เรื่องราวอันแสนวุ่นวายในเขตบ้านเช่าที่ปกครองโดยเจ๊ปั๊กกู๋ (หูจิน, Hu Chin) และอาปิง (เทียนชิง, Tien Ching) โดยกิจวัตรประจำวันของผัวเมียคู่นี้คือกระทำการเอารัดเอาเปรียบเหล่าคนเช่าบ้าน ตั้งแต่เรื่องน้ำเรื่องท่ายาวไปจนถึงการใช้กลโกงเพื่อขับไล่หรือไม่ก็เอาประโยชน์ (จนน่าเกลียด) จากเหล่าผู้เช่า ซึ่งตลอดทั้งเรื่องเราก็จะได้เห็นการต่อปากต่อคำระหว่างผัวเมียคู่นี้กับคนเช่าบ้าน ที่บางคนก็หงอ แต่บางคนก็สู้คนและพร้อมจะแก้เผ็ดพวกเขาแบบแสบสันต์
ทราบมาว่าหนังดัดแปลงจากละครเวทีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเซี่ยงไฮ้ และตัวหนังฉบับนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างดีจนมีหนังแนวนี้ตามกันออกมาอีกเพียบ ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยากครับ เพราะหนังทำออกมาแบบเบาสมองเป็นหลัก โดยมีเนื้อเรื่องว่าด้วยความเห็นแก่ตัวของคนรวย แล้วก็ความสมัครสมานสามัคคีของคนที่แม้จะไม่ได้มีเงินมากมาย แต่กลับมีน้ำใจไมตรีและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
พล็อตแบบนี้ขายได้เสมอทุกยุคสมัย เพราะว่าตามจริงตลาดผู้ชมกลุ่มใหญ่ก็หนีไม่พ้นคนชั้นชนกลางเรื่อยไปถึงคนมีรายได้น้อย เพราะคนกลุ่มนี้ย่อมมีมากกว่าคนรวยยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหนังทำออกมาชนะใจคนกลุ่มใหญ่นี้ได้ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
ในเรื่องเราจะได้เจอดารามากันสารพัดครับ ตัวละครหลักๆ นอกจากคู่ผัวเมียจอมโกงแล้ว ก็ยังมีฟะไฉ (เยี่ยหัว, Yueh Hua) ช่างทำรองเท้าที่พูดจริงทำจริง กับอาหวง (จิงลี่, Ching Li) ลูกเลี้ยงที่แสนดีของสองผัวเมีย แล้วก็ยังมี เหอลี่ลี่ (Lily Ho), หลี่ซิ่วเสียน (Danny Lee), เจียนเซิน (Chan Shen), จิงเหมี่ยว (Ching Miao), กุ๊ฟง (Ku Feng), เสิ่นเตี้ยนเสีย (Lydia Shum), โอวหยางชาเฟย (Ouyang Sha Fei), เหลียงเทียน (Leung Tin) ที่พูดนี่แค่ส่วนหนึ่งนะครับเพราะยังมีดารารับเชิญอีกเยอะที่โผล่มาคนละนิดละหน่อย ส่วนผู้กำกับก็คือ ฉู่หยวน (Chor Yuen) ครับ

ตัวหนังจัดว่าดูได้เรื่อยๆ ครับ จริงๆ ก็เพลินดีนะ แต่ผมต้องยอมรับครับว่าผมอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายสักเท่าไหร่ เพราะพื้นที่ในหนังน่ะส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง ซึ่งก็มีที่มาจากความพยายามจะโกงของคู่ผัวเมียเจ้าของที่ดินนั่นแหละ เรียกว่าส่งเสียงแว้ดๆ ตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง แล้วทีนี้ผมก็ไม่ค่อยชอบน่ะครับ คนมาทะเลาะมาแว้ดๆ ใส่กัน พูดง่ายๆ คือรำคาญน่ะ สำหรับบางคนมันอาจสนุก มันอาจตลก แต่เนื่องจากผมไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้และมักจะหลีกเลี่ยงเสมอถ้าทำได้ เลยทำให้การดูหนังเรื่องนี้ผมก็ต้องใช้ความอดทนพอสมควร หนังเลยอาจจะไม่เชิงเป็นความบันเทิงสำหรับผมสักเท่าไหร่
