“บอกเล่าเรื่องราวของคุณ”
นั่นคือประโยคที่ Facebook ขึ้นเป็นแท็บให้ผมเห็นในตอนนั้น (ตอนนี้แท็บนั้นหายไปแล้ว) จุดประสงค์ก็คงเพื่อให้เราเขียนบอกว่าเราคือใคร เพื่อแนะนำตัวเองให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามายังที่แห่งนี้ได้รู้จัก แต่ผมก็รออยู่เนิ่นนานกว่าจะตัดสินใจพิมพ์บอกเล่าว่า “หมื่นทิพ” คือใคร
ที่คิดอยู่นานก็คงเพราะถ้าผมคิดจะเล่าล่ะก็ มันจะประมาณบุญชูน่ะครับ
นั่นคือ “อยากรู้จริงๆ หรือ?… เล่ายาวนะ” ^_^
ขอเริ่มจากตรงนี้แล้วกัน… พ่อผมเป็นคนชอบดูหนังครับ ท่านชอบเข้าโรงไปดู หนัง Bruce Lee, เจมส์ บอนด์, หนัง Shaw Brothers, หนังสยองขวัญ ฯลฯ และท่านชอบดูหนังจีนชุดทั้งหลายด้วย อย่าง เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ นี่ท่านชอบมาก (ท่านเล่าให้ฟังว่าวันแต่งงานของท่านคือวันเดียวกับที่เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ถึงตอน “สี่เหวินเฉียงถูกยิง”)
ขนาดชื่อเล่นของผม (หมิง หมิง) ท่านก็เล่าว่าได้มาจากตัวละครในหนังจีนชุดเรื่อง “ความรัก 4 ฤดู”
แล้วเมื่อผมรู้ความ สักประมาณ 6 – 7 ขวบ ก็เริ่มเข้าโรงหนังครับ คุณพ่อพาไปดูหนังในโรง สมัยนั้นโรงที่ใกล้ๆ คือ “โรงหนังลาดพร้าว-สะพานสอง” แล้วอีกโรงก็คือ “โรบินสัน ดอนเมือง” ที่สมัยนั้นถือว่าเป็นอะไรที่ทันสมัยอย่างมากมาย – ถัดมาก็ค่อยได้รู้จักกับ “เซ็นจูรี่” แล้วก็ “เซ็นทรัล ลาดพร้าว”
ผมจำได้ว่าหนังเรื่องแรกที่ดูในโรงคือหนังไทยครับ ไปดูที่ลาดพร้าว-สะพานสอง เรื่อง เทวดาตกสวรรค์ ซึ่งสารภาพเลยว่าสมัยดูรอบแรกนั้น ผมยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรในหนังสักเท่าไร (ต้องรอจนโตแล้วมาดู ถึงจะตระหนักว่าหนังมันสอดแทรกอะไรไว้เยอะ จิกกัดมนุษย์ไว้แยะจริงๆ)
พอเวลาผ่านไป ก็มีโอกาสได้เข้าโรงหนังมากขึ้นครับ แต่ความเป็นคนรักหนังในตัวผมก็ยังไม่ถือกำเนิด จนกระทั่งผมได้รู้จักกับ “วีดีโอ” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมชื่นชอบการดูหนังแบบจริงๆ จังๆ
ผมเช่าหนังบ่อยสุดๆ ครับ แทบจะวันเว้นวันก็ว่าได้ หนังที่เช่าก็คือการ์ตูนทั้งหลาย ทั้ง โดราเอมอน, Dragonball ฯลฯ ตามด้วยการดูหนังจีนชุด สมัยนั้นจำได้ว่ายังมีค่ายชื่อ VRC อยู่ สำหรับหนังจีนในความทรงจำที่ดูแล้วชอบในตอนนั้นก็หนีไม่พ้น ถล่มวังนกยูงทอง แล้วก็เรื่อง เทวดาตกสวรรค์ (ชื่อเหมือนหนังไทยเรื่องแรกที่ผมดูน่ะครับ แต่ไม่เกี่ยวกันนะ อันนี้เป็นหนังจีนย้อนยุค นำแสดงโดย อู๋เว่ยกั๊วะ กับ เซียะหลี)
ที่น่าขำคือ สมัยนั้นผมไม่เคยได้ดูหนังชุดแบบเรียงม้วนเลย บางทีไปแล้วอยากดูเรื่องนี้ แต่อยู่แค่ม้วน 5 เราก็เช่ามาก่อน เพราะอยากดูมาก ดูทั้งที่ไม่รู้ต้นเรื่องนี่แหละ ครั้นพอดูแล้ววันต่อมาก็ค่อยมาเช่าม้วนที่ขาดไป บางทีดูเรียงจาก 5 ไปถึง 10 แล้ว ค่อยมาได้ดูม้วน 1 – 4 หรือบางทีเปรี้ยวจัด เช่าแบบ 4 7 8 6 3 1 5 ดูแล้วค่อยเอามาเขย่าลำดับเรื่องรวมกันในหัว (มันเป็นอะไรที่ Memento มากๆ ครับ 555)
