อีกหนึ่งหนังแอ็คชั่นดราม่าระดับตำนานของผู้กำกับ Luc Besson ที่ทำให้ตัวเขาเองและเหล่าดารานำเป็นที่จดจำสำหรับคอหนังมาจนถึงทุกวันนี้
เรื่องของลีออง (Jean Reno) นักฆ่ารับจ้างผู้มีฉายาว่านักเก็บกวาดเพราะเขาสามารถทำงานได้อย่างเนี๊ยบและมืออาชีพแบบสุดๆ แต่แล้วชีวิตของลีอองก็มีอันต้องเปลี่ยนไปเมื่อหนูน้อยห้องข้างๆ ที่ชื่อมาทิลด้า (Natalie Portman) เดินมาเคาะประตูขอความช่วยเหลือเนื่องจากทุกคนในครอบครัวของเธอโดนตำรวจกังฉินอย่าง นอร์แมน สแตนฟิลด์ (Gary Oldman) ฆ่าจนหมดทั้งบ้าน
แล้วสิ่งที่เราจะได้เห็นถัดจากนั้นก็คือสายใยระหว่างลีอองและมาทิลด้า รวมถึงความต้องการที่มาทิลด้าอยากให้ลีอองรับงานที่เธอจะจ้างเขาให้ฆ่านอร์แมนกับพวกเพื่อล้างแค้นให้น้องชายตัวน้อยของเธอ ที่ถูกสังหารโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ถือเป็นหนังที่ครบรสและยอดเยี่ยมมากๆ เรื่องหนึ่งเลยครับ เพราะแอ็คชั่นก็มา ดราม่าก็มี ระทึกขวัญก็จัดให้ หรือจะเอาอารมณ์ขันก็พร้อมเสิร์ฟ แล้วที่สำคัญคือที่เอ่ยไปทั้งหมดนี่หนังยังทำถึงอีกต่างหาก จนพูดได้เลยว่าหนังสามารถดึงดูดสายตาให้เราจับจ้องอยู่บนจอตั้งแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว
Besson ผู้กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้ได้ไอเดียระหว่างกำลังถ่ายทำ Le Femme Nikita ครับ หากใครเคยดูคงจำกันได้ว่าเรื่องนั้นจะมีตัวละครที่ชื่อวิคเตอร์ ซึ่งมีหน้าที่เป็นนักเก็บกวาด (The Cleaner) ซึ่ง Besson เล็งเห็นว่าตัวละครนี้สามารถนำมาขยายเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งได้เลย เขาเลยเริ่มเขียนบทและคิดตัวละครที่ชื่อลีอองขึ้นมา ภายใต้ชื่อหนังที่ตั้งคร่าวๆ ว่า The Cleaner
และเราจะเห็นได้ว่ารูปลักษณ์ของวิคเตอร์และลีอองจะคล้ายกัน นั่นคือสวมโค้ทขนสัตว์, ใส่แว่นกันแดดดำ และสวมหมวกถัก แล้วก็แน่นอนว่านักแสดงคนเดียวที่ Besson อยากให้มารับบทนี้ก็คือ Reno ที่สวมบทวิคเตอร์ในเรื่อง Le Femme Nikita นั่นแหละ
บทที่ Besson เขียนนั้นถือว่าเล่าหนังแต่ละช่วงได้อย่างตรงเป้าและเข้าประเด็น ไม่มีฉากชมนกชมไม้หรือฉากที่ใส่มาเพื่อยืดเรื่องมาทำให้หนังอืดเลยแม้แต่น้อย ทุกฉากจะมีพร้อมความน่าสนใจอย่างน้อยหนึ่งอย่างเสมอ ไม่ว่าจะการนำเสนอคาแรคเตอร์ของตัวละครให้เรารู้จักพวกเขามากขึ้น หรือนำเสนอสถานการณ์ที่ขับเน้นไปสู่เหตุการณ์ที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับ อันนี้ก็ต้องชม Besson ครับที่บทน่ะเขียนมาดี และเขาก็กำกับพร้อมเล่าเรื่องราวได้อย่างชวนติดตาม ไม่มีการนอกลู่นอกทางมาทำให้หนังหลุดโฟกัสแต่อย่างใด