แต่ต้องแยกแยะนะครับ ดาราน่ะแสดงดี คอนเซปต์ของหนังผมก็เข้าใจ อีกทั้งคนพากย์ก็ต้องพากย์ให้เสียงได้ระดับและได้อารมณ์ ซึ่งผมมองว่าแต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองได้เหมาะแล้วครับ แต่ที่ไม่เหมาะกับหนังน่ะคือผมนั่นแหละ 5555
แต่นะครับ แต่ว่าสำหรับผมแล้ว หนังทำให้ผมรู้สึกคุ้มค่าในการดูอยู่หนึ่งช่วง คือช่วงที่ลุงหยวน (หวังชิงเหอ, Wong Ching Ho) คนขายบุหรี่กำลังจะถูกไล่ออกจากบ้านเช่า แล้วทุกคนก็พยายามช่วยเหลือกัน ฉากนี้ทำออกมาได้กินใจพอสมควร และพอดีว่าผมเนี่ยชอบหวังชิงเหอครับ ไม่รู้ทำไมนะ แต่ผมถูกชะตากับลุงเขาจัง เวลาดูหนังจีนทีไรก็จะสอดส่ายสายตาหาเขาทุกเรื่อง บางเรื่องมาเยอะ บางเรื่องมาน้อย แต่ผมแค่เห็นเขาผมก็ดีใจแล้ว
แล้วกับเรื่องนี้ บทของเขาอาจไม่เยอะน่ะนะครับ แต่ฉากที่ว่านี่ก็ทำให้ลุงเขาเด่นพอสมควร เอาแค่ฉากที่ลุงเขาตาแดงๆ น้ำตาจะไหลนั่นก็ได้ใจผมแล้ว ดังนั้นสำหรับผม แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็คุ้มแล้วครับ
พื้นที่ในหนังส่วนใหญ่ก็จะเป็นการจิกกัดเสียดสีความโกงและความเจ้าเล่ห์ของคนรวยหน้าเลือด แล้วยังจิกกัดองคาพยพอื่นๆ ในสังคมยุคนั้น เช่น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่้ถ้าเงินไม่มาน้ำก็ไม่มี หรือตำรวจที่ถือเตารีดกับคันไถ พร้อมรีดเงินรีดทองจากประชาชนได้ด้วยสารพัดเหตุผล หรือประโยคที่ฟังแล้วก็สะท้อนความจริงอย่าง “คนจนอย่างผมเนี่ย ยอมตายดีกว่าจะยอมป่วยนะ” ฟังแล้วก็จี๊ดอยู่เหมือนกันครับ
แง่คิดสำคัญจากหนังก็คือ ความสามัคคี ความมีเมตตา และการช่วยเหลือกันนั้นคือคำตอบที่จะช่วยนำพาให้ผู้คนไม่ว่าจะชนชั้นไหนๆ ให้สามารถประคองก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความลำบากไปได้ แต่ก็มีข้อแม้เล็กๆ ว่าต้องช่วยเท่าที่เราไหว ช่วยอย่างมีสติ หรือถ้าจะเมตตาก็ต้องไตร่ตรองก่อนช่วยเสมอ เพราะยุคนี้มิจจี้มีเยอะครับ
ในหนังนั้นมักจะเน้นว่าคนรวยมักจะโกง แต่ในฐานะที่อยู่ในโลกความจริงมานานพอสมควร ก็อยากจะอัพเดตแง่คิดอันนี้เพิ่มเติมครับว่า คนรวยแล้วโกงก็มี คนจนแล้วคดก็มี คนฐานะปานกลางแล้วจ้องจะเอาเปรียบก็มี หรือบางคนก็เข้าข่าย “ซื่อบางชั่วโมง โกงบางนาที” ดังนั้นในยุคนี้สมัยนี้ เราก็ต้องมีสติและระวังไว้เสมอ
ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้ก็มีส่วนในการบันดาลใจให้โจวซิงฉือนำไปสร้างเป็นชุมชนตรอกเล้าหมูใน คนเล็กหมัดเทวดา (Kung Fu Hustle) ซึ่งพอดูจากฉากบวกด้วยหลายๆ สถานการณ์ในหนัง (เช่นเรื่องการต่อแถวขอใช้น้ำ) ก็ทำให้เห็นภาพอยู่เหมือนกัน
แม้หนังอาจไม่แนวของผม (โดยเฉพาะการแผดเสียงแว้ดใส่กัน) แต่ต้องยอมรับครับว่าหนังดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ดาราก็มากันเยอะ เรื่องราวก็เล่าได้ดี และแง่คิดสะท้อนสังคมก็ถือว่ามีคุณค่าอยู่ไม่น้อย และในฐานะที่ผมดูหนัง Shaw Brothers สไตล์รวมดาราแบบนี้มาหลายเรื่อง ผมว่าเรื่องนี้โอเคสุดในขบวนหนังแนวนี้ครับ (เท่าที่ผมดูมานะครับ)
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)













