Comedy

Romance in Style (2022) โรแมนซ์ อิน สไตล์

Untitled05957

ดูหนังเรื่องนี้แล้วมีหลากความรู้สึกผสมกันอยุ่ โดยรวมแล้วผมค่อนข้างชอบในสิ่งที่หนังนำเสนอครับ แต่กระนั้นมันก็ยังมีอะไรติดๆ ขัดๆ ในใจอยู่พอสมควร ทำให้แม้จะชอบแต่ก็ยังชอบแบบไม่สุด

Romance in Style เล่าเรื่องของเอลล่า ริชาร์ดส์ (Jaicy Elliot) ผู้มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นดีไซเนอร์ที่ออกแบบชุดสวยๆ สำหรับผู้หญิงเจ้าเนื้อแบบเธอ และโชคชะตาก็นำพาเธอไปเจอกับเดเรค คอลบี้ (Benjamin Hollingsworth) ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้ามาสืบทอดตำแหน่งเจ้าของนิตยสารแฟชั่นชื่อ “เดอะลุค”

ในตอนแรกเอลล่าก็ไมค่อยชอบมาดของเดเรคเท่าไรครับ พี่แกออกแนวหนุ่มเนื้อหอมที่ดูจะไม่ใส่ใจใครๆ ในขณะที่เดเรคเองก็ค่อนข้างกริ่งเกรงความตรงไปตรงมา (บางครั้งก็ผ่าซาก) ของเอลล่า แต่เมื่อได้เจอกันบ่อยๆ เข้าพวกเขาเริ่มรู้สึกดีต่อกันครับ (เพราะต่างคนต่างก็มีมุมน่ารักในแบบของตัวเอง) ที่เหลือก็ตามไปดูกันต่อนะครับว่าหนังจะจบยังไง

หนังจับเอาเรื่องของ “ผู้หญิงร่างท้วม” มาเป็นประเด็นหลักครับ ประมาณว่าสาวเจ้าเนื้อถูกมองเป็นเสมือนดั่งพลเมืองชั้นสอง โดยเฉพาะในโลกแฟชั่นที่ผลิตชุดมากมายออกมาให้คนไซส์ผอมๆ ในขณะที่สาวร่างท้วมเองไม่ใคร่จะได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร ทั้งที่สาวๆ กลุ่มนี้ก็อยากดูดีและอยากได้เครื่องแต่งกายที่เข้ากับตนเองเหมือนกัน ซึ่งหนังก็บอกเล่าการต่อสู้ของเอลล่าที่พยายามจะผลักดันให้สื่ออย่างเดอะลุคหันมาสนใจสาวๆ กลุ่มนี้บ้าง

หนังถือว่าผสมผสานระหว่างการนำเสนอประเด็นนี้ ร่วมไปกับการก่อร่างสร้างสายใยรักระหว่างเอลล่าและเดเรค ซึ่งถ้าว่ากันถึงจุดนี้ผมว่าหนังทำได้ดีนะ เคมีของพวกเขาดูเข้ากันได้ดี Elliot ก็มีความน่ารักและมั่้นใจในแบบของตัวเอง ผมชอบเวลาที่เธอพูดเกี่ยวกับเรื่องแฟชั่นต่างๆ น่ะครับ แววตาเธอมันบ่งบอกว่าเธอหลงใหลใฝ่ฝันและรักเรื่องเหล่านี้มากแค่ไหน และมันทำให้เธอดูมีพลังจนไม่แปลกใจเลยหากพระเอกจะตกหลุมรักเธอ

