มีผู้ร้ายบุกยึดตึกที่โจอี้ (Daisy Ridley) กำลังทำหน้าที่เช็ดกระจกอยู่ด้านนอก และพอดีเธอคืออดีตทหารครับ เธอเลยต้องหาทางกู้สถานการณ์รวมถึงช่วยไมเคิล (Matthew Tuck) พี่ชายที่เป็นออทิสติกของเธอให้พ้นจากอันตราย
มีผู้ร้ายบุกยึดตึกที่โจอี้ (Daisy Ridley) กำลังทำหน้าที่เช็ดกระจกอยู่ด้านนอก และพอดีเธอคืออดีตทหารครับ เธอเลยต้องหาทางกู้สถานการณ์รวมถึงช่วยไมเคิล (Matthew Tuck) พี่ชายที่เป็นออทิสติกของเธอให้พ้นจากอันตราย
แดนนี่ ไบรซ์ (Jason Statham) คือมือสังหารที่ล้างมือจากวงการไปแล้ว แต่เมื่อฮันเตอร์ (Robert De Niro) ผู้เป็นเหมือนอาจารย์ของเขาโดนจับไป เขาเลยต้องโดดลงสนามอีกครั้ง โดยคนที่จับฮันเตอร์ไปได้ยื่นข้อเสนอว่า แดนนี่ต้องไปสังหารคน 3 คนให้สำเร็จ แล้วจากนั้นเขาก็จะปล่อยฮันเตอร์ไป
ดัลตัน รัสเซลล์ (Clive Owen) กับพวกได้ลงมือปล้นธนาคารแมนฮัตตัน ทรัสต์และจับคนไว้เป็นตัวประกัน ส่งผลให้นักสืบคีธ เฟรเซียร์ (Denzel Washington) ถูกตามมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งคีธก็พยายามพลิกตำราหาทางเจรจากับดัลตันเพื่อให้เขาปล่อยตัวประกัน แต่ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไร คีธก็ยิ่งมีสังหรณ์ในใจ คล้ายกับว่าการปล้นครั้งนี้มันเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าที่เขารู้
ว่าตามจริงคือรู้สึกเป็นห่วงหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนออกฉายแล้วครับ ห่วงว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนบน Box Office เพราะจุดที่หนังพยายามขายอย่าง CG Will Smith วัยหนุ่มนั้นมันไม่ใช่ของใหม่อะไรแล้ว และหนังประเภท “ตัวเองไล่ล่าตัวเอง” ก็เคยมีคนทำออกมาแล้ว (เช่น Looper – ซึ่งที่ทำได้ดีซะด้วย) ก็เลยออกแนวห่วงครับว่าหนังจะได้ทุนคืนไหม (เพราะลงทุนไปเกือบ $140 ล้าน)
The International เป็นหนังสืบสวนปนระทึกที่ทำออกมาเข้าท่าทีเดียวครับ เพียงแต่มันอาจไม่สดไม่ใหม่ ตัวหนังเลยไม่ดังเท่าที่ควร และทำเงินพลาดเป้าไปหลายอยู่ (ลงทุน $50 ล้าน ได้คืนมาจากทั่วโลก $60 ล้าน เรียกว่ายังติดตัวแดงอยู่พอสมควร)
แอบคาดหวังลึกๆ ว่า Duplicity จะมาในสไตล์หนังสายลับแฝงเสน่ห์แบบ Mr. & Mrs.Smith ที่ใช้บารมีพระนางมาสร้างความสนุก แล้วก็หยอดเนื้อเรื่องให้มันเพลินๆ ซะหน่อย มีอารมณ์ขัน โรแมนติก และระทึกผสมอย่างละนิด ถ้ามีการปรุงรสดีๆ มันก็น่าจะโอเคอยู่
พอมาลองนึกๆ ดูแล้ว ผมว่าผมจำ Clive Owen ได้แบบแม่นๆ จากบทอาร์เธอร์ใน King Arthur ครับ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ห่างหายจากบทอัศวินทำนองนี้ไปเลย จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี่นี่แหละ
ช่วงนี้ลองหยิบซีรี่ส์ Downton Abbey มาดู พอดูๆ ไปก็นึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมาครับ เพราะแรกเริ่มเดิมที Downton Abbey จะเป็นภาคแยกของ Gosford Park แต่สุดท้ายทีมงานตัดสินใจเอาเฉพาะสไตล์ของเรื่อง (ที่ว่าด้วยเรื่องของชนชั้นสูงและคนรับใช้ ในคฤหาสน์หลังใหญ่) มาสานต่อ ส่วนด้านเนื้อหาจะเป็นเอกเทศไม่เกี่ยวกัน
หนังผจญภัยผสมไซไฟทุนสูงจากฝีมือของผู้กำกับ Luc Besson ที่เหมือนจะเอาสูตรเดิมของเขาที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วใน The Fifth Element เอามาเนรมิตใหม่ในโลกที่ CG ก้าวไกลกว่าสมัยก่อนพอสมควร
ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยอารมณ์ง่ายๆ ครับ อยากดูหนังพล็อตไม่ซับซ้อน จะขำไปเรื่อยๆ ก็ได้ หรือจะยิงกันทั้งเรื่องเลยก็ได้ มาเถอะ ขอให้ดูแบบไม่ต้องคิดมากเป็นพอ ก็ได้เรื่องนี้มาแหละครับ ดูง่ายสุดขีด เพราะชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้ว ว่ามันเอาแต่ยิงกันแน่ๆ