เรื่องราวของพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟย (หลี่ลี่หัว, Li Li Hua) ผู้เป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ (เหยียนจิ้ง, Yen Chun) ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมด จะจบลงด้วยโศกนาฏกรรม
สมทบด้วย หยางจื้อชิง (Yang Chih Ching) เป็นมหาอุปราชหยางกัวฟง, หลี่เซียงชุน (Li Hsiang Chun) เป็นสนมเหมย เจียงไช่ผิง, กู้เหวินจง (Ku Wen Chung) เป็นเกาหลี่ชื่อ ขันทีผู้รู้พระทัยฮ่องเต้, หลี่ยิ้ง (Li Ying) เป็นแม่ทัพอันลู่ชาน หัวหน้ากลุ่มฟานหยางที่ก่อกบฏ, เซี่ยจือ (Hsieh Chi) เป็นแม่ทัพเฉินซิหมิง, ถังตี๋ (Tang Ti) เป็นแม่ทัพเฉินต้าหลี่, เฉินโย่วซิน (Chen Yu Hsin) เป็นจู่เจียง หัวหน้าราชเลขา, จูมู่ (Chu Mu) เป็นนายกองที่ทนต่อการกดขี่ไม่ไหว จึงลุกขึ้นแข็งข้อต่อมหาอุปราช ส่วนผู้กำกับเรื่องนี้ก็คือ หลี่ฮั่นเซียง (Li Han Hsiang) ครับ
หนังเรื่องนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นภาพยนตร์ภาษาจีนเรื่องแรกที่ได้รับรางวัล Technical Grand Prize ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ด้วย ซึ่งจุดเด่นของหนังนี่ต้องยกให้งานฉากงานสร้างที่จัดว่ายิ่งใหญ่อลังการ เรียกว่ามีฉากดีๆ ให้เรายลกันตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับผมแค่จุดนี้ก็คุ้มค่าแก่การรับชมแล้ว
ในแง่เนื้อหานั้นผมว่าหนังเล่าได้กระชับดี (หนังยาวแค่ 1 ชั่วโมงกับ 12 นาทีเท่านั้น) ในแง่ความลึกซึ้งอาจยังไม่เยอะ แต่หนังก็เล่าเรื่องต่างๆ ได้ตรงประเด็น ตั้งแต่เรื่องของหยางกุ้ยเฟยในตอนต้น ไล่มาจนถึงแม่ทัพอันลู่ชานก่อกบฎจนฮ่องเต้ต้องทรงระเห็จออกจากวัง แล้วปิดท้ายด้วยบทสรุปของมหาอุปราชหยางและหยางกุ้ยเฟยที่สะท้อนแง่คิดให้คนดูได้ไม่น้อย
หนังสั้น แต่ให้แง่คิดหลายอย่างครับ อย่างแรกเลยก็คือ จะทำอะไรก็อย่าใช้อารมณ์ ถ้าทนไม่ไหวยิ่งต้องบอกตัวเองให้ทนให้ไหว เพราะส่วนใหญ่แล้วช่วงที่มันทนไม่ได้นี่แหละที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสถานการณ์ หากผ่านห้วงอารมณ์นั้นไปได้ เราจะมีทางให้เลือก แต่หากเราใช้อารมณ์ทำอะไรลงไปแล้ว นั่นจะเท่ากับเราตัดทางเลือกของตัวเอง เป็นการบีบคั้นตัวเองให้ต้องเลือกทางที่เราอาจไม่อยากเลือก – อย่าด่วนปิดประตูใส่หน้าตัวเอง

เรื่องต่อมาคือ สำหรับผู้มีอำนาจนั้น อย่ากดหัวคนให้มาก ต้องตระหนักว่ายิ่งอยู่ในตำแหน่งสูง อำนาจในมือก็สูง ดังนั้นอะไรที่เราทำก็จะส่งผลต่อคนได้มากกว่าคนทั่วไป อีกทั้งยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูง ก็ยิ่งต้องคิดถึงคนในปกครองให้มาก พวกเขาทำงานให้ เราก็ต้องดูแลพวกเขาให้ทั่วถึง มันคือการเกื้อกูลอิงอาศัยซึ่งกันและกัน หากคนลูกน้องอยู่ได้ เจ้านายก็อยู่ได้ แต่หากลูกน้องอยู่ไม่ได้เมื่อไหร่ ความระส่ำระสายก็จะส่งผลมาถึงเบื้องบนด้วย
