อีกหนึ่งหนังที่ตอนนี้คงใช้คำว่าคลาสสิคได้แล้วน่ะนะครับ กับการเอาตำนานแดร็กคูล่ามาบอกเล่าอีกครั้ง โดยฝีมือการกำกับของ Francis Ford Coppola แห่งไตรภาค The Godfather
ส่วนตัวผมมองว่าฉบับนี้มีความยิ่งใหญ่ (Epic) เอาเรื่อง และจากผลลัพธ์ที่ออกมานี่ก็ถือว่าทำได้ดี ดูมีความใส่ใจในรายละเอียด ถือว่าน่าจดจำ แต่กระนั้นถ้าถามว่าผมต้องมนต์กับ Dracula เวอร์ชั่นไหนมากที่สุด ก็ยังคงเป็นฉบับปี 1931 ที่แสดงโดย Bela Lugosi ฉบับนั้นผมว่าบรรยากาศมันถึง อารมณ์มันได้ และงานฉากสไตล์เก่าๆ รวมถึงมุมกล้องสมัยนั้น มันทำให้หนังดูอมตะและตรึงใจ – นี่คือสำหรับผมนะครับ
แต่ฉบับนี้ก็ต้องยอมรับล่ะครับ ว่าดาราเลือกมาดี งานสร้างยิ่งใหญ่ ดนตรีดี อารมณ์ได้ เพียงแต่การร้อยเรียงเรื่องราวอาจยังไม่คล่องคอเต็มที่ แต่ก็ต้องถือว่าหนังฉบับนี้มีความดีงามและน่าจดจำ
ทราบไหมครับว่าโครงการหนังเรื่องนี้ คงจะไม่เกิดขึ้นหากไม่ใช่เพราะ Winona Ryder เอาบทที่ดัดแปลงโดย James V. Hart เอามาให้ Coppola ได้อ่าน
อันนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 1977 ครับ ตอนนั้น Hart ดัดแปลงบทจากนิยายเสร็จออกมาเรียบร้อย และเขาตั้งใจจะเอาบทนี้ไปให้ David Lean ผู้กำกับหนังอมตะอย่าง The Bridge on the River Kwai, Lawrence of Arabia และ Doctor Zhivago ได้รับเอาไปทำ แต่พอดีตอนนั้น Lean กำลังตั้งใจจะสร้าง Nostromo อยู่ครับ แล้วก็กลายเป็นว่า Lean เสียชีวิตไปก่อนที่โครงการ Nostromo จะเป็นรูปเป็นร่าง เลยทำให้บท Dracula นี้ก็ต้องถูกเก็บไว้บนหิ้งต่อไป

แล้วประมาณปลายยุค 80 บทนี้ก็เข้าตาผู้สร้างท่านหนึ่งที่คิดจะเอาบทนี้มาทำเป็นหนังทีวี โดยวางตัวให้ Michael Apted (Coal Miner’s Daughter, Gorky Park, Gorillas in the Mist: The Story of Dian Fossey) มานั่งแป้นกำกับ แต่ทีนี้บทดังกล่าวก็ไปเข้าตา Ryder พอดี ซึ่งเธออ่านแล้วก็ชอบเลยครับ เพราะบทเวอร์ชั่นนี้เน้นไปที่เรื่องราวความรักอมตะระหว่างแดร็กคูล่ากับคนรักของเขาที่แม้ความตายก็มิอาจพราก
แล้วก็พอดีครับที่ช่วงนั้นเธอจะต้องไปเจอกับ Coppola เพื่อคุยกันเกี่ยวกับ On the Road หนังที่จะดัดแปลงจากวรรณกรรมของ Jack Kerouac แต่ในระหว่างการสนทนาเธอก็ได้เอาบท Dracula ไปด้วย พร้อมทั้งส่งให้ Coppola ลองอ่าน ซึ่งว่ากันว่าตอนแรก Coppola ก็รับมาตามมารยาท ยังไม่ได้สนใจอะไร แต่พอเขาเห็นคำว่า Dracula อยู่บนปกเท่านั้นล่ะครับ Ryder เห็นเลยว่า Coppola ตาเป็นประกายขนาดไหน ซึ่งเธอก็เล่าให้เขาฟังครับ ว่าเธอชอบบทเวอร์ชั่นนี้เพราะอะไร แล้วในที่สุด Coppola ก็สนใจจะทำเรื่อง Dracula เลยต้องมีการไปเจรจากับ Apted เพื่อขอให้ Coppola ได้กำกับเรื่องนี้ พร้อมทั้งมอบตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างหนังให้ Apted เป็นการตอบแทน
