หนังอีกเรื่องที่เคยดูเมื่อนานมาแล้ว ในแง่ความชอบก็อาจไม่ได้มาก แต่ในแง่ความสยองระทึกขวัญก็ถือว่าใช้ได้อยู่
เรื่องของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินทางไปดูการแข่งกีฬานัดสำคัญ แต่ระหว่างทางพวกเขาก็ได้หลงมาสู่เมืองเล็กๆ ที่ชื่อแอมโบรส ที่นั่นมีพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งที่ดูแล้วชวนหลอนและขนลุก และนั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นของความสยอง
เหตุผลหนึ่งที่ผมหยิบเรื่องนี้มาดูอีกหนก็เพราะมันเป็นงานกำกับหนังยาวเรื่องแรกของ Jaume Collet-Serra ที่ในเวลาต่อมาจะผลิตผลงานที่ผมชอบอย่าง Orphan, Unknown, Non-Stop, Run All Night, The Shallows สำหรับเรื่องนี้ผมมองว่าเป็นผลงานซ้อมมีอของเขาครับ เพราะมีทั้งจุดที่เข้าท่าและจุดที่ออกจะเรื่อยๆ อย่างพวกฉากสยองขวัญสั่นประสาทหรือตอนที่ตัวละครต้องเจอกับฆาตกรมาไล่ฆ่า ผมว่าหนังทำออกมาได้ชวนลุ้นอยู่นะ หรืออย่างตอนที่เหล่าตัวเอกไปเดินเล่นอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ผมว่าบรรยากาศมันก็ชวนขนลุกดี คือถือว่ากันเฉพาะฉากพวกนี้ ผมว่าหนังทำได้ไม่เลว
แต่ขณะเดียวกันหนังมันก็จะมีส่วนเกินออกมาบ้างครับ อย่างการเกริ่นแนะนำตัวละครตอนต้นๆ ที่มันออกจะดูเรื่อยๆ ไปหน่อย จนแอบคิดน่ะครับว่าถ้าหนังกระชับพื้นที่ เกริ่นแค่นิดหน่อยแล้วมาเน้นที่ความระทึกเป็นหลัก หนังคงน่าสนใจกว่านี้ ประมาณว่าเฉือนออกสัก 20 นาทีก็น่าจะได้น่ะครับ เน้นเล่าแต่เนื้อๆ ผมว่าหนังจะกลมกล่อมกว่าที่เป็น
แต่ผมก็รู้สึกน่ะนะครับ ว่า Collet-Serra เองก็น่าจะตระหนักถึงจุดนี้เหมือนกัน เลยทำให้งานชิ้นต่อๆ มาของเขามักจะมีการเดินเรื่องที่ไวขึ้น กระชับขึ้น หรือไม่เขาก็จะทำให้ฉากที่มักจะดูเรื่อยๆ (อย่างฉากเกริ่นเรื่อง) ทำให้มันดูน่าสนใจขึ้น มีการเพิ่มนั่นนิดนี่หน่อยมาดึงดูดคนดูมากขึ้น – ผมเลยมองว่านี่เป็นงานซ้อมมือของเขาน่ะครับ ประมาณว่าทำครั้งแรก ก็อาจมีที่เข้าเป้าบ้างไม่เข้าเป้าบ้าง แต่พอเห็นภาพรวมก็เลยรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองแล้วก็นำมาปรับ แบบที่เราจะเห็นได้ในงานยุคต่อมาของเขาที่เข้าที่เข้าทางมากขึ้น (แม้จะไม่ทุกเรื่องก็ตาม)

ในแง่ความสยอง ผมว่าหนังใช้ได้ครับ มีความแหวะพอประมาณ แล้วก็มีฉากหวาดเสียวเอาเรื่อง อย่างหนึ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คือผู้กำกับ Collet-Serra พยายามจะใช้ของจริงให้มากที่สุด ไม่ว่าจะงานฉาก ข้าวของ หรือเมคอัพฉากเลือดๆ ทั้งหลาย เขาจะเน้นใช้งานสร้างทำมือเป็นหลัก แล้วก็จะใช้เทคนิคพิเศษให้น้อยที่สุดเพื่อคงความสมจริงให้กับหนัง ซึ่งถ้ามองในจุดนี้ก็ถือว่าหนังทำได้ดีอยู่ครับ
ด้านดาราผมมองว่าใช้ได้ครับ แต่ละคนแสดงกันได้โอเค อาจไม่ถึงกับเด่นมากมาย แต่ก็ไปกับหนังได้ และไปๆ มาๆ คนที่ผมชอบสุดคือ Chad Michael Murray พี่เขาดูเหมาะมากกับบทแบดๆ แบบนี้ และที่ผมชอบยิ่งขึ้นคือเขาไม่ได้แบดไปในทางที่แย่ซะทีเดียวครับ แต่มันเป็นความแบดที่พอเหมาะกับหนัง ยิ่งการที่หนังให้ตัวละครนี้เป็นกำลังสำคัญในการสู้กับพวกฆาตกรนี่มันทำให้เขาดูเด่นขึ้น ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะทีเดียว
งานดนตรีของ John Ottman ก็น่าจดจำครับ โดยเฉพาะซีนที่ตัวละครหนึ่งโดนอาบด้วยขี้ผึ้งนั่น ท่วงทำนองมันให้อารมณ์หลอนแฝงไว้ด้วยความยิ่งใหญ่ ทำให้ฉากนั้นติดตาไม่น้อย