บางทีก็พบเจอประสบการณ์ “ม้วน 10 หาย” คือคนเช่าม้วน 10 ไปแล้วไม่ยอมเอามาคืน เราก็อดดูกันไป แล้วก็ต้องมานั่งถามพี่เจ้าของร้านว่าตกลงมันจบยังไง
สมัยนั้นผมอยู่แถวโชคชัย 4 ก็เช่าวีดีโอที่ร้านแถวๆ ตรงข้าม ต.รวมโชค (แน่นอนว่าตอนนี้ไม่มีแล้ว) แต่ตอนนั้นยังไม่เชิงเป็นร้านประจำครับ อันว่าร้านประจำจริงๆ คือ “ร้านกิ๊ฟวีดีโอ” อยู่ในซอยเสนานิคม เลยวังหินมาหน่อย (แน่นอนว่าตอนนี้ร้านนี้ก็ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน) ตอนนั้นผมก็เรียนอยู่ชั้นประถมตอนปลายแล้ว
ร้านนี้คือร้านที่บ่มเพาะความเป็นคนรักหนังให้กับผมแบบเต็มๆ ครับ เพราะมีหนังให้เลือกเยอะมาก ส่วนหนึ่งเพราะพี่เจ้าของร้านเขาแนะนำหนังดีๆ ให้ ผมรู้จักหนังอย่าง Back to the Future และหนังอีกนับพันเรื่องทั้งหนังไทย, หนังจีน, หนังจีนชุด, หนังฝรั่ง รวมถึงวีดีโอตลกคณะต่างๆ หรือบางครั้งพี่เขาก็เอาหนังที่ซื้อเก็บส่วนตัวให้เรายืมมาดูด้วย (ประมาณว่าหาในร้านไหนๆ ก็ไม่มีแล้ว แต่พี่เขามีเก็บไว้)
ผมเป็นขาประจำร้านนี้อยู่นาน จนถึงสมัยผมเรียนมัธยม ยุคนั้นผมก็เข้าโรงดูหนังเองได้แล้ว ก็มักจะไปดูที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว เพราะใกล้โรงเรียน (ผมเรียนที่โรงเรียนบดินทรเดชาครับ) แต่พอถึงจุดหนึ่งร้านกิ๊ฟก็หายไปตามกาลเวลาครับ ผมก็ต้องควานหาร้านหนังร้านอื่นแทน (ร้านที่ผมเป็นขาประจำหลังจากนั้นก็คือ ร้านแกรนด์ ครับ อยู่ในตลาดโชคชัย 4 ซึ่งผมก็ได้ดูหนังหลากแนวอีกนับร้อยๆ เรื่องจากที่นี่เหมือนกัน – และพอถึงจุดหนึ่ง ร้านนี้ก็หายไปอีกเช่นกัน)
จนกระทั่งผมเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมก็ได้ที่สิงสถิตใหม่คือ Blockbuster ครับ ที่ใช้คำว่า “สิง” นี่เพราะผมไปอยู่ที่นั่นเป็นหลักจริงๆ นั่งเลือกหนังดูหนังทั้งวัน ยิ่งวันไหนเขามีการโละวีดีโอออกขายนี่ผมก็ไปนั่งเลือกในห้องเก็บของเลยครับว่าจะซื้อม้วนไหนบ้าง (ได้อารมณ์ VIP สุดๆ ทั้งที่นั่งเลือกกับพื้นนี่แหละ) เวลาว่างก็จะไปอยู่ที่นั่น ถึงขนาดว่าถ้าเพื่อนอยากเจอก็มาหาที่นี่ ประหนึ่งว่าผมทำงานที่ Block ยังไงยังงั้น
มองย้อนไปก็ชวนให้คิดถึงครับ เพราะยุคนั้นคือยุคปลายของวงการวีดีโอแล้ว อีกไม่นานหลังจากนั้น VCD จะมาแทน ต่อด้วย DVD, BD และล่าสุดคือหนังสตรีมมิ่ง จนตอนนี้ร้านค้าหนังกว่า 99.99% ในประเทศ พากันล้มหาย เหลือไว้แค่ความทรงจำ
พอลองย้อนถามว่าทำไมถึงชอบดูหนัง ก็คงเพราะผมเป็นลูกคนเดียวครับ ไม่มีพี่น้อง อยู่บ้านก็เหงา ถ้าไม่อ่านหนังสือก็มีหนังนี่แหละครับเป็นเพื่อน (สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ตครับ) ผมเลยผูกพันและโตมากับมัน
ส่วนจุดเริ่มต้นของการมาเขียนรีวิวหนังนั้น ก็สืบเนื่องมาจากความที่ผมเป็นคนรักหนังและชอบอ่านหนังสือครับ มันเลยนำผมไปสู่การอ่านนิตยสารหนัง และคนที่ทำให้ผมสนุกกับการดูหนังมากขึ้นก็คือ “คุณอาตีตั๋ว” แห่งนิตยสารเอนเตอร์เทน (ยุคแรก) และ Cinemag
