เมื่อชอลิ้วเฮียง (ตี้หลุง, Ti Lung) ผิดพลาดในการลอบสังหารท่านอ๋องแปด (จิงเหมี่ยว, Ching Miao) เขาจึงหลบหนีไปยังหมู่ตึกภูตพราย ดินแดนลึกลับที่ปกครองโดยเจ้าตึกเล่าเอ็ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความผิดติดตัว และแน่นอนว่าดินแดนแห่งนี้มีความลับมากมายซ่อนเร้นให้ชอลิ้วเฮียงไขปริศนา
สมทบด้วย ถังอุ่ยห้าว (Teng Wei Hao) ในบทราชครูเล้งบู๊, หลอลี่ (Lo Lieh) เป็นฮึงอ๊วงสี่กวง จอมบ้าสุราและการพนัน, กู้กวนจง (Ku Kuan Chung) เป็นบุรุษชุดดำหลิวเชี้ยงโกย, หยางฉีอิง (Yang Chih Ching) เป็นต๊กโกวมุ่ย เจ้าของฉายาไม่นับญาติโยม, หยางสง (Yang Hsiung) เป็นพ่อบ้านของหมู่ตึกภูตพราย, ฉู่เซียงหยุน (Choh Seung Wan) เป็นสตรีที่มีฉายาว่าท่านขุนพล, ไต้เหลียงฉุน (Tai Liang Chun) เจงเล้ง สาวน้อยแห่งหมู่ตึกภูตพราย
ยังมี กุ๊ฟง (Ku Feng), หลิวเชาจิน (Lau Siu Kwan) และ หยวนเต๋อ (Yuen Tak) มาแสดงร่วมด้วยครับ ส่วนผู้กำกับก็คือ ฉู่หยวน (Chor Yuen) เจ้าเก่านั่นเอง
นี่คือหนังชอลิ้วเฮียงครับ แต่พล็อตเรื่องน่ะยกมาจากเล็กเซียวหง ตอน หมู่ตึกภูตพราย แบบเต็มๆ ว่ากันว่าที่มันเป็นแบบนั้นก็เพราะช่วงนั้นเกิดกระแสชอลิ้วเฮียงฟีเวอร์ไปทั่วเอเชีย – โดยเฉพาะไต้หวันนี่เรตติ้งดีถึงระดับ 70% ถึงขั้นทำให้ตามถนนในไต้หวันไร้รถสัญจร เพราะคนส่วนใหญ่พากันจดจ่อรอดูชอลิ้วเฮียง – อีกทั้งชอลิ้วเฮียงฉบับหนังที่ตี้หลุงแสดงไว้ 2 ภาคแรกก็ได้รับความนิยมมากมาย เลยทำให้ผู้สร้างมีความคิดจะทำชอลิ้วเฮียงภาค 3 ตามออกมา
แต่ปัญหาคือเรื่องของพี่ชอไม่เหลือวัตถุดิบแล้วครับ เพราะ 2 ภาคแรกนั้นได้เอาพล็อตหลักของนิยาย 4 ตอนดังอย่าง กลิ่นหอมกลางธารเลือด, พายุทะเลทราย, ศึกวังน้ำทิพย์ และศึกวังค้างคาว เอาไปใช้จนหมดแล้ว ส่วนนิยายตอนที่เหลืออย่างยืมศพคืนวิญญาณ, ดวงชะตาดอกท้อ, ตำนานกระบี่หยก และกล้วยไม้เที่ยงคืน ฉู่หยวนที่กินตำแหน่งทั้งผู้กำกับและดัดแปลงบทก็มองว่าพล็อตมันยังไม่แน่นและไม่ใหญ่พอที่จะเอามาทำเป็นหนังได้

แล้วในที่สุดฉู่หยวนก็ผ่าทางตันโดยการเอาพล็อตจาก เล็กเซียวหง ตอน หมู่ตึกภูตพราย นี่แหละ เอามาดัดแปลงให้เป็นเรื่องของชอลิ้วเฮียงไปเลย เพราะเขามองว่าพล็อตมีความซับซ้อน มีความยิ่งใหญ่ และได้กลิ่นอายผจญภัยแบบที่สามารถปรับให้เข้ากับสไตล์ของชอลิ้วเฮียงได้ ก็เลยจัดแจงเอาพล็อตมายำซะเลย ซึ่งทางผู้สร้างก็เห็นด้วยครับ และมองว่าตอนนี้น้ำขึ้นให้รีบตัก รีบเข็นชอลิ้วเฮียงออกมาตอนที่กระแสกำลังฟีเวอร์น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ
และอีกหนึ่งเทคนิคที่ทางผู้สร้างตั้งใจก็คือชื่อภาษาอังกฤษของหนังครับ ที่ใช้ชื่อว่า Perils of the Sentimental Swordsman ซึ่งปกติคำว่า Sentimental Swordsman นั้นคือชื่ออังกฤษของหนังฤทธิ์มีดสั้น (ตี้หลุงแสดงเช่นกัน) ดังนั้นเพื่อการันตีความสำเร็จไปอีกขั้น ผู้สร้างจึงตั้งใจเอาชื่อ Sentimental Swordsman มาใช้กับหนังเรื่องนี้ เพื่อดึงกระแสอีกหนึ่งทาง (เพราะหนังชุดฤทธิ์มีดสั้นที่ตี้หลุงแสดงก็โคตรฮิตเอามากๆ เหมือนกัน)
ถ้าถามว่าทำไมทาง Shaw Brothers ถึงออกอาการนอยด์แบบนี้ นั่นก็เพราะทางค่ายเริ่มเข้าสู่ขาลงแล้วครับ เทรนด์หนังฮิตเริ่มเปลี่ยน คนดูเริ่มมาชอบหนังแอ็คชั่นมันส์ฮาตามสไตล์เฉินหลง, หงจินเป่า, หยวนเปียวมากกว่า เพราะแบบนี้มันเลยต้องใช้ทุกทาง อะไรช่วยได้ทางค่ายก็เอาหมดครับ เพื่อดึงคนดูมาตีตั๋วเข้าโรง
สำหรับตัวหนังนั้น ผมว่าก็ยังสนุกใช้ได้นะ อันนี้ก็ต้องชมฉู่หยวนที่ยังคุมหนังได้ดี พวกงานฉาก บรรยากาศ และการเล่นกับแสงสีถือว่าทำให้หนังมีความน่าสนใจ ส่วนฉากแอ็คชั่นก็ถือว่ามันส์พอได้ และพล็อตก็มีการหักมุมหลายซับหลายซ้อน โดยรวมถือว่าดูเพลิน ช่วงต้นอะไรๆ มันอาจยังไม่เข้าที่ รสชาติเลยอาจจะแปร่งๆ หน่อย แต่พอผ่านกลางเรื่องไปหนังก็เริ่มน่าสนใจมากขึ้น ส่วนช่วงท้ายก็บู๊กระหน่ำจัดเต็มกันไป โดยเฉพาะการบู๊ตอนไคลแม็กซ์ก็ถือว่าสะใจไม่เลว
ดาราก็เป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยให้หนังสนุกครับ อย่างตี้หลุงนี่นอนมาอยู่แล้วกับบทพี่ชอ และภาคนี้ถูกใจผมหน่อยตรงที่พี่ท่านได้วาดลีลาบู๊ด้วยพัดในระดับที่แอบสงสารพัดของพี่เขาเลยครับ 555 ตีกันจนพัดเยินไปหลายรอบ และอีกคนที่ผมว่าเป็นสีสันอย่างดีก็คือหลอลี่ เรื่องนี้พี่ท่านมาฮาแบบได้ใจมาก
อ้อ แล้วหนังยังยำเอาตัวละครจากนิยายเรื่องยอดมือปราบ (ของโกวเล้งนั่นแหละ) มาด้วย นั่นคือหลิวเชี้ยงโกย ที่ตอนแรกได้ยินชื่อผมก็เอะใจนะว่าใช่ไหม แต่พอพี่ท่านเริ่มร่ายว่า “หลิวหมายถึงต้นหลัว…” ทีนี้ล่ะชัวร์เลย ใช่พี่แน่นอน
อีกส่วนที่ผมชื่นชมก็คือความพยายามในการจะเชื่อมเรื่องเข้ากับตอนก่อนๆ มีการเอ่ยถึงวังน้ำทิพย์และวังค้างคาว ก็ต้องชมฉู่หยวนล่ะครับที่เขาใส่ใจในรายละเอียดในระดับที่น่าพอใจใช้ได้
ตอนแรกผมนึกว่าจะเฉยๆ นะ แต่กลายเป็นว่าหนังตอบโจทย์ความบันเทิงได้อยู่ เพียงแต่ดีกรีความกลมกล่อมมันจะยังสู้ 2 ภาคแรกไม่ได้เท่านั้นแหละ แต่อย่างน้อยผมก็ตั้งใจครับว่าถ้าคราวหน้าเอาหนังชุดพี่ชอ (ตี้หลุง) มาไล่ดูเมื่อไหร่ ก็ต้องจัดให้ครบ 3 ภาค
แต่ในแง่ความสำเร็จแล้ว ก็ถือว่าทำเงินในระดับทำกำไร แต่ไม่สามารถเทียบเคียงกับความสำเร็จของ 2 ภาคแรกได้
สองดาวใกล้ครึ่งครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Action, Adventure, Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Martial Arts, Movie Reviews, Mystery, Wuxia