ว่ากันว่าพอ Coppola สนใจจะทำ Dracula ทาง Universal ก็เกิดสนใจที่จะทำ Dracula ขึ้นมาเหมือนกัน โดยทางนั้นให้ Kevin Jarre (Rambo: First Blood Part II และ Glory) มาช่วยดัดแปลงบท และวางตัวจะให้ Sam Raimi (The Evil Dead) มานั่งเก้าอี้กำกับ แต่จนแล้วจนรอด Universal ก็ล้มเลิกโครงการไปแบบเงียบๆ
แล้วพอหนังเริ่มเดินเครื่อง การคัดตัวนักแสดงก็เริ่มต้นครับ โดยคนแรกเลยที่ Coppola อยากได้มาเป็น โจนาธาน ฮาร์เกอร์ ก็คือ Johnny Depp แต่ทางสตูดิโอก็บอกมาว่าขอคนที่อยู่ในกระแสมากกว่านี้จะได้ไหม บทเลยตกเป็นของ Keanu Reeves
ส่วนบทมีนา ก่อนที่จะมาลงที่ Ryder นั้น เคยมีการทาบทาม Drew Barrymore เช่นเดียวกับบทลูซี่ที่ก็มีการทาบทาม Juliette Lewis เป็นตัวเลือกแรก แต่ในที่สุดบทมีนาก็ตกเป็นของ Ryder ส่วนบทลูซี่ก็ตกเป็นของ Sadie Frost

นอกจากนี้ยังเคยมีการเรียกตัวให้ Steve Buscemi มารับบทเรนฟิลด์ แต่งานนี้ Buscemi บอกปัดเองครับ บทเลยตกเป็นของ Tom Waits
ในขณะที่บทศาสตราจารย์อับราฮัม แวน เฮลซิ่งนั้น ตอนแรก Liam Neeson เสนอตัวเลยว่าเขาอยากเล่นบทนี้มาก แต่พอมีชื่อของ Anthony Hopkins แทรกเข้ามา พร้อมกับตอนนั้น Hopkins เพิ่งฮ็อตสุดขีดจาก The Silence of the Lambs ในที่สุด Neeson เลยเป็นฝ่ายถอยออกมาเองครับ
แล้วก็แน่นอนว่าบทที่สำคัญที่สุดอย่างแดร็กคูล่า ก็ย่อมมีรายชื่อดาราที่ได้รับการทาบทามแบบยาวเหยียด อันได้แก่ Daniel Day-Lewis, Alec Baldwin, Jason Patric, Aidan Quinn, Christian Slater, Nicolas Cage, Michael Nouri, Dermot Mulroney, Gabriel Byrne, Costas Mandylor, Nick Cassavetes, Adrian Pasdar, Hugh Grant, Rupert Everett, Ray Liotta, Sting, Kyle MacLachlan, Alan Rickman, Colin Firth, Hart Bochner, Andy Garcia, Armand Assante, Antonio Banderas, Viggo Mortensen หรือแม้แต่ Keanu Reeves ก็เคยมีชื่ออยู่ในลิสต์
แต่สุดท้ายคนที่ Coppola เล็งเห็นว่าเหมาะเหนือใคร ก็คือดาราพันหน้า Gary Oldman ซึ่งออกตัวเลยว่า เขานั้นเคยฝันไว้ว่าจะได้แสดงบทนั้นบทนี้ แต่น่าแปลกที่เขาไม่เคยนึกว่าตัวเองจะแสดงบทแดร็กคูล่าเลย และที่อาจจะเแปลกสักหน่อยคือ Oldman บอกว่าเหตุผลจริงๆ เลยที่ทำให้เขายินดีแสดงบทนี้ก็เพราะ เขาอยากพูดไดอะล็อคที่ว่า “I’ve crossed oceans of time to find you” ประมาณว่าได้พูดแค่ประโยคนี้ก็คุ้มแล้วที่ได้มาเล่น
