หลายวันที่ผ่านมาผมเจองานหนักพอสมควรครับ หนักมากพอที่จะทำให้สมองล้าไปเลย และพอมีโอกาสได้พัก ผมก็เลือกที่จะดูหนังเรื่องนี้ หนังเบาสมองที่ทำให้ผมสนุกสนานเมื่อตอนวัยรุ่น แม้การมาดูรอบล่าสุดนี้ ผมอาจไม่ได้สนุกกับมันเท่าตอนดูรอบแรก แต่ผมก็พูดได้เต็มปาก ว่ามันทำให้ผมมีความสุขทีเดียว
พอมาดูตอนโตก็รู้สึกได้ครับว่าหนังมันก็อาจจะไม่ได้ดีเยี่ยมอะไรมาก พล็อตก็ผูกง่ายๆ เนื้อเรื่องก็เบาๆ แต่ผมว่ามันเป็นหนังที่เหมาะมากสำหรับการดูยามที่เราไม่อยากคิดอะไรมาก ยามที่่เราอยากผ่อนคลาย อยากยิ้ม อยากปล่อยจอย
เรื่องนี้รีเมคมาจากหนังปี 1963 ที่มีชื่อเดียวกันนี้ ฉบับนั้นกำกับและนำแสดงโดย Jerry Lewis ส่วนฉบับนี้ก็ดัดแปลงนั่นนี่นิดหน่อย โดยให้ตัวเอกเป็นศาสตราจารย์สุดอ้วนนามเชอร์แมน คลัมพ์ (Eddie Murphy) ที่เกิดตกหลุมรักสาวสวยนามคลาร่า (Jada Pinkett Smith) แต่เพราะเขารู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง เขาเลยตัดสินใจดื่มยาสูตรพิเศษที่ทำให้เขาผอมลงในพริบตา
ร่างตอนผอมของเขาก็ใช้ชื่อว่า บั๊ดดี้ เลิฟครับ เป็นหนุ่มหล่อรูปร่างดี แล้วก็หลงตัวเองแบบสุดๆ จากนั้นเรื่องก็วุ่นหนักเมื่อบั๊ดดี้อยากจะคงร่างนี้ไว้ไปตลอด ก็เลยวางแผนที่จะทำให้เชอร์แมนหายไปตลอดกาล
หนังสนุกดีครับ คือถ้ามองในเรื่องของบทมันก็อาจยังไม่สมบูรณ์แบบอะไรหรอก แต่หนังมันเพลิน พลังสำคัญเลยต้องยกให้ Murphy ที่แสดงเป็นเชอร์แมนได้อย่างน่าเห็นใจ ฉากที่เชอร์แมนโดนบูลลี่ที่คลับนั้น ผมเชื่อว่าหลายท่านคงรู้สึกสงสารเขาได้ไม่ยาก ครั้นพอเป็นบั๊ดดี้ พี่ท่านก็เฮฮาบ้าบอและทำตัวเป็นเสือผู้หญิงได้อย่างน่าเชื่อ – และที่สำคัญคือ พี่แกแสดงได้ฮามากจริงๆ
แต่ประเด็นสำคัญคือ เรื่องนี้ Murphy ไม่ได้รับบทแค่ 2 ตัวละครนี้ครับ แต่เขายังเป็นพ่อ, แม่, พี่ และยายของเชอร์แมน แล้วไหนจะบทแลนซ์ เพอร์กินส์ ครูสอนออกกำลังทางทีวีอีก ทั้งหมดนี้คือ Murphy คนเดียวเลย โดยคนที่ช่วยเมคอัพเขาจนเป็นตัวละครทั้งหลายนั้นได้ก็คือ Rick Baker และ David LeRoy Anderson ที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้หนังได้ออสการ์ไปในสาขาเมคอัพ – ว่ากันว่า Murphy ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงในแต่ละวันในการเมคอัพครับ เรียกว่างานนี้พี่เขาทุ่มเทมากจริงๆ