คุณอาตีตั๋ว จะวิจารณ์ภาพยนตร์เข้าใหม่ให้คอหนังได้อ่าน แล้วผมก็สนุกกับการอ่านบทวิจารณ์นั้นครับ หลายครั้งทีเดียวที่ผมได้คิดในแง่มุมที่ไม่เคยมอง ได้เห็นในสิ่งที่พลาดไประหว่างชมภาพยนตร์ บทความของคุณอาจึงทำให้ผมตระหนักว่า “หนัง มันมีอะไรมากกว่าแค่ หนัง” และทำให้การดูหนังของผมหลังจากนั้นเปลี่ยนไป ผมเริ่มสังเกตภาษาหนัง ประเด็นของหนัง และสังเกตความคิดที่ตัวเองได้จากหนังมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
คุณอาตีตั๋ว คือต้นแบบหมายเลข 1 ของผม และที่ลืมไม่ได้คืออีกหนึ่งต้นแบบอย่าง “พี่คัตแมน” ที่รีวิวหนังประจำลงในนิตยสาร MovieTime จุดที่ผมชอบสำหรับการเขียนของพี่เขาคือ เขาเขียนแบบเล่าให้เราฟัง ภาษาที่ใช้คือภาษาพูด มี “ครับ” ต่อท้ายประโยคด้วยอะไรแบบนั้น ซึ่งผมอ่านแล้วลื่นน่ะครับ อ่านแล้วเข้าสมองแบบลื่นปรื้ดๆ เหมือนสไตล์นี้สามารถจูนต่อติดกับสมองผมได้แบบพอดี… แต่ผมก็ยังไม่ได้เริ่มเขียนรีวิวในตอนนั้นครับ
ผมบอกได้เลยว่าผมนั้นจะไม่มีทางมาเขียนรีวิวหรือบทความเกี่ยวกับหนัง หากไม่มีอีกหนึ่งต้นแบบมากระตุ้นให้ผมเริ่มต้นจากจรดปากกาแล้วเขียนสิ่งที่คิดออกมาเป็นตัวหนังสือ
อีกหนึ่งต้นแบบคนสำคัญของผมคือ พี่โน้ส อุดม แต้พานิช ครับ
ย้อนนึกไปตอนผมได้อ่านบทความของคุณอาตีตั๋วและคุณพี่คัตแมน ตอนนั้นผมอ่านแล้วชอบ อ่านแล้วสนุก อ่านแล้วเปิดโลก แต่กระนั้นผมก็ยังไม่มีความรู้สึกที่จะอยากเขียนมันออกมา ส่วนหนึ่งคงเพราะคำถามในใจที่ว่า “แล้วจะไปเขียนที่ไหน? จะเขียนให้ใครอ่าน? ใครจะเอาสิ่งที่เราเขียนไปลงหนังสือ?” (สมัยนั้นยังไม่มีบล็อก ไม่มีเฟซ ไม่มีเพจ… ไม่มีเน็ตบ้านด้วยซ้ำไปครับ)
แล้ววันหนึ่งผมก็ซื้อหนังสือ Notebook อันเป็นหนังสือรวมไดอารี่ของ พี่โน้ส อุดม มาอ่าน แล้วผมก็รู้สึกสนุกกับสิ่งที่พี่เขาเขียนครับ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักคำว่า Diary แบบจริงๆ จังๆ มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้ว่า “อ๋อ นี่เราบันทึกข้อเขียนเราลงสมุดก็ได้เหรอ? เขียนไว้บันทีกความคิดไว้ให้ตัวเราอ่านทบทวนก็ได้เหรอ?”
และแล้วในวันที่ 3 เมษายน 2541 ผมก็เริ่มเขียนไดอารี่ของตัวเอง เริ่มเขียนบันทึกถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังที่ได้ดู สมัยแรกๆ ก็เขียนสั้นๆ ก่อนที่จะยาวขึ้น ยาวขึ้น ยาวขึ้น… เริ่มจากไม่กี่บรรทัดต่อเรื่อง กลายเป็น 10 กว่าหน้ากระดาษต่อเรื่องไปในที่สุด
ผมเขียนต่อเนื่องอยู่หลายปีครับ เบ็ดเสร็จเขียนไป 14 เล่ม จำได้ช่วงแรกๆ ยังมีเขียนบันทึกเรื่องชีวิตส่วนตัวบ้าง แต่มาเล่มหลังๆ นี่รีวิวล้วนๆ จนมาหยุดเขียนไปตอนเริ่มทำงาน ส่วนหนึ่งเพราะเวลาน้อยลง มีเรื่องต้องทำมากขึ้น
และเพราะอินเตอร์เน็ตครับ พอได้รู้จักเน็ตผมก็เริ่มโยกมาเขียนออนไลน์ สถานที่แห่งแรกในการเขียนลงก็คือ kucity ชุมชนชาวเกษตร –> ก่อนจะขยับมา Bloggang –> มายังเพจหมื่นทิพที่ Facebook –> และในที่สุดก็มีเว็บเป็นของตัวเองที่นี่ครับ
นั่นล่ะครับ เรื่องราวคร่าวๆ ของผม ไว้นึกอะไรได้ผมจะมาเขียนเพิ่มนะครับ
ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านนะครับผม ^_^

Categories: Interests













