เรื่องราวอีกบทของโรบินฮู้ดครับ คราวนี้ตัวเอกของเราคือ โรบิน ลองสไตรด์ (Russell Crowe) พลธนูที่ร่วมรบในกองทัพของกษัตริย์ริชาร์ดใจสิงห์ (Danny Huston) ซึ่งชายคนนี้จะมาเกี่ยวกับโรบินแห่งล็อกซ์เล่ย์ได้อย่างไรก็ต้องไปดูกันในหนังครับ
ผมจำได้ว่าตอนมีการประกาศจะสร้างหนังเรื่องนี้ ผมโคตรจะอยากดูเลยครับ นั่นก็เพราะบทดั้งเดิมนั้นมาพร้อมความแปลกใหม่ แตกต่างจาก Robin Hood แบบที่เราเคยได้ดูๆ กันมา แต่กลายเป็นว่าพอหนังทำออกมาเสร็จ มันดันกลายเป็นคนละเรื่องไปซะนี่
บทดั้งเดิมที่ Ethan Reiff และ Cyrus Voris เขียนมานั้นมีชื่อว่า Nottingham ที่ทิศทางของเรื่องนั้นได้รับการนิยามว่าเป็น Sherlock Holmes in Sherwood หรือไม่ก็ CSI: Sherwood Forest พูดง่ายๆ คือมันจะเป็นหนังสืบสวนย้อนยุค และที่ทำให้ฮือฮามากๆ ก็คือตามท้องเรื่องนั้น ตัวเอกจริงๆ จะเป็นนายอำเภอแห่งน็อตติ้งแฮม ที่ทำหน้าที่พิทักษ์เมืองและใช้ทักษะการสืบสวนขั้นเทพมาตามจับโรบินฮู้ดซึ่งในเรื่องก็จะเป็นตัวร้าย – ว่ากันว่าบทนี้ทำให้ Crowe สนใจแบบสุดๆ และเขาก็ออกตัวเลยว่าขอจองบทนายอำเภอ
บทหนัง Nottingham ได้รับความสนใจจากหลายบริษัทจนเกิดสงครามการประมูลครั้งใหญ่ และเจ้าที่ได้ไปก็คือ Imagine Entertainment ของผู้กำกับ Ron Howard แล้วก็มีการทาบทามผู้กำกับแถวหน้าอย่าง Bryan Singer, Sam Raimi และ Jon Turteltaub แต่สุดท้ายคนที่เข้าวินก็คือ Ridley Scott ซึ่งมากินตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างควบไปด้วยอีกหนึ่งเก้าอี้
แต่กลายเป็นว่า Scott ไม่ชอบบทที่ว่า เลยไปตาม Brian Helgeland ให้มาช่วยดัดแปลงบทใหม่ โดยเขาต้องการให้หนังออกแนวแอ็คชั่นแบบเข้มๆ และอยากให้ตัวละครอย่างนายอำเภอน็อตติ้งแฮมมีความซับซ้อนและมีความขัดแย้งในใจมากขึ้น อันนำมาสู่บทในเวอร์ชั่นที่นายอำเภอกับโรบินฮู้ดแท้จริงคือคนๆ เดียวกัน แต่สุดท้ายแล้ว Scott ก็ยังไม่พอใจ และโยนบทของ Helgeland ทิ้ง แล้วก็ให้ Paul Webb กับ Tom Stoppard มาเกลาเรื่องใหม่ แล้วก็ลดขนาดความสำคัญของนายอำเภอลงไปเรื่อยๆ จนเอาจริงๆ คือนายอำเภอแทบไม่มีบทบาทเลย

สุดท้ายบทก็ถูกเกลาอยู่หลายปี ว่ากันว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ (เฉพาะเรื่องบท) อยู่ที่ราวๆ $6.7 ล้าน จนได้บทออกมาเป็นหนังแบบที่เราเห็น ซึ่งมันไม่เหลือเค้าเดิมของบท Nottingham ที่ Reiff และ Voris เขียนเอาไว้เลยแม้แต่น้อย – แต่กระนั้นทั้งคู่ก็ยังได้เครดิตเป็นคนเขียนบทอยู่
ดังนั้นถ้าว่ากันตามจริง ผมก็แอบหงุดหงิด Scott เขาเหมือนกันนะ คือพี่มาทีนี่เปลี่ยนบทแบบหมดทั้งเรื่อง ซึ่งก็มีข่าวแล่บๆ ออกมาเหมือนกันว่าเพราะแบบนี้แหละเลยทำให้ความสัมพันธ์ในกองถ่ายระหว่าง Scott กับ Crowe ไม่สู้ดีนัก – เพราะ Crowe น่ะอยากแสดงตามบทหนังแรกเริ่มดั้งเดิมมากกว่า