ว่ากันว่าตอนแรกทางสตูดิโอไม่เห็นด้วยที่จะให้ Murphy เล่นเป็นตัวละครเหล่านี้ เลยเสนอว่าจะจ้างดาราที่ค่าตัวไม่แพงมาแสดงเป็นคนในครอบครัวคลัมพ์ แบบนั้นจะประหยัดทั้งเวลาและต้นทุน แต่ Murphy ก็ไม่ยอมครับ แล้วเขากับ Baker ก็ร่วมกันแปลงโฉม Murphy ให้เป็นคุณแม่และคุณย่า พร้อมทั้งทำการถ่ายฉากทดลองมาให้สตูดิโอดู จนในที่สุดสตูดิโอก็ยอม – แต่ก็ยังไม่ค่อยเต็มใจนัก
และพอหนังถ่ายทำเสร็จ ทางสตูดิโอก็ทำท่าว่าจะตัดฉากครอบครัวคลัมพ์ออกทั้งหมด เพราะมองว่ามันไม่เกี่ยวกับพล้อตเรื่องหลักสักเท่าไหร่ แต่ Murphy ก็พยายามสู้จนในที่สุดก็สามารถรักษาฉากเหล่านี้เอาไว้ได้ และพอหนังออกฉาย ฉากที่ว่ากลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง จนพอมีการทำภาคต่อ ตัวละครครอบครัวคลัมพ์เลยได้มีบทบาทเพิ่มแบบเพียบๆ
เมื่อนึกย้อนไปก็พอเข้าใจได้ล่ะครับ ว่าทำไม Murphy ถึงได้ทุ่มเทและตั้งใจในการทำหนังเรื่องนี้ขนาดนี้ นั่นก็เพราะงานหนังของเขาในต้นยุค 90 มันไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่ายุค 80 (อย่าง Beverly Hills Cop ภาคแรกที่ทำเงินระดับ $200 ล้าน) เขาเลยหมายมั่นปั้นมือกับงานชิ้นนี้อย่างยิ่ง แล้วหนังเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังครับ เพราะมันทำเงินทั่วโลกถึง $273 ล้าน (จากทุนสร้าง $54 ล้าน) ถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของ Murphy ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
แล้วตัวหนังมันก็สนุกด้วยแหละครับ อันนี้นอกจากการแสดงเยี่ยมๆ ในหลายบทบาทของ Murphy แล้ว ก็ต้องยอมรับว่าผู้กำกับ Tom Shadyac (Ace Ventura: Pet Detective) คุมหนังได้เหมาะ เล่าเรื่องได้แบบกำลังดี ผมชอบการลำดับเรื่องราวในตอนต้นนะครับ ที่หนังค่อยๆ แนะนำให้เรารู้จักเชอร์แมน ที่แม้ร่างกายเขาจะอ้วน แต่เขาก็เป็นคนน่ารัก มีจิตใจที่ดี ภาพตอนที่เขาเต้นแบบสบายๆ ในห้องตัวเอง หรือตอนทำท่าดีใจเมื่อชวนคลาร่าไปดินเนอร์ได้ มันทำให้เรารู้น่ะครับ ว่าเชอร์แมนคือพระเอกของเราจริงๆ มันไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นพระเอกตามบท แต่เพราะเขาเป็นคนดีและควรค่าแก่การเอาใจช่วย
บางทีพอนึกย้อนไป พระเอกในหนังยุค 90 อาจดูเป็นพระเอกแบบพิมพ์นิยมนะครับ ดูดี ดูใสสะอาด ไร้พิษภัย ไม่มีด้านเสียให้เราตำหนิมากนัก – จนบางคนอาจมองว่ามันดูดีเกิน และดูขาดมิติ – แต่ตัวเอกแบบนี้ไม่ใช่เหรอที่เราไว้วางใจ ที่เราพร้อมจะฝากผีฝากไข้ และพร้อมจะเป็นกำลังใจให้พวกเขา
ครับ เชอร์แมนน่ารัก ส่วนบั๊ดดี้ก็ดูเป็นตัวร้ายที่ร้ายในระดับพอเหมาะ คือร้ายแบบการ์ตูน ส่วนครอบครัวคลัมพ์ก็ฮาครับ แต่ละคนมีคาแรคเตอร์ชัดเจน ดูแค่ไม่ถึงนาทีก็จะจำได้เลยว่าใครเป็นยังไง อันนี้ยอมรับว่าคิดมาดีจริงๆ

