Comedy

The Wedding Veil (2022) มหัศจรรย์รักผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว

Untitled05960

อยากดูมานานครับกับหนังชุด The Wedding Veil ที่จนถึงตอนนี้ก็ทำออกมา 6 ภาคแล้ว หนังได้รับคำชมในแดนบวกค่อนข้างมากจนผมอดไม่ได้ที่จะแอบคาดหวัง ครั้นพอได้ดูก็รู้สึกโอเคครับ ดูได้เพลินๆ เพียงแต่อาจยังไม่ถึงกับโดนใจแบบเต็มๆ

หนังว่าด้วย 3 เพื่อนซี้ เอเวอรี่ มอร์ริสัน (Lacey Chabert), เอ็มม่า โลเวลล์ (Autumn Reeser) และ เทรซี่ กู๊ดวิน (Alison Sweeney) ที่จะนัดเจอกันทุกปีเพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ และไม่ว่าพวกเธอจะนัดเจอกันที่เมืองไหนก็ตาม ก็จะต้องแวะร้านขายของโบราณเพื่อหาของติดไม้ติดมือกลับมาเสมอ และการนัดครั้งล่าสุดพวกเธอก็พาไปเจอกับผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่มีประวัติอันยาวนาน ว่ากันว่าใครที่ครอบครองผ้าคลุมนี้จะได้พบรักแท้นิรันดร พวกเธอเลยลงขันร่วมกันซื้อ และตกลงว่าจะเก็บไว้ที่เอเวอรี่

แล้วจากนั้นเอเวอรี่ก้ได้เจอกับชายหนุ่มลึกลับทรงเสน่ห์ (Kevin McGarry) ที่ทำให้ใจเอเวอรี่เต้นไม่เป็นส่ำ – หรือว่ามนต์ขลังแห่งผ้าคลุมกำลังทำงานหรือเปล่านี่?

หากเทียบกับหนังรักสไตล์ Hallmark ในช่วงหลายปีให้หลังมานี้ ก็ต้องยอมรับครับว่า The Wedding Veil ทำออกมาได้น่ารัก ครบสูตรความเป็นหนังรัก Feel Good ตั้งแต่ทีมดาราดีๆ ตามด้วยเอาสถานที่สวยๆ มาเป็นโลเคชั่น จากนั้นก็เน้นความกุ๊กกิ๊กน่ารักของพระนาง แล้วก็ให้ตัวละครสมทบมาเสริมรสชาติสักหน่อย มีอารมณ์ขันสอดแทรกเป็นพักๆ ตามด้วยเพลงเพราะๆ และดนตรีเหมาะๆ เรียกว่าหนังค่อนข้างครบเครื่องเมื่อเทียบกับหนังรักยุคใหม่ของ Hallmark น่ะนะครับ

หนังกำกับโดย Terry Ingram ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังทีวีมานาน กำกับทั้งหนังทีวีและซีรี่ส์รวมๆ กันแล้วกว่า 80 เรื่องน่ะครับ การนำเสนอของเขาเลยถือว่าค่อนข้างลื่นไหล ดูได้เรื่อยๆ ยิ้มได้เพลินๆ… แต่ว่า

Untitled05961

อันนี้ยอมรับครับว่าผิดที่ผมเองนั่นแหละที่แอบคาดหวังเยอะไปหน่อย คือต้องขอสาธยายก่อนครับว่าผมนั้นชอบดูหนัง Hallmark มาก จุดเริ่มในการชอบนั้นต้องย้อนไป 20 กว่าปีก่อน ผมพบว่าหนัง Hallmark หลายเรื่องทำออกมาได้อบอุ่น น่ารัก กินใจ โดยเฉพาะสารพัดหนังคริสต์มาสนี่โดนใจผมหลายเรื่องครับ เรื่องที่ยังคงจำได้ถึงทุกวันนี้ก็มีอย่าง A Town Without Christmas จากนั้นผมก็ควานหาหนังของ Hallmark มาดูเท่าที่จะทำได้ ทีนี้จากหนังคริสต์มาสก็เริ่มมาดูหนังดราม่าและหนงรักบ้าง ซึ่งผมว่าสมัยก่อนตัวหนังค่อนข้างน่าประทับใจครับ มันมีความครบเครื่องครบรสอยู่ แต่ละเรื่องจะมีพล็อตหลักและพล็อตรอง มีปมดีๆ เรียกน้ำตา มีสาระเยี่ยมๆ สอนใจเรา การเดินเรื่องก็จะดูมีลูกเล่นสนุกๆ ทำให้หนังทั้งน่าดูและน่าจดจำ