และเมื่อหนังมาถึงกระบวนการสร้าง สิ่งแรกที่ Coppola ระบุชัดกับทีมงานก็คือ เขาไม่ต้องการให้หนังของเขามีเทคนิคพิเศษที่เนรมิตโดยคอมพิวเตอร์ แต่เขาอยากได้เทคนิคพิเศษแบบทำมือ หรือถ้าเป็นงานภาพก็จะต้องเป็นการถ่ายทำขึ้นจากกล้องเท่านั้น

ส่วนเรื่องเครื่องแต่งกาย Coppola ได้ทาบทามให้ Eiko Ishioka คอสตูมดีไซเนอร์จากญี่ปุ่นให้มารับหน้าที่ ซึ่งตอนแรกเธอถูกว่าจ้างให้มารับตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ แต่พอ Coppola เห็นภาพร่างเครื่องแต่งกายที่เธอวาดไว้ เขาก็รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้เหมาะกับตำแหน่งออกแบบเครื่องแต่งกายมากกว่า อันทำให้เราได้เห็นชุดของแดร็กคูล่าที่ให้อารมณ์เหมือนละครคาบูกิ รวมถึงทรงผมที่คล้ายสไตล์ของเกอิชา ซึ่ง Coppola มองว่าอะไรเหล่านี้ทำให้หนังมีอารมณ์คล้ายละครโอเปร่า และนั่นจะเป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับหนังได้อย่างดีเยี่ยม
และ Ishioka ก็ได้ออสการ์สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมไปจากหนังเรื่องนี้ครับ
อีกหนึ่งสิ่งที่ถือว่าทำให้หนังทรงพลังเป็นอย่างยิ่งก็คือดนตรีครับ จากฝีมือของ Wojciech Kilar คอมโพเซอร์ชาวโปแลนด์ที่สร้างสรรค์ผลงานไว้นับร้อยเรื่อง ส่วนใหญ่ก็จะเป้นหนังโปแลนด์น่ะนะครับ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าท่วงทำนองที่หลอนซึมลึกตั้งแต่ช่วงเปิดเรื่องมีส่วนทำให้หนัง Dracula ฉบับนี้มีเอกลักษณ์อันน่าจดจำ และถ้าจำไม่ผิดนี่รู้สึกว่าละครบ้านเราจะเอามาใช้อยู่บ่อยเหมือนกัน
สำหรับงานถ่ายภาพนั้น ตากล้อง Michael Ballhaus เคยบอกไว้ว่า แรงบันดาลใจสำคัญของ Coppola ในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ก็คืองานภาพแบบหนังเรื่อง Nosferatu จึงทำให้เราจะเห็นได้ว่างานภาพ รวมไปถึงแสงเงาส่วนใหญ่ จะมีความคล้ายคลึงกับสไตล์ในหนังเรื่องนั้น
นอกจากนี้เพื่อเป็นการคารวะหนัง Dracula ฉบับเก่าๆ Coppola ก็ได้สอดแทรกสิ่งอ้างอิงถึงหนัง Dracula ฉบับต่างๆ เอาไว้
- ไม่ว่าจะงานภาพสไตล์ Nosferatu (1922) หรือฉากที่แดร็กคูล่าขึ้นมาจากโลงเป็นครั้งแรก นั่นก็ใช่ครับ
- ตอนที่แดร็กคูล่าพูดไดอะล็อกอย่าง “I never drink…wine” นั่นก็เป็นการคารวะ Dracula ฉบับปี 1931 (นำแสดงโดย Bela Lugosi)
- พล็อตส่วนที่บ่งบอกถึงแรงจูงใจของแดร็กคูล่า ที่ย้ายมาอังกฤษเพื่อตามหาคนรักที่กลับชาติมาเกิดใหม่ นี่ก็ถูกใช้เป็นครั้งแรกใน Dracula ฉบับปี 1973 (กำกับโดย Dan Custis และ Jack Palance รับบทท่านแดร็ก) – เหล่านี้เป็นต้น

====== สปอยล์ครับ ======