อีกอย่างที่เตะหูพอประมาณคืองานดนตรีของ David Newman ที่บางคนอาจรู้สึกว่ามันโฉ่งฉ่างหรือบิ้วอารมณ์มากไป แต่ไม่รู้สิครับ ผมว่ามันคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังยุค 90 นะ ประเภทว่าฟังในหนังแล้วดังติดหู พอได้ยินซ้ำอีกก็จะรู้เลยว่าดนตรีนี้มาจากหนังเรื่องไหน
ทีนี้ถึงเวลาเล่าเกร็ดหนังกันหน่อยล่ะนะครับ อย่างแรกเลยคือ ตอนแรกนั้นคนที่จะมาเล่นเชอร์แมนคือ Rick Moranis ครับ แต่เขาก็ตัดสินใจบอกปัดเพราะอยากใช้เวลากับลูกๆ ให้มากขึ้น แล้วก็มีชื่อของ John Goodman, Tim Allen, Ernie Sabella, Dave Foley และ John Heard เข้ามาในลิสต์ แต่สุดท้ายคนที่ได้บทนี้ไปก็คือ Murphy
ส่วนบทคณบดีริชมอนด์ ก็มีการทาบทามให้ Tommy Lee Jones, Bob Hoskins, Joe Pesci, Dustin Hoffman, Robert De Niro, Danny Glover มาแสดง แต่ในที่สุด Larry Miller ก็ได้บทนี้ไป
ส่วนบทคาร์ล่านั้น ก็มีการทาบทาม Whitney Houston, Halle Berry, Paula Abdul และ Mariah Carey เช่นเดียวกับบทเจสัน (ผู้ช่วยของเชอร์แมน) ก็มีชื่อของ Jon Lovitz, Ben Stiller, Adam Sandler และ Adrien Brody มาอยู่ในลิสต์ แต่สุดท้ายคนที่แสดงก็คือ Jada Pinkett Smith และ John Ales ตามลำดับ
นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า Jerry Lewis ดารานำในฉบับดั้งเดิมได้รับการทาบทามให้มาแสดงรับเชิญด้วย แต่สุดท้ายเขาก็โบกมือลา ว่ากันว่าเพราะเขาไม่พอใจที่ในหนังมีมุกตลกเกี่ยวกับ “ผายลม” มากจนเกินไป
อีกอย่าง ฉากที่บั๊ดดี้ปะทะกับเร็จจี้ (Dave Chappelle) ในคลับนั้น ที่เห็นพวกเขาเถียงกันตีกันน่ะ เป็นการด้นสดหมดเลยครับ

แล้วเราก็มาถึงสาระดีๆ ที่ได้จากหนังนะครับ อย่างแรกเลยก็คือ ยุคนี้สมัยนี้แล้ว การไปบูลลี่ใครไม่ใช่เรื่องสนุกแล้วล่ะครับ คือมันอาจสนุกสำหรับคนล้อนะ แต่คนโดนเขาไม่สนุกด้วย และถ้าคนที่โดนล้อเกิดเก็บมันไปเจ็บแค้น เดี๋ยวเรื่องจะบานปลายซะเปล่าๆ – ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราเอามาเล่นมุกได้ โดยไม่เดือดร้อนชีวิตใครครับ
เรื่องต่อมาก็คือ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ – อันนี้ไม่ได้จะบูลลี่คนอ้วนนะครับ ต้องแยกแยะให้ดีก่อน แต่ผมหมายถึงเรื่องสุขภาพจริงๆ การที่เราอ้วนเกินไป น้ำหนักมากเกินไป มันส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงครับ และอาจเพราะผมอายุเลยเลข 4 แล้ว ประเด็นนี้จึงอยู่ในหัวผมเสมอ เพราะสุขภาพไม่ใช่เรื่องล้อเล่นครับ ดังนั้นจะกินจะดื่มอะไรก็แล้วแต่ ยังไงก็ขอให้คำนึงถึงสุขภาพ หาเวลาออกกำลังกายกันบ้าง