ส่วน Hollingsworth ก็ทำให้เราเชื่อน่ะครับว่านายคนนี้แม้จะหน้าตาดีหล่อเลือกได้แค่ไหนก็เถอะ แต่เขาก็อยากพบเจอกับผู้หญิงที่จริงใจกับเขา ผู้หญิงที่ทำให้เขาตระหนักว่าตนเองยังมีเรื่องไม่รู้อีกเยอะ และตระหนักว่าตนเองสามารถเรียนรู้ที่จะเติบโต-เปิดตา-เปิดใจได้อีกเยอะ แววตาที่เขามองเอลล่าในหลายวาระมันคือความชื่นชม มันคือความรู้สึกขอบคุณที่เอลล่าทำให้เขาค้นพบหลายสิ่งที่มีค่าต่อความคิดความอ่านของเขาเอง

ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือคู่นี้อยู่ด้วยกันแล้วเจริญ เพราะต่างฝ่ายต่างก็เติมเต็มบางอย่างให้แก่กัน และช่วยยกระดับอีกฝ่ายให้ก้าวไปอีกระดับด้วยกัน

Untitled05958

ตัวหนังถือว่าดูเพลินครับ เพลินเพราะการแสดงลื่นๆ ของพระนาง และที่ชอบอีกอย่างคือชุดของเอลล่านี่ แต่ละชุดดูสวย ทำให้เชื่อน่ะครับว่าเธอคือดีไซเนอร์จริงๆ เพราะเลือกชุดได้เหมาะ ออกแบบชุดได้ดี หลายชุดนี่เห็นแล้วเตะตาเลยอย่างชุดตอนเดเรคพาเอลล่าไปที่ยิมน่ะครับ (ชุดลายแดงดำ) เห็นแว่บแรกแล้วดึงดูดสายตาจริงๆ อีกชุดคือชุดดำลายดอกกุหลาบ (ถ้าจะไม่ผิดนะ) แล้วตอนใส่ชุดนี้เธอปล่อยผมด้วยนะ คือผมว่างามเลยแหละ

อีกอย่างที่อยากจะบอกคือ ผมชอบสีฟ้าเทพนิยาย (Fairy Tale Blue) มากๆ เหมือนกัน มันสวยเด่นดูเข้มและนวลตาได้ในเวลาเดียวกัน

ประเด็นสาวร่างท้วมก็นำเสนอได้ไม่เลว ผมชอบที่หนังไม่พยายามเน้นประเด็นนี้ไปในทางอุดมคติเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำมาพูดถึงมุมมองในเชิงธุรกิจด้วย ซึ่งชุดสำหรับสาวร่างท้วมนั้นถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเรื่องการทำชุดเพื่อจำหน่าย เรื่องของแวดวงแฟชั่น หรือเรื่องของการทำสื่อเพื่อป้อนเนื้อหาให้กับตลาดสาวๆ กลุ่มนี้ มันดูเป็นไปได้และน่าสนใจไม่น้อย – ส่วนประเด็นเชิงความรู้สึกหนังก็ถ่ายทอดผ่านทางคำพูดและการแสดงออกของเอลล่า ให้เราได้สัมผัสและเข้าใจในบางมุม เช่น การที่แม่ของเธอต้องพาเธอเดินเข้าร้านเสื้อผ้าไม่รู้กี่ร้าน แต่ก็ไม่มีเสื้อผ้าที่เธอใส่ได้สักที – ผมอาจไม่เข้าใจความรู้สึก แต่ฟังแล้วก็สะอึกอยู่เหมือนกัน

โดยรวมหนังทำออกมาได้ดีครับ แต่กระนั้นก็ยังมีส่วนที่รู้สึกว่ายังดีได้อีกอยู่ เช่น ตัวละครแวดล้อมทั้งหลายที่สามารถเติมรสชาติหลากหลายให้หนังได้ ก็ไม่ใคร่จะมีบทบาทสักเท่าไร – จุดนี้คือสีสันที่เพิ่มรสชาติให้หนังแนวนี้ในยุค 90 มานักต่อนัก เรื่องตัวขโมยซีนเนี่ยครับ – และตัวละครแวดล้อมส่วนใหญ่จะโมโนโทน อย่างพ่อของเดเรค หรือ บ.ก. อย่างคลอเดีย (Laura Soltis) และผู้ช่วยอย่างลิซ่า (Jorja Cadence) ที่ออกแนวนางร้ายแบบจงใจมากไปนิด (แต่ก็ยังดีที่พวกคุณเธอไม่ได้กรี๊ดออกมา 555)