หนังได้ Chad Hayes และ Carey W. Hayes มาร่วมกันจัดการเรื่องบทครับ ซึ่งว่ากันว่าฉากตอนต้นเรื่องที่พวกตัวเอกไปเจอบ่อที่เต็มไปด้วยซากสัตว์นั้น มันเอามาจากประสบการณ์จริงของพี่น้อง Hayes นี่แหละ ประมาณว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งพวกเขาต้องไปตั้งแคมป์ข้างทาง แล้วพวกเขาก็เริ่มได้กลิ่นเหม็นแปลกๆ แล้วจากนั้นก็มีรถกระบะปริศนาแล่นเข้ามาแล้วก็ฉายไฟใส่พวกเขา ก่อนจะค่อยๆ ถอยออกไป ซึ่งตอนนั้น 2 พี่น้องก็ขนหัวลุกล่ะครับ พวกเขาคิดไปว่าหรือตรงนี้คือจุดทิ้งศพของพวกฆาตกรต่อเนื่องกันหว่า
แล้วพอตอนเช้าพวกเขาก็ได้พบความจริงครับ ว่าห่างออกไปแค่ 15 ฟุต มันคือจุดทิ้งซากสัตว์ขนาดใหญ่ แล้วพวกเขาก็เอาเหตุการณ์ในวันนั้นมาใส่ลงในตอนต้นของเรื่อง เพราะมองว่ามันน่าสนใจและเหมาะกับบทหนังสยองแบบนี้อย่างยิ่ง – และในเวลาต่อมาพวกเขานี่แหละครับที่ปเนคนเขียนบทให้กับหนังชุด The Conjuring จนดังยาวนานแบบขายได้เรื่อยๆ
แล้วก็มาถึงคำถามสำคัญที่ผมเองก็อยากรู้จนต้องไปคุ้ยข้อมูลมา ว่าตกลงแล้วหนังเรื่องนี้คืองานรีเมคของ House of Wax หนังปี 1953 ที่รีเมคมาจาก Mystery of the Wax Museum หนังเก่าเมื่อปี 1933 หรือเปล่า และคำตอบก็คือ ทั้งใช่และไม่ใช่ครับ

จุดเริ่มคือทางค่าย Dark Castle Entertainment ที่ยุคนั้นชอบเอาหนังสยองเก่าๆ มารีเมค (อย่าง House on Haunted Hill และ Thir13en Ghosts เป็นต้น) แล้วพวกเขาก็เล็งที่จะรีเมค House of Wax ฉบับปี 1953 เลยมีการซื้อสิทธิ์หนังเรื่องนี้มาตามระเบียบ
แต่ทว่า พี่น้อง Hayes ที่ดัดแปลงบทและผู้กำกับ Collet-Serra ต้องการที่จะรีเมคหนังเรื่อง Tourist Trap (1979) มากกว่า ซึ่ง Collet-Serra เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าโดยหลักแล้ว หนังเรื่องนี้คืองานรึเมค Tourist Trap แต่ที่เอาชื่อ House of Wax มาใช้ก็เพราะทางค่าย Warner Bros ต้องการให้ใช้ชื่อนี้เพราะมองว่ามันเรียกลูกค้าได้ดีกว่า ดังนั้นโดยสรุป หนังเรื่องนี้แท้จริงแล้วคือการรีเมค Tourist Trap ครับ ส่วน House of Wax คือการเอาชื่อมาสวมตามความต้องการของสตูดิโอ ซึ่งหลายฝ่ายก็มองว่ามันคือการรีเมคในมุมทางกฎหมายครับ
ส่วนตัวหนังก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จนักเมื่อตอนออกฉายครับ เพราะทำเงินทั่วโลกไป $68.7 ล้าน แต่เงินลงทุนน่ะ $40 ล้านครับ แต่หนังค่อยมาได้ทุนคืนเอาตอนออกวีดีโอครับ – แต่ถ้ามองในแง่การลงทุน ผมถือว่าคุ้มนะ เพราะฉากมันได้อารมณ์ ยิ่งฉากตอนท้ายที่พิพิธภัณฑ์นั่นทำออกมาได้ดีมาก จนไม่แปลกใจเลยที่ทุนจะปาไป $40 ล้าน
อีกหนึ่งเกร็ดที่อยากเล่าก็คือ จริงๆ เคยมีคนตั้งใจจะรีเมค House of Wax ฉบับปี 1953 นะครับ เขาผู้นั้นคือ Tim Burton นั่นเอง โดยเขาอยากรีเมคมันออกมาเป็นหนังเพลงด้วยครับ และมีการทาบทามให้ Michael Jackson มารับบทนำ ซึ่งทางนั้นก็สนใจนะครับ แต่น่าเสียดายที่สตูดิโอไม่ซื้อไอเดีย โครงการเลยถูกพับไป
สรุปว่าก็เป็นหนังสยองเชือดที่ดีเป็นจุดๆ ครับ พวกฉากสยองตื่นเต้นผมว่าทำได้ดี แต่ฉากอื่นๆ ระหว่างทางมันออกแนวเรื่อยไปหน่อย ความน่าสนใจของหนังเลยไม่ได้มาแบบตลอดรอดฝั่ง
สองดาวหน่อยๆ ครับ
(6/10)
Categories: Movie Reviews, Horror, Slasher Movies, Thriller