ของดีประการต่อมาที่ถือว่าทำให้หนังเปี่ยมพลังมากมายก็คือการแสดงของ 4 ดารานำที่ถือว่าเข้มทุกคนและข้นทุกตัว ตั้งแต่ Reno ที่ทำให้ลีอองมีมิติมากกว่าแค่นักฆ่าทั่วไป เพราะเขายังมีมุมน่ารัก มีมุมของความเป็นมนุษย์ (ที่เหงาเป็น รักเป็น ห่วงใยเป็น) ผมชอบซีนในโรงหนังที่เขานั่งดู It’s Always Fair Weather สีหน้าของเขาตอนเห็น Gene Kelly ร้องและเต้นนั้นเป็นอะไรที่สุดยอดครับ แค่ฉากนั้นฉากเดียวเราก็รู้สึกได้แบบเต็มๆ แล้วว่าลีอองคนนี้ก็มีหัวจิตหัวใจไม่ต่างอะไรจากเราหรอก
ส่วน Portman ก็สุดยอดอีกเช่นกัน โดยนี่เป็นงานแสดงชิ้นแรกสุดของเธอเลยครับ แล้วเธอก็ถ่ายบทบทมาทิลด้าออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เธอดูน่ารัก สดใส แต่ขณะเดียวกันก็มีความหม่นหมอง อีกทั้งความรุนแรงที่มีอยู่ภายใน (อันเนื่องมาจากครอบครัวและหลายอย่างที่เธอต้องเผชิญ) เธอทำให้ตัวละครนี้ดูน่าติดตามว่าทิศทางชีวิตของเธอจะไปทางไหนต่อไป – ว่าง่ายๆ คือดูไปก็รู้สึกห่วงเธอตามลีอองไปอีกคนครับ – เธอแสดงหนังเรื่องนี้ตอนอายุเพียง 11 ปี ซึ่งมีคนมาคัดตัวบทมาทิลด้านี้ถึง 2,000 คน (และหนึ่งในนั้นคือ Liv Tyler) และเธอก็ชนะใจทีมงานจนคว้าบทมาได้
ผมชอบซีนที่เธอเอ่ยปากถามลีอองว่า “ชีวิตมันลำบากแบบนี้จริงๆ เหรอ หรือเป็นแค่ตอนเด็กเท่านั้น” ลีอองก็ตอบว่า “มันก็ตลอดแหละ” – คือมันสะท้อนให้เห็นเลยน่ะครับว่าสิ่งที่เด็กคนนี้เจอมันหนักหนามากพอที่จะทำให้เธอเกิดคำถามเกี่ยวกับชีวิตตั้งแต่อายุแค่ 10 ต้นๆ เท่านั้น

แล้วคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือหนึ่งเดียวคนนี้ พี่ Gary Oldman ที่ทำให้บทนอร์แมน สแตนฟิลด์เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่โดดเด่น มีคาแรคเตอร์จัดจ้านจนชวนจดจำ เอาแค่ตอนแรกที่พี่เขาเข้าไปดมตัวละครหนึ่งนั่นก็พรีเซนต์ตัวเองได้อย่างสุดยอดแล้ว ว่าตัวละครนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน แล้วพี่เขาก็ปล่อยของตลอดทั้งเรื่อง และว่ากันว่า Oldman ด้นสดอยู่บ่อยๆ หนึ่งในนั้นคือซีนที่เขาตะโกนว่า “Everyone!!!” นั่นเขาก็ด้นเอง และ Besson ก็ชอบมากจนเก็บใส่ลงมาในหนังด้วย
อีกคนที่อาจไม่เด่นเท่าคนอื่น แต่ผมว่าบทนี้มีส่วนขับเน้นให้เราได้เห็นมิติอื่นๆ ของลีอองมากขึ้น นั่นก็คือบทลุงโทนี่ที่ Danny Aiello แสดงได้ดีตามมาตรฐาน (ที่ปกติก็สูงมากอยู่แล้ว) ของเขา บทนี้ดูเหมือนไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ไม่รู้สิครับ ผมว่าการแสดงบทประเภทนายหน้านักฆ่าที่บารมีก็เยอะพอตัว แต่แทนที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเขาเหี้ยม แต่ Aiello กลับสามารถทำให้เรารู้สึกได้ถึงด้านอ่อนโยน ส่วนตัวมองว่าบทแบบนี้ก็ต้องมือถึงพอสมควรเหมือนกัน ถึงจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้แบบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน
อีกจุดที่ผมชอบต้องยกให้ดนตรีของ Éric Serra คอมโพเซอร์คู่บุญของ Besson ที่สามารถใช้ตัวโน้ตมาเสริมอารมณ์ให้กับฉากนั้นได้อย่างเหมาะเหม็ง อย่างฉากตอนต้นเรื่องที่หนังแนะนำให้เราได้รู้จักกับลีออง ฉากนั้นโทนดนตรีออกแนวหลอนลึกๆ จนถ้ามีเอเลี่ยนโผล่มาล่ะผมจะไม่แปลกใจเลยครับ แต่พอฉากต่อมาเมื่อกล้องจับไปที่มาทิลด้า โทนดนตรีก็หันมานิ้งหน่อง สลับอารมณ์จากเมื่อครู่ได้อย่างพอดี ไม่รู้สึกสะดุด และรู้สึกว่าดนตรีมันเข้าชุดกับเมื่อครู่นี้ด้วย เพียงแต่โทนอารมณ์มันต่างกันเท่านั้น
ทีนี้มาคุยกันในประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลีอองกับมาทิลด้าดีกว่า คือคนส่วนใหญ่นั้นจะรู้สึกได้ว่าหลายอย่างในเรื่องมันชี้ๆ ไปในทางที่ว่าทั้งสองอาจมีความรู้สึกให้กันในเชิงคู่รัก ซึ่งผมก็คงต้องบอกว่า หากท่านจะรู้สึกแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะพล็อตดั้งเดิมของหนังน่ะมันจะไปทางนั้นอยู่แล้ว
แรกเริ่มเดิมทีบทหนังเรื่องนี้จะเขียนให้ลีอองกับมาทิลด้าเป็นคู่รักกันครับ ซึ่ง Besson เผยว่าความสัมพันธ์นี้อิงจากความสัมพันธ์ในชีวิตจริงของเขาเอง อันนี้ก็ต้องเล่าเพิ่มครับว่าภรรยาคนที่ 2 ของ Besson คือ Maïwenn ซึ่งเขาเริ่มรู้จักกับเธอตั้งแต่เธออายุ 12 แล้วก็แต่งงานกันตอนเธออายุ 16 ปี เขาเลยมีความคิดที่จะเขียนบทไปในทิศทางนั้น

แต่ทีนี้พอทบทวนไปสักพักเขาก็ตระหนักว่าเรื่องแบบนี้คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะยอมรับ แล้วไหนจะพ่อแม่ของ Portman ที่แสดงทีท่าไม่เห็นด้วยอีก Besson เลยลบเอาบทส่วนนี้ออก แต่กระนั้นถ้าสังเกตดีๆ ก็จะพบว่าในหนังก็ยังมีกลิ่นอายเรื่องความสัมพันธ์แบบนี้อยู่จางๆ ซึ่งก็ต้องบอกว่าจริงๆ หนังจะมีฉากที่สื่ออารมณ์ทำนองนี้มากกว่าที่เราเห็นอีกครับ แต่พอดีตอนฉายรอบทดลองในอเมริกาแล้วคนดูเกิดไม่ชอบ เลยทำให้ผู้อำนวยการสร้าง Patrice Ledoux และ Besson พร้อมใจกันเอาฉากเหล่านั้นออกตอนฉายโรง เพราะไม่อยากให้คนดูโฟกัสไปคนละจุดกับที่ควรจะเป็น
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่าง Besson กับ Maïwenn ก็จบลงตอนเธออายุได้ 20 ปีครับ แล้วเขาก็หันมาคบหากับ Milla Jovovic (ซึ่งตอนนั้นเธออายุ 21 ปี) แทน และอีกอย่างที่ต้องบอกก็คือ Maïwenn นั่นแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วยครับ เป็นผู้หญิงของเป้าหมายคนแรกที่ลีอองต้องไปจัดการตอนต้นเรื่องนั่นแหละ
