ผลงานที่ส่งให้ปู่ Anthony Hopkins ได้ออสการ์สาขานักแสดงนำชายตัวที่ 2 ไปครอง ซึ่งผมพูดได้เต็มปากเลยครับว่าไร้ข้อกังขาใดๆ ปู่เขาคู่ควรกับรางวัลนี้แบบสุดฤทธิ์สุดเดชจริงๆ
การแสดงของปู่เขานี่คือสุดยอดจริงๆ ครับ ดีทุกฉาก คือดูแลเชื่อจริงๆ ว่าชายชราผู้นี้มีภาวะสมองเสื่อม ทั้งเรื่องการรับรู้ สภาวะอารมณ์ หรือความจำต่างก็ค่อยๆ ถดถอย ยิ่งจุดพีคในตอนท้ายนี่บอกตรงๆ เลยครับว่าอดสงสารไม่ได้ ทำเอาเราจะน้ำตาไหลตาม ซึ่งปู่เขาสามารถถ่ายทอดอะไรเหล่านี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติอย่างแท้จริง
สำหรับเนื้อเรื่องนั้นก็ว่าด้วยชายชราคนหนึ่ง (Hopkins) ที่สมองค่อยๆ เสื่อมลง เขาเริ่มจำบางอย่างไม่ได้ หรือไม่ก็เริ่มสับสนว่าคนนั้นเป็นใคร คนนี้ใช่ลูกแน่หรือ หรือว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ที่ไหนกันแน่ ซึ่งทีเด็ดอีกอย่างของหนังก็คือตัวบทที่สามารถทำให้เราเข้าใจภาวะอันสับสนของคนที่สมองเสื่อม คือทำให้เราเห็นภาพเลยน่ะครับว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไร และผู้ป่วยที่มีอาการลักษณะนี้ เขาจะทรมานหรือรู้สึกกลัวถึงเพียงไหน – คิดดูครับ ถ้าท่านจำอะไรไม่ได้แม้แต่ตัวเองน่ะ มันจะเคว้งคว้างขนาดไหน
หนังดัดแปลงจากบทละครที่เขียนโดย Florian Zeller ที่มารับหน้าที่ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ (ร่วมกับ Christopher Hampton) แล้วผลสุดท้ายหนังก็ได้ออสการ์ไปอีก 1 รางวัลคือสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมนี่แหละครับ
ก็ต้องแจ้งให้ทราบตามธรรมเนียมครับว่าหนังเรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับการดูเพื่อความบันเทิง ไม่เหมาะอย่างแรงเลยล่ะครับ เพราะหนังมันไม่ได้สนุกสนานอะไรแบบนั้น หรือกระทั่งว่าท่านอยากดูหนังคุณภาพก็เถอะ ก็อยากให้เช็คตัวเองให้ดีๆ ก่อนครับว่าท่านพร้อมที่จะดูหนังที่อาจทำให้ท่านรู้สึกเครียดหรือรู้สึกแอบกลัวยามที่ตัวเองถึงวันต้องแก่เฒ่าบ้างหรือเปล่า พูดง่ายๆ คือถ้าใครคิดมากและกังวลง่าย ผมขอแนะนำให้อย่าเพิ่งดูครับ ถ้าจะดูก็ดูตอนมีคนอยู่ด้วย หรือไม่ก็ดูตอนที่พร้อมครับ ไม่งั้นถ้าดูแล้วมาคิดมากว่าตัวเองจะมีสภาพเหมือนตัวเอกในหนังไหมเนี่ย จะทำเอาท่านนอนไม่หลับได้นะครับ ทำเป็นเล่นไป – เพราะหนังก็ทำถึงซะขนาดนั้นน่ะ

แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งหนังดีที่ผมเชียร์ให้ดูครับ ถ้าถามว่าดีตรงไหนบ้าง ก็เริ่มจากการแสดงระดับเทพเจ้าของ Hopkins ในขณะที่ดาราแวดล้อมก็เล่นได้ดีไม่น้อยหน้า แต่ละคนช่วยขับเน้นเรื่องราวให้มีความเข้มข้นและน่าสนใจมากขึ้น ส่วนเรื่องเนื้อหานั้นถ้าท่านดูแล้วงงก็ไม่ต้องแปลกใจครับ เพราะคนเขียนเขาก็ตั้งใจให้ท่านได้สัมผัสถึงโลกของคนที่สมองเสื่อมอยู่แล้ว แต่กระนั้นถ้าท่านตั้งใจดูดีๆ ท่านก็จะแยกแยะได้น่ะครับ ว่าเรื่องตรงไหนไปต่อกับตรงไหน หรือเรื่องตรงไหนเป็นจุดตัวเอกคิดสับสน – กล่าวคือในแง่การเล่าเรื่อง ผมถือว่าผู้กำกับ Zeller ทำหน้าที่ได้ดี ทำให้เราสัมผัสได้ถึงสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ
สารภาพนะครับ ว่าการดูหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ผมแอบกลัวเหมือนกัน กลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคดังกล่าวน่ะครับ ยิ่งมาเห็นภาพและสถานการณ์ชัดจากในหนังก็ยิ่งทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งถ้าใครไม่สบายใจแบบเดียวกับผม ก็ขอแนะนำทางออกนะครับ ว่าถ้ากลัว เราก็ควรหาทางป้องกัน หาทางลดโอกาสที่เราจะเป็นโรคเหล่านี้ ซึ่งสิ่งที่พอจะทำได้ก็คือการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ (อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที) เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมอง, อาหารก็ทานผัก ผลไม้ ธัญพืช พวกเนื้อสัตว์ก็เน้นกินปลาครับ แล้วก็ต้องพยายามลดของหวานๆ มันๆ หรือเค็มๆ
ตามด้วยการอ่านครับ หาหนังสือมาอ่าน หรือไม่ก็ฝึกภาษา อย่างผมนี่ก็ตะบันอ่านหนังสือภาษาอังกฤษล้วนมากขึ้น อ่านแบบไม่ต้องกลัวครับ คำไหนไม่รู้ก็หาคำแปลเอา ยุคนี้เทคโนโลยีช่วยได้มากกว่าเดิมเยอะ มันจะยากแค่ตอนเริ่มครับ แต่ถ้าทำบ่อยๆ เดี๋ยวมันไหลลื่นเอง
นอกจากนี้ก็อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ ให้สมองและร่างกายได้ Refresh (นอนให้ถึงวันละ 7 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย) แล้วก็ต้องพูดคุยกับคนอื่นเพื่อกระตุ้นสมองให้ทำงานอยู่เสมอ ส่วนของอย่างบุหรี่หรือแอลกอฮอล์ทั้งหลาย ละได้ก็ละ เลิกได้ก็เลิกครับ นี่คือเพื่อตัวเราเองล้วนๆ เลยนะ

บางคนอาจสงสัยว่าผมจะเปลี่ยนแนวมาเขียนเรื่องสุขภาพหรือไง (5555) ก็เปล่าหรอกครับ แค่อยากนำมาบอกกล่าวกันไว้ เพราะสุขภาพนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อีกอย่างก็คือ นี่พูดตรงๆ เลยนะครับ… ที่พ่อผมจากไปเร็วกว่าที่คิดก็เพราะท่านไม่ทำตามสิ่งที่ผมบอกนี่แหละ ผมพยายามแล้วครับ พยายามสื่อสารกับท่าน ถึงขั้นบอกว่าถ้าผมทำแทนได้ (เช่น ออกกำลังกายแทนหรืออ่านหนังสือแทน) ผมก็ทำไปแล้วล่ะ แต่ถ้าพ่อไม่ทำก็ไม่มีใครช่วยได้ – แล้วท่านก็ไม่ทำครับ ท่านจึงจากไปค่อนข้างไว
ผมก็แค่ไม่อยากให้ใครต้องจากไปไวเหมือนพ่อผมเท่านั้นแหละ
มานั่งนึกดูพ่อผมก็ดื้อได้โล่ห์อยู่นะครับ แต่ยังไงท่านก็เป็นพ่อ ยังไงเราก็อยากให้เขาอยู่ไปนานๆ และการมานั่งดูหนังเรื่องนี้หลังพ่อไม่จากไปได้ 4 เดือนมันก็ให้ความรู้สึกที่อธิบายได้ยากอยู่เหมือนกัน
เลยอยากฝากไว้นะครับ ถึงท่านที่เป็นพ่อหรือเป็นแม่ หากทำได้ก็ดูแลตัวเองให้ดีๆ ครับ อย่าดื้อเลย โตๆ กันแล้ว นอกจากเพื่อตัวท่านเอง (ที่จะลดโอกาสในการป่วยลง) ก็ยังเพื่อลูกหลานอีกด้วย
อีกอย่างนะครับ ใครมีโอกาสกอดพ่อได้ บอกรักพ่อได้ ก็ทำเถอะครับ ทำไปไม่ต้องเขินหรอก – ด้วยความปรารถนาดี จากคนที่ไม่มีพ่อให้กอดแล้วครับ
สรุปอีกทีว่านี่คือหนังดีที่ควรค่าแก่การดู แต่บอกเลยว่าไม่ตอบโจทย์ในแง่ความสนุกครับ แต่คุณภาพนี่คับแก้วแน่นปึ้กแน่นอน
สามดาวครึ่งครับ
(8.5/10)
หมวดหมู่:Drama, Highly Recommended Movies, Movie Reviews, Mystery