ก็ได้แต่เสียดายครับ อยากเห็นมากๆ เลยว่าหนังมันจะออกมาเป็นยังไง – แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วน่ะนะครับ
มาพูดถึงหนังฉบับนี้ก็แล้วกัน นี่ก็คือ Robin Hood ฉบับบีกินนิ่งที่เล่าตำนานโรบินฮู้ดแบบเริ่มใหม่ ว่าง่ายๆ คือในหนังนี่โรบินจะยังไม่เป็นโรบินฮู้ด แต่เป็นพลธนูที่กลับมายังน็อตติ้งแฮมแล้วก็ต้องรับมือกับทรราชตัวร้ายอย่างก็อดฟรีย์ (Mark Strong) ซึ่งก็ถือเป็น Robin Hood ภาคที่เพิ่มความเอพิคเข้าไป มีความยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับหนังสงครามย้อนยุคของ Scott ซึ่งถ้าให้ว่ากันตามจริง หนังก็ถือว่าสนุกใช้ได้อยู่ครับ
ตัวบทนั้นแม้จะตามสูตรอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า Scott เองก็เล่าได้ค่อนข้างเข้มข้นและทำให้เรื่องมันดูมีอะไร โดยการสอดแทรกมิติของมนุษย์ – ทั้งด้านดีและด้านร้าย – รวมถึงประเด็นเชิงการเมืองซึ่งก็ทำให้หนังมันดูยิ่งใหญ่และน่าติดตามพอสมควร (แม้ดูแล้วจะพอเดาอะไรๆ ได้ก็ตาม)
ในแง่งานสร้างงานฉากนี่ถือว่าหายห่วงตามสไตล์ Scott อยู่แล้ว งานภาพก็ออกมาดีตามมาตรฐาน John Mathieson ผู้กำกับภาพที่ร่วมงานกับ Scott มาแล้วหลายเรื่อง (Gladiator, Hannibal, Matchstick Men, Kingdom of Heaven) เช่นเดียวกับดนตรีของ Marc Streitenfeld ที่เร้าอารมณ์ได้ไม่เลวในหลายวาระ รายนี้ก็ร่วมงานกับ Scott มาหลายเรื่องเหมือนกัน (A Good Year, American Gangster, Body of Lies)

ส่วนดารานั้น จริงๆ ผมว่าคัดมาได้เหมาะนั่นแหละครับทั้ง Crowe, Cate Blanchett, Max von Sydow, William Hurt, Mark Strong แต่รายที่เด่นเตะตาต้องยกให้ Oscar Isaac ที่แสดงเป็นเจ้าชายจอห์นได้อย่างร้ายกาจจนน่าหมั่นไส้ ส่วนตัวผมยกให้พี่ท่านเป็นสีสันชั้นดีให้กับหนังเลย
ทีนี้มาฟังเกร็ดจากหนังกันนิดครับ เริ่มจากบทโรบินที่นอกจาก Crowe แล้วก็ยังมี Christian Bale กับ Sam Riley ที่ถูกเล็งให้มารับบทนี้เหมือนกัน และสำหรับ Crowe แล้วเรื่องนี้นี่เขารับค่าตัวระดับ $20 ล้านเลยนะครับ
ส่วนบทแม่นางแมเรียนตอนแรกมีการวางตัวไว้ว่าเป็น Sienna Miller แต่พอการถ่ายทำล่าช้าเธอเลยต้องถอนตัวครับ แล้วดาราที่ได้รับการหมายตาไว้ให้มาเล่นก็มี Scarlett Johansson, Emily Blunt, Angelina Jolie, Zooey Deschanel, Natalie Portman, Annabelle Wallis, Rachel Weisz, Kate Winslet, Nicole Kidman, Naomi Watts, Marion Cotillard และ Charlize Theron ก่อนที่สุดท้าย Blanchett จะได้รับบทไป
หนังใช้ทุนสร้างระดับ $200 ล้านครับ แต่ทำเงินทั่วโลกคืนมาได้เพียง $321 ล้าน ซึ่งก็คือขาดทุน ส่งผลให้โครงการภาคต่อที่วางเอาไว้ต้องเป็นหมันไป