เมื่อมานึกย้อนไป ผมก็โอเคกับหนังนั่นแหละครับ มันอาจไม่ได้สุดยอดลงตัวเสียทั้งหมด แต่ก็ถือว่าอยู่ในแดนบวกและทำออกมาได้สนุก แต่หากจะมีอะไรให้ติดขัดในใจก็คงเป็นตอนท้ายๆ นี่แหละที่หนังยังเคี่ยวไม่ข้นพอ บทจะจบก็จบง่ายไป ซึ่งคงต้องว่ากันอีกทีในโซนสปอยล์

==============
===สปอยล์นะครับ===
ไม่อยากทราบ โปรดข้าม
==============

Untitled05959

สิ่งที่ติดในใจผมนั้น คือสิ่งที่ผมมักจะห่วงเสมอเวลาดูหนังรักสไตล์นี้ นั่นคือ “ฉากสูตรสำเร็จตอนพระนางผิดใจกัน” คือมันต้องมีฉากนี้ทุกเรื่องครับ และมักจะมาตอนหนังดำเนินไปได้สัก 1 ชั่วโมงนิดๆ คือเรื่องราวมันจะดำเนินมาอย่างสวยงาม พระนางดูสวีทดีและดูไปกันได้ แต่แล้วพอถึงนาทีที่ว่า มันต้องมีเหตุให้พระนางตีกัน ทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน หรือไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นฝ่ายก้าวออกจากความสัมพันธ์ อาจเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควร คิดว่าอีกฝ่ายไม่รักจริง คิดว่าอีกฝ่ายแค่หลอก คิดว่าอีกฝ่ายมีคนอื่น ฯลฯ สุดแท้แต่บทจะเขียน

มันคือวิบากกรรมที่ต้องเกิดเสมอครับ เพื่อให้คนดูมีลุ้นว่าสุดท้ายแล้วพระนางจะกลับมาคบกันหรือไม่ (ซึ่งแน่นอนว่าเกือบทุกเรื่อง มันต้องกลับมาคบกัน จูบกันตอนหนังจบ แล้ว End Credits ก็ขึ้น)

สำหรับเรื่องนี้ ชนวนเหตุเกิดเพราะลิซ่า ที่ถูกคลอเดีย บ.ก.ตัวแสบส่งมาเพื่อพูดให้เอลล่าเข้าใจว่าเดเรคไม่ได้จริงใจกับเธอหรอก เขาแค่หลอกใช้เธอเพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพและเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ – แล้วเอลล่าก็เชื่อ จนเธอเดินออกจากงาน ท่ามกลางความงงของเดเรค เดเรคโทรไปหาเธอก็ไม่รับ

แต่ไม่ต้องห่วงครับ เพราะสุดท้ายพวกเขาก็กลับมาคืนดีกัน เมื่อเดเรคทำให้ความฝันของเอลล่าเป็นจริงในท้ายที่สุด หนังจบแฮ้ปปี้

ส่วนผมแฮ้ปปี้แบบไม่สุดครับ เพราะมันตะขิดตะขวงใจ

เพราะจริงๆ เอลล่าเป็นสาวแกร่งคนหนึ่ง และเธอเป็นสายตรงด้วย เป็นคนตรงไปตรงมา อย่างฉากที่เธอเดินไปคุยกับพ่อของเดเรคตรงๆ หรือตอนที่ลิซ่าเดินมาพูดกับเธอว่าเธอรู้สึกไม่มั่นใจขนาดไหนยามต้องทำงานอยู่ร่วมซีนกับนางแบบที่สวยๆ กันทั้งนั้น เอลล่าก็ตอบรับเธอแบบตรงๆ อย่างหนักแน่นและเข้าใจ นี่ยังไม่นับสารพัดครั้งที่เธอพูดกับเดเรคแบบตรงๆ อีกนะ ไหนจะพลังบวกของเธออีก คือผมว่านี่แหละคือเสน่ห์ของเอลล่า เป็นความน่ารักชั้นเลิศของเธอ