เช่น อาจจะมีเรื่องของหญิงชราข้างบ้านที่ดูปากร้าย แต่พอตัวเอกได้รู้จักเธอก็จะรู้ได้ว่าจริงๆ เธอเหงาเพียงใด หรือไม่ก็เรื่องของพ่อลูกที่ห่างเหิน เรื่องของเพื่อนพระเอกหรือนางเอกที่แอบชอบใครสักคน แล้วพยายามเอาชนะใจคนที่ตนรักด้วยใจที่เต็มไปด้วยรัก จนบางครั้งก็อาจต้องเสียสละบางสิ่งเพื่อให้เขาหรือเธอสมหวัง ฯลฯ

แต่หลายปีหลังมานี้ สไตล์หนัง Hallmark ค่อนข้างต่างออกไปจากเดิม คือหนังมันออกจะเป็นเหมือนแพทเทิร์นที่โคลนกันมา แต่ละเรื่องที่ออกมาอาจมีดีมีแย่ต่างกันไป แต่มันเหมือนถูกปั้มออกมาเป็นล็อตๆ โดยใช้แม่พิมพ์เดียวกันน่ะครับ ว่าง่ายๆ คือความรู้สึกที่ผมมีต่อหนัง Hallmark ยุคหลังๆ คือรู้สึกเหมือนเราเสพสินค้าจากแบรนด์ที่เราคุ้นเคย เพียงแต่จิตวิญญาณบางอย่าง เอกลักษณ์บางอย่าง สูตรลับเฉพาะบางอย่างที่เคยสัมผัสได้เมื่อสมัยก่อน มาตอนนี้มันหายไปน่ะครับ

แพทเทิร์นหนังรักยุคใหม่ของ Hallmark แทบจะคล้ายๆ กัน คือเน้นที่การสานสัมพันธ์ระหว่างพระนางเป็นหลัก พล็อตรองนี่หายไปเลย ตัวละครขโมยซีนก็ไม่ค่อยมี ลูกเล่นน่ารักๆ ก็ลดปริมาณลง เหมือนหนังเน้นที่การเล่าสาเหตุที่พระนางรักกัน โดยไม่กระจายความสำคัญไปที่ส่วนอื่นๆ โดยส่วนตัวแล้วผมว่านั่นแหละครับที่ทำให้หนังดูโมโนโทน รสชาติอันหลากหลายก็พลอยหายไปด้วย

ที่พิมพ์มายืดยาวนี่ก็คล้ายๆ จะบอกกับตัวเองครับว่า เราจะไปคาดหวังว่า Hallmark จะทำหนังแบบที่เคยทำให้เราประทับใจมากๆ แบบเมื่อ 10 – 20 ปีก่อนน่ะ อาจต้องทำใจได้แล้ว ผมไม่อยากพิมพ์แบบนี้นะ แต่มันรู้สึกแบบนี้จริงๆ – มันรู้สึกว่าหนังส่วนใหญ่ที่ Hallmark ผลิตออกมา เป็นการผลิตออกมาป้อนตลาด ผลิตออกมาเพื่อเชิงการค้า – ลองนึกเปรียบระหว่างสินค้าโฮมเมดที่ผลิตออกมาทีละชิ้นกับสินค้าเน้นขายเป็นล็อตๆ ดูครับ – ผมว่าหนังสมัยก่อนของเขาก็คือสินค้าโฮมเมดนั่นแหละ แต่ที่พูดนี่ไม่ได้แปลว่าหนังสมัยใหม่ของ Hallmark ไม่มีสไตล์โฮมเมดเหลืออยู่แล้วนะครับ คือจริงๆ มันก็พอมี แต่นานๆ ทีน่ะกว่าจะได้เจอ

โอเค ถ้ามองหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังรักดูสนุกสไตล์ Hallmark ยุคใหม่ ก็ถือว่าเป็นหนังที่ดูสนุกอยู่ครับ เรื่องราวน่ารักชวนฝัน พระนางก็เข้าคู่กันได้ไม่เลว ระหว่างทางก็มีปมมีปัญหาให้พวกเขาช่วยกันแก้ มีตัวละครที่อาจจะถือว่าเป็นตัวโกงหน่อยๆ มาสร้างเรื่อง ก่อนที่นางเอกจะเอาชนะด้วยใจอันงดงาม และสุดท้ายแล้วคนดีก็ต้องได้รับอะไรดีๆ

ก็ถือว่าอยู่ในระดับโอเคครับ ใครชอบหนังรักดูง่าย ดูเพลินก็น่าจะโอเคกับเรื่องนี้

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)