หลังจบจากเหตุการณ์ศึกวังน้ำทิพย์ ชอลิ้วเฮียง (ตี้หลุง, Ti Lung) กับตงง้วนเจ็กเตียมอั้ง (หลิงหยุน, Ling Yun) ก็เดินทางผ่านมายังหมู่ตึกสีเม้ง แล้วก็พบศพคนมากมาย (อีกแล้ว) แล้วนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นที่จะนำพวกเขาไปสู่เกาะค้างคาว สถานที่ที่ขอเพียงมีเงิน ก็จะสามารถซื้อได้ทุกสิ่งตั้งแต่ยาพิษ ชีวิตคน หรือกระทั่งความลับ
หนังชอลิ้วเฮียงทั้งที ดาราก็ต้องมากันแบบแน่นๆ ครับ ไม่ว่าจะเยี่ยหัว (Yueh Hua) ในบทลี้เง็กฮั้ง, จิงลี่ (Ching Li) ในบทลิ่วบ่อเมียะ, เอ๋อตงเซิน (Derek Yee, Yee Tung Shing) เป็นคุณชายง้วนซุ่ยฮุ้ง แห่งหมู่ตึกบ้อแจ, หวีอันอัน (Candice Yu, Yu On On) เป็นกิมเล้งจือ, หยวนหัว (Yuen Wah) เป็นจอมยุทธใบ้ ผู้พิทักษ์กิมเล้งจือ, ฉีเส้าเฉียน (Norman Chu) เป็นเฮี้ยงกวยที หัวหน้าสาขาที่ 78 ของเกาะค้างคาว
เฉินซู่เจีย (Chen Szu Chia) กลับมาเป็นซูหยงหยง, จงลี่ (Chuang Li) ก็กลับมาอีกคน แต่ผมไม่แน่ใจว่าหนนี้เธอเป็นซ่งเตี้ยมยี้หรือลี้อั้งซิ่ว เพราะโผล่มาแค่แป๊บเดียวเอง, หวังจง (Wang Chung) เป็นเกาจื้อเฉียง, หยางฉีอิง (Yang Chih Ching) เป็นกงซุนเจียหมิน, อ้ายเฟย (Ai Fei) เป็นคุณชายเล้งโง้ว, จิงเหมี่ยว (Ching Miao) เป็นนักพรตทิซัวแห่งบู๊ตึ้ง และในช่วงครึ่งหลังก็ยังรับบทอีกหนึ่งตัวละครด้วยครับ
หวังไหล (Wang Lai) เป็นโกวบ๊วยซื่อไท่, หลิวหย่ง (Tony Liu) เป็นชายความจำเสื่อมที่หมู่ตึกสีเม้ง, เจียนเซิน (Chan Shen) เป็นผู้ดำเนินการประมูลแห่งเกาะค้างคาว, กู้กวนจง (Ku Kuan Chung) เป็นชายเฒ่าชุดแดงผมขาว, หลิวฮุ่ยหลิง (Liu Hui Ling) เป็นเกาเยี่ยหน่ำ ส่วนหนังกำกับโดย ฉู่หยวน (Chor Yuen) ครับ
หนังดัดแปลงจากวรรณกรรมสุดดังของ โกวเล้ง (Gu Long) โดยหนนี้เป็นการเอาเล่มศึกวังน้ำทิพย์มาเย็บรวมกับศึกวังค้างคาว ซึ่งคนที่ดัดแปลงจากนิยายมาเป็นหนังก็คือฉู่หยวนนั่นเองแหละครับ ซึ่งผมถือว่าทำได้ดีเลยนะ เป็นการเย็บยำที่เข้าท่าไม่น้อย มีการผสมผสานระหว่างพล็อตดั้เดิมจากนิยายมาผสมกับเรื่องส่วนใหม่ๆ ที่มีการเสริมแต่งลงไป ผลที่ได้ผมมองว่าสนุกดี ซึ่งพลังอย่างแรกก็มาจากเหล่าดาราที่ขนกันมาเพียบ แต่ละคนก็ถ่ายทอดบทตัวละครกันได้ดี