ในขณะที่ Reno นั้นเคยบอกว่าเขาตั้งใจตีความให้ลีอองเป็นคนสมองช้าเล็กๆ (คล้ายๆ กับเป็นคนที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหน่อยๆ) เพื่อทำให้คนดูเชื่อได้แบบเต็มที่ว่าลีอองจะไม่มีทางทำอะไรที่เป็นการเอาเปรียบเด็กหญิงคนนี้เป็นอันขาด
เกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับ Reno ที่อยากเสริมก็คือ เขาเคยเล่าว่าเขาได้แรงบันดาลใจในการแสดงบทลีอองมาจากคาแรคเตอร์ของ Alain Delon ในหนังคลาสสิคเรื่อง Le samouraï และว่ากันว่ามี 2 ดาราฮอลลีวู้ดที่อยากรับบทลีอองใจจะขาด คนแรกคือ Mel Gibson ส่วนอีกคนก็คือ Keanu Reeves ครับ

และจริงๆ หนังมีแผนที่จะทำภาคต่อด้วยนะครับ ว่ากันว่า Besson เขียนบทเอาไว้แล้ว แล้วก็จะให้ Olivier Megaton เป็นคนมากำกับ พร้อมทั้งเตรียมให้ Portman กลับมารับบทมาทิลด้าด้วย แต่พอเวลาผ่านไปหนังก็ยังไม่ได้เปิดกล้องซักที จน Portman อายุเกินจะเล่นบทนี้ได้ โครงการเลยมีอันชะงัก
แต่กระนั้น Besson ก็ยังสนใจจะทำนะครับ เขาเริ่มขุดโปรเจคต์ขึ้นมาอีกตอนหลังจากที่เขาออกจากค่าย Gaumont ไปตั้งค่ายของตัวเองชื่อ EuropaCorp แต่ทีนี้ทาง Gaumont ที่ถือสิทธิ์หนังเรื่อง Leon อยู่เกิดไม่สบอารมณ์ที่ Besson มาตีจากไป การคุยกันเรื่องจะทำภาคต่อก็เลยไม่คืบหน้า
แต่ในที่สุด Besson ก็เอาไอเดียจากเตรียมไว้ทำ Leon 2 มาดัดแปลงเป็นเรื่อง Colombiana แทน แล้วก็ให้ Megaton มากำกับตามความตั้งใจเดิม
และเกี่ยวกับฉากจบนั้น ตามบทดั้งเดิมมันจะเป็นอะไรที่ดาร์กมากครับ ซึ่งผมก็ขอสปอยล์ให้ฟังหน่อยล่ะนะฮะ
===== สปอยล์ =====
ตามบทดั้งเดิม หลังจากนอร์แมนยิงลีอองไปแล้ว คนที่จะเอาระเบิดมาถล่มนอร์แมนนั้น ตอนแรกจะต้องเป็นมาทิลด้าเองเลยครับ ประมาณว่าเธอสวมแจ็คเก็ตติดระเบิดมาเต็มตัว แล้วก็ตายไปพร้อมกับนอร์แมน แต่คนที่เปลี่ยนบทนี้เป็นแบบที่เราเห็นในหนังก็คือ Besson เองนี่แหละ ที่มองว่ามันจะดูแรงเกินไปหากจบแบบนั้น และคนดูก็อาจจะไม่เชื่อว่ามาทิลด้าจะเปลี่ยนจากเด็กหญิงธรรมดา มาเป็นคนคลั่งได้ถึงเพียงนั้น
===== หมดสปอยล์ =====
ในแง่รายได้หนังอาจไม่ได้โกยเงินอะไรมากครับ โดยหนังลงทุนไป $16 ล้าน แล้วก็ได้คืนมาราว $20 ล้านจากทั่วโลก ก็ถือว่ายังไม่คุ้มทุน แต่เชื่อว่าป่านนี้ด้วยยอดขายตั้งแต่สมัยวีดีโอมายันแผ่นและสตรีมมิ่งหนังก็น่าจะทำกำไรได้แล้วล่ะ
เป็นอีกหนึ่งหนังที่แนะนำให้ชมด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งครับ
สามดาวครึ่งครับ
(8.5/10)
ชื่ออื่นๆ
ลีออง เพชฌฆาตมหากาฬ
หมวดหมู่:Action, Crime, Drama, Highly Recommended Movies, Movie Reviews, Thriller













