เฉินเจิน (หลี่เหลียนเจี๋ย, Jet Li) ลูกศิษย์ของฮั่วหยวนเจี่ยได้ทราบข่าวว่าอาจารย์ของเขาเสียชีวิตในการประลอง เขาจึงเดินทางกลับมายังสำนักมวยจิงอู่ที่เซี่ยงไฮ้เพื่อเคารพศพ พร้อมทั้งสืบหาความจริง เพราะเขาไม่เชื่อว่าอาจารย์ฮั่วจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
สมทบด้วย Shinobu Nakayama ในบทมิตสีโกะ ยามาดะ, Billy Chow ในบทนาพลฟูจิตะ, เฉินเสี่ยวหาว (Chin Siu Ho) เป็นฮั่วติงหยา ลูกชายอาจารย์ฮั่ว, Yasuaki Kurata เป็นอาจารย์ฟูมิโอะ ฟูนากุชิ หัวหน้าสำนักมังกรดำแห่งญี่ปุ่น, ฉินเพ่ย (Paul Chun) เป็นลุงหลงจินซุน, Jackson Lou เป็นเรียวอิชิ อาคุตะกาว่า นักสู้ญี่ปุ่นที่ประลองกับอาจารย์ฮั่ว, หยวนเซียงเหริน (Yuen Cheung Yan) เป็นสารวัตรจี่หยุนไค่
หวงซิน (Wong Sun) เป็นลุงเจิ้น คนครัวของสำนักจิงอู่, ไช่เส้าเฟิน (Ada Choi) เป็นเสี่ยวหง คนรักของติงหยา, Toshimichi Takahashi เป็นท่านทูตญี่ปุ่น ส่วนผู้กำกับเรื่องนี้ก็คือ เฉินเจียซ่าง (Gordon Chan) ครับ
เป็นหนังรีเมคจากหนังปี 1972 ของ Bruce Lee เรื่อง ไอ้หนุ่มซินตึ๊งล้างแค้น (Fist of Fury) ครับ สำหรับฉบับนี้ก็บอกได้เลยว่าของเขาดีจริงๆ เริ่มจากฉากบู๊ที่ใส่ลงมาแบบไม่ยั้ง มีอะไรให้บู๊ตลอดเรื่อง และลีลาการบู๊ก็ล้วนน่าจดจำ ทำออกมามันส์ จนไม่แปลกใจเลยที่หนังเรื่องนี้จะกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับฉากต่อสู้ในหนัง The Matrix ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าหลายลีลา หลายกระบวนท่า หรือกระทั่งฉากหลัง (ที่เป็นโรงฝึก) ก็ล้วนไปโผล่ใน The Matrix ทั้งสิ้น – และหนังก็คุมคิวบู๊โดยหยวนหวู่ปิงทั้งคู่เช่นกัน
ส่วนฉากบู๊ที่ผมชอบสุดก็เป็นตอนที่เฉินเจินปะทะอาจารย์ฟูมิโอะครับ มันไม่ใช่แค่ความมันส์ของการต่อสู้เท่านั้น แต่มันยังมีอารมณ์ขันแทรกลงมาแบบเนียนๆ และอาจารย์ฟูมิโอะก็มีการสอนทั้งกระบวนท่าและหลักคิดให้เฉินเจินนำไปไตร่ตรอง มันจึงเป็นฉากที่มีอะไรมากกว่าแค่การต่อยตี

ส่วนฉากไคลแม็กซ์ก็บู๊กันแบบยาวครับ อัดกันหนัก อึดกันสุด จนบอกได้เลยว่าถ้าใครอยากดูลีลากังฟูมันส์ๆ ล่ะก็ หนังเรื่องนี้โคตรจะตอบโจทย์ครับ
ในแง่การเล่าเรื่องก็สนุกครับ ดูได้เรื่อยๆ ไม่มีช่วงน่าเบื่อ และจุดที่ผมชอบที่สุดคงเป็นว่า หนังเรื่องนี้ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือ…นึกออกไหมฮะ หนังจีนหลายเรื่องมักจะมีตัวละครโผล่หน้ามาในเรื่องเยอะ ส่วนใหญ่ก็แสดงโดยดาราหน้าคุ้น จนเราก็คิดว่าคนนั้นคนนี้จะมีบทบาทแค่ไหน แต่กลายเป็นว่าส่วนใหญ่ตัวละครเหล่านั้นจะมาแป๊บๆ แล้วหายไป หรือต่อให้มีบทบาทแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญ นอกจากโผล่หน้ามาให้หนังดูมีดาราเนืองแน่นเท่านั้น
แต่กับเรื่องนี้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังครับ จะบทเด่นบทรองก็ตาม บางคนบทก็น้อยจริงๆ นั่นแหละ แต่เราจะรู้ชะตากรรม รู้ตำแหน่งแหล่งที่ว่าสุดท้ายแล้วตัวละครนั้นจะไปลงเอยแบบไหน หรืออย่างน้อยตัวละครเหล่านั้นก็จะมีโมเมนต์ของตัวเอง ให้เราได้จดจำ ไม่ใช่แค่โผล่หน้ามาแล้วหายลับ เลยทำให้ตลอดทั้งเรื่องมันดูมีความหนักแน่น และยังทำให้เรารู้สึกถึงโยงใยของมนุษย์ ที่บางครั้งบางคนที่เราเจอหน้าแค่ไม่นานในตอนแรก อาจกลายมาเป็นคนที่สอนให้เรารู้จักเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือมาช่วยประคองเราในวันที่ยากลำบาก
ขณะเดียวกันแม้หนังเรื่องนี้จะมีคนญี่ปุ่นเป็นตัวร้าย แต่หนังก็พยายามบาลานซ์ครับ โดยการทำให้เราเห็นว่าคนญี่ปุ่นนั้นก็มีทั้งดีและไม่ดี เหมือนคนทุกชนชาติที่ไม่ได้ดีหมดหรือเลวหมด แต่มันขึ้นกับแรงจูงใจ ขึ้นกับ Mindset ของแต่ละคนว่าเขาเป็นคนแบบไหน เจออะไรมาแบบไหน หรือเจ้าต้วเองเลือกที่จะเดินบนทางเส้นไหน ซึ่งอะไรเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังมีความลงตัว พอดีพอเหมาะ อะไรควรสุดก็สุด (อย่างฉากบู๊) หรืออะไรควรบาลานซ์ก็บาลานซ์
ท่านสามารถเอาเรื่องนี้ไปดูเข้าชุดกับ จอมคนผงาดโลก (Fearless) ซึ่งเป็นเรื่องของฮั่วหยวนเจี่ยได้เลยครับ จะดูเรื่องนั้นก่อนแล้วค่อยมาดูเรื่องนี้ หรือดูเรื่องนี้แล้วค่อยไปดูเรื่องนั้น (ในฐานะหนังที่เล่าเหตุการณ์ก่อนหน้า) ก็ได้หมด และผมเชื่อว่าท่านที่เป็นคอหนังบู๊กังฟูจีนจะต้องฟินเพราะหนังคู่นี้แน่นอน
สามดาวครับ
(8/10)