ก็นั่นล่ะครับ ถ้าถามว่าเสียดายไหมที่ไม่ได้ดู Nottingham ตามบทดั้งเดิม ก็บอกได้ว่ายังเสียดายอยู่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ครับ ได้แต่หวังว่าในอนาคตจะมีคนซื้อบทนี้ไปแล้วทำมันออกมาในแบบที่ควรจะเป็น แต่กระนั้นฉบับนี้ก็ไม่แย่ครับ เพียงแต่มันอาจไม่ได้แปลกใหม่อะไรมาก เพราะแม้โครงเรื่องจะมีการปรับให้มันดูยิ่งใหญ่ขึ้น แต่หลักๆ ก็ยังเป็นเรื่องของวีรบุรุษผู้มากับธนูคอยต่อสู้กับทรราชอยู่นั่นเอง แต่อย่างน้อยมันก็ทำออกมาดีครับ ถือว่าพอได้มาตรฐานสำหรับหนังของ Scott
ประเด็นหนึ่งที่ผมชอบในหนังคือเรื่องของการ “สำนึกรู้คุณต่อสิ่งที่เราได้รับ” อย่างสิ่งที่โรบินกระทำในฐานะของโรบินแห่งล็อกซ์เล่ย์นั้น จริงๆ เขาจะไม่ทำก็ได้ครับ เขาสามารถเลือกที่จะไม่รับผิดชอบต่อบทบาทนี้ แล้วเดินหนีไปทำอย่างอื่นเลยก็ได้ แต่เขาก็มีหลักการในใจว่า “เราจะเนรคุณกับลาภที่ได้มาไม่ได้ มันจะทำให้เจ้าตกต่ำ”
แล้วทำไมการเนรคุณกับลาภที่ได้มามันถึงจะทำให้เราตกต่ำ? ผมไม่มองมันในมุมบาปกรรมเวรกรรมครับ แต่ผมมองว่ามันคือเรื่องของความรับผิดชอบ การที่โรบินสำนึกในโอกาสที่ตนเองได้ และรับผิดชอบในคำมั่นที่ตนให้ไว้ มันคือพื้นฐานของนิสัยที่ดีที่จะนำเราไปสู่สิ่งดี แน่นอนว่ามันไม่มีอะไรการันตีครับ ว่าหากเรารับผิดชอบเสมอแล้ว เราจะเจอแต่เรื่องดีๆ และไม่เจอเรื่องร้ายใดๆ เพียงแต่ผมมองว่าการที่เรารับผิดชอบ นั่นคือการ “กุมบังเหียนชีวิตตัวเอง” เป็นการฝึกควบคุมชีวิต ให้ชีวิตของเราอยู่ในมือของเรา ซึ่งการทำแบบนั้นก็จะทำให้เรามีโอกาสกำหนดชีวิตเราได้มากกว่าการปล่อยให้มันลอยไปตามลม หรือปล่อยให้คนอื่นหรือสิ่งอื่นมาพัดพาชีวิตเราไปแบบตามมีตามเกิด
และจริงๆ หนังได้สะท้อนให้เราเห็นถึงคนที่ “เนรคุณต่อลาภที่ได้มา” ผ่านตัวละครอย่างเจ้าชายจอห์น ที่พร้อมจะบิดพลิ้วทุกคำสัญญาเพื่อความพอใจของตนเอง และพร้อมจะทรยศต่อทุกคนเพื่อรักษาลาภยศสรรเสริญของตนไว้ – ผมเชื่อว่าถ้าหนังมีภาคต่อ เราก็คงจะได้เห็นชะตากรรมของเจ้าชายองค์นี้แบบชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ถีงเราจะไม่ได้เห็น เราก็พอจะเดาได้ครับ ว่าเรื่องของเจ้าชายน่าจะจบไม่สวยเท่าไหร่
บางครั้งวิธีการที่จะคงไว้ซึ่งอำนาจ อาจไม่ใช่การยึดมันไว้กับตัวให้มากที่สุดหรือแน่นที่สุด แต่อาจเป็นการแบ่งปันกระจายมันออกไปให้สมดุลที่สุด แทนที่จะให้ตัวเองรักษาอำนาจของตนเพียงคนเดียว ก็ให้แบ่งปันอำนาจให้ถึงมือคนอื่น (ที่เหมาะสม) ให้คนอื่นเป็นเหมือนเครื่องช่วยค้ำยัน ให้อำนาจของเรานั้นมั่นคงมากขึ้น (แม้ว่าเราจะกุมอำนาจนั้นไว้ในมือน้อยลงก็ตาม)
สรุปว่าใครที่ชอบงานของ Scott หรือชอบหนังย้อนยุคเอพิคแบบนี้ เรื่องนี้ถือว่าน่าลองลิ้มสักครั้งคราครับ
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
Categories: Action, Adventure, Drama, History, Movie Reviews, Recommended Movies













