มีผู้ร้ายบุกยึดตึกที่โจอี้ (Daisy Ridley) กำลังทำหน้าที่เช็ดกระจกอยู่ด้านนอก และพอดีเธอคืออดีตทหารครับ เธอเลยต้องหาทางกู้สถานการณ์รวมถึงช่วยไมเคิล (Matthew Tuck) พี่ชายที่เป็นออทิสติกของเธอให้พ้นจากอันตราย
หนังจัดว่าคาดไม่ถึงสำหรับผมอยู่เหมือนกัน คือจากหน้าหนังก็นึกว่ามันจะ Die Hard นะครับ ก็นึกว่าโจอี้จะลุยบู๊สู้กับผู้ร้ายตามสูตรหนังแนวนี้ แต่กลายเป็นว่าเธอต้องติดอยู่บนกระเช้านอกตึกอยู่เกือบทั้งเรื่อง คือหนังน่ะยาวประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งครับ แต่กว่าโจอี้จะได้เข้าตึกนี่คือตอนเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง 6 นาทีแล้ว ดังนั้นเรื่องบู๊ๆ ที่คาดไว้เป็นอันหายหมด หนังแทบไม่มีบู๊อะไรแบบนั้นเลย
หนังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการที่พวกผู้ร้ายพยายามเดินแผนโดยที่พวกตำรวจไม่สามารถต่อกรอะไรกับพวกมันได้เลย ส่วนโจอี้ก็อยู่นอกตึกไปครับ โดนขู่บ้าง กระเช้าเสียหายบ้าง แต่บอกเลยว่ามันไม่มีอะไรให้ลุ้น เพราะใจมันรู้ทั้งรู้น่ะครับว่าโจอี้ไม่ตกลงมาตายหรอก สถานการณ์ที่เกิดก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เหมือนรอกันไปกันมาน่ะครับ พวกผู้ร้ายก็รอให้ตัวประกันพูดคำสารภาพออกมาตามแผน ส่วนตำรวจก็รอว่าจะทำอะไรได้บ้าง ส่วนโจอี้ก็รอว่าเมื่อไหร่จะเข้าตึกได้ คือหนังหมดเวลาไปกับอะไรแบบนี้ มันไม่มีแอ็คชั่นหรืออะไรให้เรารู้สึกอยากตามดูต่อเลย
แต่ดาราน่ะไม่แย่นะครับ Ridley ก็ถือว่าแสดงได้ดี คนอื่นๆ ก็โอเค แต่บทมันไม่ใช่อ้ะ มันควรมีอะไรให้ลุ้นสิครับ จะให้โจอี้โหนเชือกหรือปีนตึก อะไรก็ได้ที่จะทำให้เราหายใจไม่ทั่วท้อง คือระหว่างดูนี่ผมนึกถึงหนังเกาหลีเรื่อง Exit เลยนะ คือเรื่องนั้นนี่ฉากการปีนตึกมันเสียวไส้ ทำเอาผมมือชุ่มเหงื่อและลุ้นแบบหนักๆ ไปเลย มาเรื่องนี้ก็นึกว่าจะมีอะไรแบบนั้น ประเภทว่าโจอี้ต้องไต่ตึกหาทางเข้า แต่มันกลับนิ่งครับ ไม่มีอะไรแบบนั้นสักเท่าไหร่เลย
และมีอีกประเด็นหนึ่งที่อยากพูดถึง แต่มันคือเป็นสปอยล์ดังนั้นใครไม่อยากรู้อย่าอ่านครับ
===== สปอยล์ครับ =====
สรุปคือหนังเอาพี่ Clive Owen มาฆ่าครับ ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นตัวหลัก แต่นี่หักมุมให้พี่แกตายเฉยตั้งแต่ครึ่งเรื่อง พอเจอแบบนี้ผมนี่อุทานเลยว่า “เอาอีกแล้ว” เพราะอย่างที่บอกครับ หนังระยะหลังๆ นี่ชอบทำแบบเนี้ย คือเอาดารามีชื่อมาแสดงในบทที่เราคิดว่าน่าจะร้ายและน่าจะเด่น แต่ดันฆ่าพี่แกซะ บอกตรงๆ ว่าแอบเบื่อมุกนี้อยู่เหมือนกันนะ มันใช้กันบ่อยเกิน
และอีกฉากที่หงุดหงิดคือตอนที่โนอาห์กำลังคุยแกมขู่อยู่กับโจอี้ที่อยู่นอกตึก ฉากนั้นไมเคิลก็แอบอยู่ ฉากนี้สารภาพเลยว่าหงุดหงิดมาก คือไมเคิลน่าจะแพ่นกบาลโนอาห์ไปซะ หรือไม่ถ้าจะไม่ให้ไมเคิลโจมตีล่ะก็ ผมว่าเอาไมเคิลออกไปจากฉากจะดีกว่า คือมันดูน่าหงุดหงิดน่ะครับ อีกอย่างคือไมเคิลไม่โจมตีก็เรื่องหนึ่งนะ แต่โนอาห์เอ็งจะไม่รู้สึก สัมผัส หรือไหวตัวอะไรเลยเหรอว่ามีคนแอบอยู่ตรงห้องที่ประตูเปิดนั่นน่ะ
อีกอย่างที่รู้สึกชัดมากคือตำรวจในเรื่องนี่ง่อยมากจริงๆ ตอนแรกก็แอบมีความหวังนะ ตอนเจ้าหน้าที่แคลร์ ฮูม (Ruth Gemmell) โผล่มาพร้อมท่าทางเก๋าๆ ไอ้เราก็นึกว่าเธอคนนี้จะมีดี แต่ที่ไหนได้ดันทำอะไรแทบไม่ได้เลย – ผมโทษบทๆ จริงๆ นะเนี่ย
===== หมดสปอยล์ครับ =====
สารภาพเลยว่าผมไม่ตื่นเต้นอะไรกับหนังเลยครับ เฉยมาก ส่วนประเด็นที่หนังพยายามจะเล่นอย่างเรื่องพวกนายทุนทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อกอบโกยผลประโยชน์นั้น ก็เหมือนใส่มาเพื่อให้หนังดูมีอะไรบ้าง แต่ผมชอบนะที่นักข่าวในตอนท้ายของหนังมีการพูดสรุปว่า ต่อให้มีการเปิดโปงเรื่องทุจริตหรือเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อมแบบชัดเจนแค่ไหนก็เถอะ แต่สุดท้ายแล้วมนุษย์จะตื่นขึ้นมาพร้อมใจกันแก้ปัญหานี้แบบจริงๆ จังๆ ได้หรือเปล่า นั่นก็ยังน่าสงสัยอยู่ – ประมาณว่ากว่ามนุษย์จะตระหนักถึงปัญหานี้ มันจะสายไปแล้วหรือเปล่าหนอ?
ยอมรับว่านี่เป็นหนังของ Martin Campbell ที่ผมผิดหวังสุดครับ เพราะมันไม่สนุก ไม่มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจ ไม่มีอะไรดึงเราให้อยากดู และที่สำคัญคือมันควรจะบู๊แบบเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่เอาแต่รอกันทั้งเรื่องแบบนี้ – แหม อุตส่าห์เขียนบทให้โจอี้เป็นอดีตทหาร พี่จะเขียนมาแบบนั้นทำไมหากจะไม่ส่งบทให้เธอบู๊น่ะ
ดาวครึ่งครับ
(5/10)
หมวดหมู่:Action, Movie Reviews, Thriller