บอกตรงๆ ฉากที่ลิซ่ามาพูดปั่นหัว ผมยังคิดเลยว่าหนังจะเลือกเดินทางไหน จะเลือกเดินแบบเอลล่าไม่กลัวที่จะเผชิญหน้า และเดินไปหาโอกาสพูดตรงๆ กับเดเรค หรือดีกว่านั้นคือ เธอแสดงออกเลยว่าไม่แคร์ (เพราะเธอก็รู้อยู่ว่าทั้งคลอเดียทั้งลิซ่าน่ะ ไม่หวังดีกับเธอและเดเรคหรอก – ออกท่าออกทางชัดเป็นนางร้ายช่อง 7 แบบนั้นน่ะ) แล้วก็แสดงออกมาเลยว่าเธอมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในเดเรค (ประโยคหนึ่งที่ผมชอบคือตอนที่เธอไปคุยกับพ่อของเดเรค แล้วอีกฝ่ายก็ถามเธอว่า “คุณใจกล้าแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?” เอลล่าตอบว่า “แค่ตอนที๋ฉันรู้ว่าตัวเองถูกค่ะ”) แล้วก็เดินหน้ารับโอกาสของตัวเองอย่างคู่ควร

และถ้าจะให้ดี ก็แสดงออกอีกสักนิดให้คลอเดียกับลิซ่ารู้ว่า “ฉันให้อภัยคนแบบพวกคุณค่ะ” – คงสะใจดีพิลึก

แต่เปล่าครับ หนังเลือกเดินตามสูตร นั่นคือ เอลล่าเดินออกจากงาน – นี่แหละที่ผมรู้สึกว่า “มันไม่ใช่” (ผมพอเข้าใจนะหากจะบอกว่าหนังทำให้เรื่องออกมาในสไตล์ Cinderella – แต่ขนาดหนังนางซินโดยตรงหลายๆ เรื่องในยุคหลังนี่ นางซินเธอก็สู้คนแล้วนะ)

แต่ผมก็ปรับใจอย่างรวดเร็วนะครับ คือพอรู้ว่าหนังเลือกเดินทางนี้ก็ยอมรับ และหันไปภาวนาว่าขอให้หนังแลนดิ้งดีๆ แล้วกันน่ะ – คือ ตอนนี้เอลล่ารู้สึกไม่มั่นใจแล้วใช่ไหม อ้า งั้นก็เป็นหน้าที่ของเดเรคที่จะต้องทำให้เธอมั่นใจอีกครั้ง เขาควรจะพูด ควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เอลล่ามั่นใจในตัวเอง และมั่นใจในตัวเขา – ว่าง่ายๆ คือ รอดูเดเรคพิสูจน์ตัวเองให้เอลล่ายอมรับ

แต่กลายเป็นว่าพอถึงตอนท้าย หนังแลนดิ้งง่ายๆ ครับ แค่เดเรคพาเอลล่าไปที่ห้องที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เธอฝันไว้ ทั้งคนที่เธออยากร่วมงานด้วย และไหนจะมีนางแบบที่เธอชื่นชมอีก คือ… มันดูเหมือนรายการฝันที่เป็นจริงน่ะ (นี่ถ้าไตรภพมาพร้อมรถเข็นนี่ใช่เลยนะ) แต่ผมไม่รู้สึกว่าหนังจะแก้ปมที่หนังเปิดไว้ นั่นคือ “เอลล่าไม่มั่นใจในเดเรค” – แค่คนและของในห้องเท่านี้ จะทำให้เอลล่ามั่นใจได้อย่างไรว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจและการตลาด?