ในแง่ของการเล่าเรื่องก็จัดว่าน่าติดตาม ซึ่งความดีความชอบก็ต้องยกให้ตั้งต้นฉบับนิยายที่โกวเล้งเขียนไว้ได้มันส์อยู่แล้ว โดยหนังก็จะมีทั้งความเป็นแนวกำลังภายใน จอมยุทธผจญภัย บวกด้วยการสืบสวนแบบ Whodunnit ซึ่งโกวเล้งก็เคยบอกไว้แล้วว่าเล่มศึกวังค้างคาวนี้เขาได้จับเอาแนวทางนิยายลึกลับสืบสวนของ Agatha Christie อย่าง Death on the Nile กับ Murder on the Orient Express มาใส่ลงไป เรื่องราวเลยมีหลากรส ผจญภัยก็มี แอ็คชั่นก็มา สืบสวนก็เจอ
ฉากแอ็คชั่นถือว่าทำออกมาได้มันส์ครับ อย่างฉากประลองค่ายกระบี่ห้าธาตุที่หมู่ตึกเขียวนิรันดร์ หรือตอนท้ายที่พี่ชอต้องปะทะกับคุณชายค้างคาว ก็ถือว่าเข้าท่า – อาจไม่ถึงกับเด่นมากมาย แต่ก็เข้าท่า – ในแง่การสืบปมตามปมก็ถือว่าใช้ได้ เรื่องราวมีจุดพลิกผันทำให้หนังมีความน่าติดตามไปจนจบ และหนังก็ไม่ยาวมากครับ แค่ 1 ชั่วโมงกัง 40 นาทีนิดๆ ถือว่ากำลังดี
อีกอย่างที่ผมชอบคือหนังใส่ใจรายละเอียดครับ ไม่ว่าจะการที่ตัวละครหลักอย่างพี่ชอกับพี่เจ็กที่โชว์เหนือเป็นพักๆ อย่างการสังเกตความผิดปกติของกาเหล้าในช่วงต้นเรื่อง หรือในช่วงท้ายตอนที่พี่ชอกับพวกโดนยาสลบ แล้วพี่ชอก็ดันสลบไปด้วย ซึ่งตอนแรกผมก็คิดล่ะครับว่า พี่ชอสลบได้ไงเฮ้ย (ใครอ่านนิยายมาแล้วน่าจะรู้) แต่หนังก็รีบให้พี่ชอพูดในฉากถัดมาเลยว่า “ยาสลบนี้ฤทธิ์แรงจริงๆ ขนาดคนจมูกไม่ดีอย่างเราก็ยังไม่รอด” พอได้ยินดังนั้นก็ตระหนักเลยว่าฉู่หยวนใส่ใจรายละเอียดจริงๆ
และส่วนที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้ยิ่งขึ้น นอกจากการเล่าเรื่องที่เพลินตลอดแล้ว ก็คงเป็นช่วงท้ายที่การถล่มวังค้างคาวนั้น ระหว่างทางมันต้องมีการเสียสละเกิดขึ้น ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่คิดอะไรนะ แต่ไปๆ มาๆ ฉากที่ว่าถือว่าทำถึง ทำออกมาได้อารมณ์ไม่น้อย สำหรับผมหนังจัดว่าทำสำเร็จเพราะมันทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจไปกับการเสียสละเหล่านั้นได้ และมันไม่ใช่แค่การเสียสละธรรมดาๆ เพราะคนที่เสียสละล้วนมีเหตุผลหรือพันธะบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจ ว่าทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น นี่เลยเป็นอีกจุดที่ผมรู้สึกเชิงบวกกับหนังมากขึ้น
สรุปว่าถ้าท่านชอบภาคแรก (ศึกวังน้ำทิพย์) ก็จัดภาคนี้ต่อได้เลยครับ ความสนุกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
สองดาวกับครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)