จุดจบของมหาอุปราชและพวกก็ถือว่าสะท้อนความจริงได้ชัดเจนดีครับ มันเป็นไปตามกรรม ทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้น – ผมชอบฉากที่ฉายให้เราได้เห็นว่ามหาอุปราชกับพวกเสวยสุขกันแค่ไหน กระทั่งหมาของพวกนั้นยังกินดีอยู่ดี ในขณะที่เหล่าทหารผู้ติดตามกลับต้องกินแค่ข้าวต้มเปล่าๆ แค่ทัพพีเดียว ส่วนตัวมองว่าเป็นอุทาหรณ์ที่คนเป็นผู้นำต้องเอามาพิจารณากันให้ดีๆ
เช่นเดียวกับบทลงเอยของหยางกุ้ยเฟย ที่แม้นางเอกจะไม่ได้เป็นคนก่อในสิ่งที่มหาอุปราชทำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการที่มหาอุปราชไปอยู่ในจุดนั้น (จุดที่โกงกินและทำเรื่องไม่ดีทั้งหลาย) ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากตัวนางนั่นเอง และมันก็สะท้อนความจริงอีกประการว่าคนมากมายต้องมาพังทลายเพราะญาติมิตรหรือสหายข้างกาย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ตัวเราควรหมั่นสำรวจ ว่าคนใกล้ตัวเรากำลังทำอะไร สามารถนำความเสื่อมเสียมาสู่เราได้ไหม และหากทำได้ก็ควรเตือนสติคนเหล่านั้น (ซึ่งผมก็รู้แหละครับว่ามันไม่เคยง่ายหรอก) หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องหาทางลดทอนความเสียหายที่คนเหล่านั้นสร้างขึ้นมาให้ลดลงให้มากที่สุด นั่นก็ถือเป็นการรับผิดชอบในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน
อีกหนึ่งแง่คิดมาจากฮ่องเต้ในเรื่องที่ว่า “คำแนะนำดีๆ ล้วนระคายหู แต่ก็ควรเปิดใจรับฟัง” นี่ก็สะท้อนความจริงอีกเช่นกัน ว่าคำแนะนำมากหลายมักจะมาในรูปแบบของคำที่ไม่น่าฟัง ฟังแล้วชวนหงุดหงิด ฟังแล้วคิดว่าอีกฝ่ายกำลังตำหนิหรือนินทา ซึ่งบางครั้งมันก็อาจเป็นคำนินทาจริงๆ แต่กระนั้นถ้อยคำเหล่านี้ก็ล้วนมีค่าให้เรานำมาไตร่ตรอง หากไม่จริงและมันเป็นเพียงคำนินทาไปตามอารมณ์ของผู้พูด เราก็สามารถคัดแยกไปวางไว้ห่างๆ ก็ได้ ไม่ต้องไปใส่ใจ แต่หากถ้อยคำใดที่สะท้อนความจริงเกี่ยวกับตัวเรา แม้มันจะไม่สำราญหู แต่เราก็ควรนำมันมาใช้ในการปรับแก้ปรับปรุงตัวเรา ใช้มันพัฒนาตนเอง ลดข้อเสียเพิ่มข้อดี – เรื่องแบบนี้จะชั้นชั้นใด เป็นผู้ใหญ่หรือเด็กก็ควรไตร่ตรองทั้งสิ้น
เป็นอีกหนึ่งหนังย้อนยุคจากค่าย Shaw Brothers ที่น่าลองลิ้มสักครั้งคราครับ
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
Categories: Movie Reviews, Biography, Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Drama, History, Recommended Movies, Romance