ยอมรับว่าผมนึกถึงหนังเก่าๆ อย่าง Pretty Woman ที่ตอนท้าย Richard Gere ไปรับ Julia Roberts ถึงที่ห้อง – คิดถึง Notting Hill ที่ตอนท้าย Hugh Grant พุ่งไปงานแถลงข่าวเพื่อบอกรัก Julia Roberts – คิดถึง Jack Nicholson ที่ตอนท้ายเขาเดินออกจากห้องตอนตีสาม เพื่อเผยความในใจให้ Helen Hunt ที่หน้าห้องของเธอในหนัง As Good As it Gets – ผมคิดถึงการเทคแอ็คชั่นบางอย่างของพระเอก ที่ทำเพื่อนางเอก ทำให้เธอมั่นใจและรู้สิ่งที่อยู่ในใจเขา

ถ้ามีอะไรแบบนั้นล่ะก็ คงแจ๋วน่ะครับ – อดรู้สึกไม่ได้ว่าถ้าเดเรคเทคแอ็คชั่นอีกนิดเพื่อเอลล่า (เพราะไหนๆ หนังก็เปิดปมนี้ขึ้นมาแล้ว) หนังน่าจะครบถ้วนมากขึ้น – หรือไม่ก็อย่างที่บอกน่ะครับ ถ้าหนังเดินไปในทิศทางที่เอลล่ามั่นใจในตัวเองและมั่นใจในเดเรคตั้งแต่ในงาน ประเด็นนี้ก็จะไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลย

อีกอย่างที่ติดในใจก็คือ คลอเดียกับลิซ่าอยู่ดีมีสุข ไม่โดนอะไรบ้างเลย… งั้นหรือนี่?

แต่ก็เอาเถอะ เท่าที่หนังเป็น ผมก็พยายามคิดง่ายๆ ว่า เอลล่าคงแค่ไม่มั่นใจเดเรคแบบนิดๆ หน่อยๆ มั้ง เลยโกรธไม่เยอะ (ถึงขั้นเดินออกจากงาน ไม่รับโทรศัพท์ และไม่คุยด้วยเลย – โกรธนิดเดียวเอ๊งงงงง…) แล้วก็เลยให้อภัยง่าย – สุดท้ายก็จูบกัน – คิดแบบนี้แล้วกัน สบายใจดี

ผมร่ายมายาวขนาดนี้ อินไม่อินก็พิจารณากันดูครับ ^_^

=============
==หมดสปอยล์ครับ==
=============

เอาล่ะครับ สปอยล์สมใจแล้ว กลับมาเรื่องหนัง ก็ถือว่าหนังทำได้ดีครับ แต่ผมอาจติดขัดบ้างตรงตอนท้าย แต่ก็นะ ถ้าไม่คิดมากก็ไม่เป็นไร ไม่แน่ว่าหนังอาจมีภาคต่อก็ได้ ไว้ค่อยดูกันไปอีกที

มาพูดถึงผู้กำกับกันหน่อยครับ เขาคือ Michael Robison ผู้กำกับที่กำกับหนังทีวีและซีรี่ส์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 80 เรื่อง เรื่องที่ผมเพิ่งดูไปคือ Christmas Takes Flight ซึ่งผมก็ชอบนะ และอีกไม่นานก็จะได้ดู An Unexpected Christmas ไว้จะเอามาเล่าให้ฟังต่อ ส่วนกับเรื่องนี้ ผมว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีแหละครับ ทำได้สนุก รสชาติไม่เลว ลีลาการเล่าเข้ากับหนังว่าด้วยโลกแห่งแฟชั่น ที่สำคัญคือดูแล้วได้ความรู้สึกดีๆ Feel Good อยู่ครับ

สองดาวบวกๆ ใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)