อย่างผมนี่ก็ไขมันสูง และเป็นโรคความดันแล้ว ทุกวันต้องออกกำลังเพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่รักไปนานๆ – เรื่องนี้ใครใส่ใจเร็วก็ยิ่งได้เปรียบครับ แต่ผมก็เข้าใจแหละ ตอนผมอายุ 20 ผมก็ไม่สนใจมันหรอก รอจนเป็นโรคแล้วถึงค่อยมาสนใจ ทำให้พอมีโอกาสก็เลยอยากฝากไว้ให้คิดครับ
และผมชอบที่เชอร์แมนพูดตอนท้ายนะ “ชีวิตไม่ได้มีความสุขเพราะน้ำหนักลด แต่เพราะเราเรียนรู้ที่จะพอใจตัวเอง” นั่นคือคีย์เวิร์ดอย่างหนึ่งของชีวิตครับ คือการที่เราอยากทำอะไร อยากได้อะไร หรือมีสิ่งที่ฝัน มีเป้าหมายชีวิต มันไม่ผิดหรอกครับ เรามีสิ่งเหล่านี้กันได้ เพียงแต่เราก็ต้องแยกแยะ อย่าให้ความอยากเหล่านั้นหรือเป้าหมายเหล่านั้นมาลดทอนคุณค่าของปัจจุบันขณะ
เอาจริงๆ สิ่งที่เราทุกคนมีก็คือปัจจุบันนั่นแหละครับ เพราะอดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง – เราจะมี “พรุ่งนี้” แน่หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย – ดังนั้นหากเราพอใจกับปัจจุบัน พอใจในสิ่งที่เราเป็น เราจะสามารถสุขได้ทันที เดี๋ยวนี้ตอนนี้เลย
กล่าวโดยสรุปคือ เรามีอะไรต้องทำก็ทำไปครับ ไม่ว่าจะเรียน ทำงาน หาเงิน สร้างอนาคต ไปให้ถึงฝัน ฯลฯ เราตั้งเป้าและเดินต่อไปได้ แต่อย่ามัวหมกมุ่นกับมันจนทำให้ปัจจุบันไร้ซึ่งความสุข และอย่าลืมขอบคุณสิ่งที่เรามีในตอนนี้ แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่เราอยากจะได้ แต่อย่างน้อยการที่เรายังมีมัน – เช่น ยังมีข้าวกิน มีที่ให้คุ้มหัว – ก็อาจดีกว่าไม่มีอะไรเลย
The Nutty Professor อาจไม่ใช่หนังตลกยอดเยี่ยมระดับรางวัล แต่มันตอบโจทย์ง่ายๆ ที่หลายคนอยากได้ครับ นั่นคือตอบโจทย์ความบันเทิง ดูสนุก เป็นเหมือนที่พักใจอันเหนื่อยล้าจากการเผชิญความจริงในโลก
อย่างผมนี่ ใจจริงอยากดูหนังระดับตำนานเพื่อเอามาเขียนนะ แต่มันเหนื่อยจริงๆ ครับ สมองมันล้าเอามากๆ ผมเลยหยิบเรื่องนี้มาดู แล้วผมก็ได้ความสนุก ได้ผ่อนคลาย แถมยังได้แง่คิดที่จริงๆ มันก็ไม่ได้ใหม่อะไรหรอก ผมรู้มานานแล้วล่ะ เพียงแต่บางครั้งก็ลืมมันไป – ลืมว่าการพอใจในสิ่งที่มี คือเคล็ดลับความสุขประการหนึ่ง
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
Categories: Movie Reviews, Comedy, Feel-Good Movies, Romance, Sci-Fi












