขาก็โทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ไปเจอเจ้าหน้าที่ที่ชื่อ เกรซ (Zenobia Kloppers)

สารภาพว่าตอนแรกผมคิดว่าฉากนี้นี่นะ คงจะเป็นว่าเกรซทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ช่วยเหลือแซคเพื่อเพิ่มความกดดันของแซคให้มากขึ้น… แต่ผมคิดผิด

กลายเป็นว่าเกรซคือเจ้าหน้าที่ที่สุภาพมาก และใส่ใจมาก เธอพยายามช่วยแซคเท่าที่ทำได้ เพราะหลังจากฉากนี้แล้ว กลายเป็นว่าเกรซยังพยายามโทรติดต่อแซคเพื่อแจ้งความคืบหน้า และพยายามหาทางชดเชยรวมทั้งช่วยเหลือแซคอย่างเต็มที่

และที่อึ้งสุดคงเป็นตอนที่เธอเอ่ยคำว่า “ขอโทษ” ซ้ำๆ หลังจากรู้ว่าความช่วยเหลือของเธอมาถึงช้าไป…

… ฉากนี้นี่ผม “เฮ้ย” เลยนะ คือมันจี๊ดใจมาก มันเป็นฉากเล็กๆ ของตัวละครเล็กๆ ในเรื่องที่มีความหมายมาก ท่ามกลางเรื่องบ้าบอที่เกิดรอบตัวแซค เขายังมีโอกาสได้เจอ “โอเอซิสกลางทะเลทราย”

อดคิดไม่ได้ว่าถ้าโลกในหนังมีคนแบบเกรซเพิ่มอีกสักคนสองคน แซคจะต้องมาถึงจุดเดือดระห่ำแบบที่เขาทำลงไปไหม?

ฉากนี้เองที่ทำให้ผมหวนมามองโลกจริงที่อาศัยอยู่ – ผมรู้นะครับ รู้ว่าโลกนี้มีคนแบบเกรซอยู่ ถ้าถามว่าทำไมถึงรู้ก็ตอบได้ว่า “เพราะผมเคยเจอมาแล้ว” ผมเคยเจอเกรซในชีวิตจริงมาแล้ว และพลังบวกของคนแบบเธอช่วยเยียวยาเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

… โลกนี้ยังอยู่ได้เพราะคนแบบเกรซครับ คนที่อาจไม่ใหญ่ไม่โต ไม่มีชื่อเสียง ไม่เป็นที่รู้จัก แต่คนเหล่านี้ยังขยันทำตามหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย ทำก็ทำแบบสุด ทำด้วยความตั้งใจและจริงใจ ทำโดยไม่หวังให้โลกสรรเสริญแต่ทำเพื่อช่วยให้คนที่อยู่ตรงหน้า (หรืออยู่ที่ปลายสาย) ได้รับความสบายใจ ได้แบ่งเบาความทุกข์ที่ได้รับให้ลดระดับความทรมานลง

และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทำแบบเกรซ ผมก็อยากจะขอบคุณนะครับ ที่โลกมันยังพออยู่ได้ก็เพราะพวกคุณนี่แหละ ผมอาจไม่รู้ชื่อคุณ ไม่รู้ว่าคุณทำอะไรไปบ้าง แต่หากคุณเข้าข่ายนี้ ผมอยากขอบคุณครับ ขอบคุณจากใจ และผมเข้าใจหากคุณจะเหนื่อยหรืออาจจะท้อบ้าง ผมเข้าใจก็เพราะผมพยายามเดินบนเส้นทางสายเดียวกับพวกคุณนั่นแหละ แต่มันไม่ง่ายครับ ทางเส้นนี้บางครั้งก็ไม่ง่าย ดีไม่ดีคุณจะถูกมองว่าเป็นคนบ้าหรือตัวประหลาดของสังคมที่คุณอยู่ด้วย – แต่อยากให้รู้ไว้ครับ ว่าอย่างน้อย ณ ตรงนี้ ก็มีคนหนึ่งที่รู้สึกขอบคุณในสิ่งที่พวกคุณทำ และขอเป็นกำลังใจให้พวกคุณเสมอไป – โลกนี้ขาดพวกคุณไปไม่ได้ครับ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดนะ…

และสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ เสียงพากย์ครับ เสียงพากย์ไทยของตัวละครเกรซนี้ สำหรับผมแล้วนี่คือการพากย์ที่งดงามอย่างยิ่งที่สุดครั้งหนึ่งที่ผมเคยได้ยิน ซึ่งท่านที่ให้เสียงเกรซก็คือ คุณแหวน มินตรา อัสดาธร ผมขอชื่นชมเลยครับ เป็นการพากย์ที่ดีมาก คือดู+ฟังแล้วเชื่อหมดใจจริงๆ ว่าคาแรคเตอร์ของตัวละครนี้สุภาพและจริงใจแค่ไหน – ผมชอบงานพากย์นี้ถึงขนาดต้องกรอมาฟังซ้ำรอบหนึ่ง แล้วพอดูหนังจบแล้วก็ย้อนมาดูซ้ำอีกรอบ กลายเป็นว่ารอบหลังนี่ผมน้ำตาไหลเลยนะครับ ตอนที่เกรซร้องไห้น่ะ

ในฐานะคนชอบดูหนังพากย์ไทย ผมขอขอบคุณสำหรับงานพากย์ที่งดงามนี้ครับ ขอบคุณทั้งคุณแหวนรวมถึงนักพากย์ท่านอื่นๆ รวมไปถึงทีมงานด้วย ขอบคุณจริงๆ ครับ

ถึงจุดนี้ผมอยากจะบอกว่า ผมไม่ได้ชอบดูหนังพากย์ไทยเพียงเพราะมันเป็นเสียงไทย แต่ยังเพราะนักพากย์ทั้งหลายที่ทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานเสียงออกมา มันไม่ใช่แค่การท่องบทไปตามสคริปครับ แต่มันคือการสื่ออารมณ์ของตัวละคร ถ่ายทอดจากภาพมาเป็นเสียง ถ่ายทอดจากเสียงต้นฉบับมาเป็นเสียงไทย ซึ่งผมไม่ปฏิเสธว่าการฟังเสียงต้นฉบับอาจได้อรรถรสเต็มที่กว่า แต่ขณะเดียวกันงานพากย์ที่ดีก็จะสื่ออารมณ์ให้เราสัมผัสได้ไม่น้อยไปกว่ากัน และความทุ่มเทนั้นคือสิ่งที่ผูกใจผมไว้กับเสียงพากย์ไทยมานานนับแต่นาทีแรกที่ผมเริ่มดูหนัง

ผมตระหนักได้ว่าการเขียนบทความหนังเรื่องนี้อาจจะนอกเรื่องไปบ้าง และบางอย่างก็ดูเป็นการเขียนบันทึกมากกว่าจะรีวิว – แต่ผมก็แบบนี้แหละครับ ผมชอบที่จะเขียนไปตามสิ่งที่เขามาในหัวหลังจากดูหนังเรื่องนั้นๆ จบลง

สำหรับหนังเรื่องนี้ ถ้าจะพูดถึงเฉพาะตัวหนัง ผมว่ามันก็ออกมากลางๆ อาจจะลงสูตรไปบ้าง มีช่วงเรื่อยๆ หรือบางจังหวะก็ยังทำได้ไม่ถึง แต่กระนั้นผมก็รู้สึกในเชิงบวกกับหนังด้วยเหตุผลดังที่ผมกล่าวไปตั้งยืดยาวนี้

ผมตัดสินหนังแทนท่านไม่ได้ครับ บอกได้เพียงว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึก

และผมชอบครับ ชอบที่สุดท้ายหนังทำให้ผมตระหนักได้ว่า แม้จะเหนื่อยแค่ไหน แม้จะท้อในบางวาระ แต่เราก็ต้องทำหน้าที่ที่พึงกระทำ รวมถึงทำให้โลกนี้เน่าช้าลง เสื่อมช้าลง ทรามน้อยลง

และในบางกรณีก็ “ปั้มหัวใจให้โลก” เท่าที่จะทำได้

สองดาวกว่าๆ ครับ

(6.5/10)