และในฉากจบของหนัง George Lucas เป็นคนแนะนำ Coppola เองว่า หนังควรจบด้วยการที่มีนาตัดหัวแดร็กคูล่า เพื่อปลดปล่อยเขาไปสู่สวรรค์ ซึ่ง Coppola ก็เห็นด้วยครับ และตัดสินใจถ่ายทำฉากนี้ใส่เพิ่มลงไป เพียง 3 สัปดาห์ก่อนหนังออกฉาย และว่ากันว่าตัวหนังมีการตัดต่อใหม่ถึง 38 ครั้งกว่าจะได้ออกมาเป็นฉบับที่เราได้ชมกัน
====== หมดสปอยล์ครับ ======
หนังลงทุน $40 ล้าน แต่สามารถทำเงินกลับมาได้ถึง $215 ล้านจากทั่วโลก ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ประสบความสำเร็จของ Coppola และอานิสงส์สำคัญก็คือ กำไรจากหนังเรื่องนี้มีส่วนช่วยให้บริษัทสร้างหนังของ Coppola สามารถพ้นจากภาวะล้มละลายไปได้ (ในตอนนั้น)
และบนเวทีออสการ์ หนังสามารถคว้ามาได้ 3 รางวัลครับ นอกจากออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมแล้ว ยังได้จากสาขาเมคอัพยอดเยี่ยม และสาขาตัดต่อเสียงเอฟเฟกต์ยอดเยี่ยมครับ
โดยรวมแล้วนี่ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าจดจำของ Coppola และเป็น Dracula เวอร์ชั่นที่มีความคลาสสิค มีความยิ่งใหญ่ในแง่ของงานสร้าง หรือฉากสยองขวัญก็ทำออกมาได้อย่างมีศิลป์ และที่ลืมไม่ได้คือหนังสามารถสะท้อนความรักอมตะที่แดร็กคูล่ามีต่อสาวคนรักได้อย่างชัดเจน เอาง่ายๆ ครับ จะมีหนัง Dracula สักกี่เวอร์ชั่นกันที่เราได้เห็นท่านแดร็กมานั่งน้ำตาไหลพรากในฉากรำลึกความหลังมากกว่าจะแสยะเขี้ยวไล่ดื่มเลือดเหยื่อ อันนี้ยอมรับจากใจเลยว่าผมสงสารท่านแดร็กในหลายโมเมนต์
แล้วก็ทำให้เข้าใจน่ะนะครับว่าทำไมท่านแดร็กถึงต้องกลายมาเป็นผีดูดเลือด มันเนื่องมาจากความรักที่เขามี และความไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าถึงไม่ปกป้องคนรักของเขา ทั้งที่เขาออกหน้ากรำศึกเสี่ยงชีวิตเพื่อรับใช้ศาสนา สำหรับผมแล้วท่านแดร็กในฉบับนี้ไม่ใช่ผีร้ายหรือปีศาจที่น่ากลัว แต่เขาเป็นเพียงคนที่สูญสิ้นศรัทธาและโดนเชือดผ่าตรงกลางดวงใจ
การที่เขาได้มีชีวิตอยู่ต่อมาอีกหลายศตวรรษก็หาใช้ความโชคดี หรือหาใช่พรอันประเสริฐ แต่มันคือคำสาปที่อาบด้วยความเจ็บปวดและคราบน้ำตา ทุกนาทีที่เขาได้อยู่ต่อคือความเจ็บช้ำ คือความกล้ำกลืน คือความทรมาน จนเข้าใจได้ที่เขาจะระบายความทรมานนั้นไปสู่ชีวิตของผู้อื่น – ไม่ได้บอกว่าเขาทำถูก เพียงแค่อยากบอกว่าหนังฉบับนี้ทำให้เราเข้าใจในห้วงอารมณ์เหล่านั้น
ควรดูครับ ถือเป็น Dracula ที่ควรลิ้มลองสักครั้งครา
สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Fantasy, Horror, Movie Reviews, Romance, Supernatural Horror, Vampire Movies












