ดูจบแล้วครับกับ Spider-Noir ซึ่งผลที่ได้ก็ถือว่าสนุกและอร่อยอยู่ อันว่าความดีความชอบส่วนใหญ่ก็ต้องยกให้พี่ Nicolas Cage และเหล่านักแสดงนั่นแหละครับ
สารภาพว่าหลังๆ นี่ผมห่างเหินจากหนังและซีรี่ส์แนวซูเปอร์ฮีโร่ไปพอสมควร อย่างหนังสาย Marvel นี่ตั้งแต่ Ant-Man and the Wasp: Quantumania มาผมยังไม่ได้ดูเลย มีดูไปแค่ Deadpool & Wolverine เรื่องเดียว ส่วนซีรี่ส์นี่ก็หยุดไว้ที่ Ms. Marvel ถ้าถามว่าเพราะอะไร ก็น่าจะเพราะมันอิ่มตัวน่ะครับ ในแง่ความสนุกผมว่ามันก็ดูดร็อปๆ ลง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มันเยอะไป มันมาเยอะจนตามดูไม่ทัน
หลายคนชอบถามว่าผมดูซีรี่ส์ Star Wars ไหม ก็สารภาพว่ายังไม่เคยเลยครับ ด้วยเหตุผลเดียวกันน่ะ คือมันเยอะ – อันนี้ก็อาจเป็นความรู้สึกส่วนตัวน่ะนะครับ แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ คือ… ไม่รู้สิ ถ้าจะให้ผมมาย้อนดูหนัง Marvel 20 กว่าเรื่องตั้งแต่ Iron Man จนถึง Avengers: Endgame น่ะ ผมโอเคนะ เพราะมันคือการเอาหนังมาดูต่อกัน แต่ละเรื่องอย่างมากก็ 2 ชั่วโมงกว่า ดูจบแล้วสลับไปทำอย่างอื่นแล้วกลับมาดูต่อก็พอโอเค
แต่พอหลังจากนั้นมันมีซีรี่ส์แทรกเข้ามา ประมาณว่าดูหนังอันนี้จบแล้วก็แทรกด้วยซีรี่ส์นี้อีก 8 ตอน แล้วก็ต่อด้วยหนัง แล้วมาซีรี่ส์อีก ฯลฯ สำหรับผมมันคือไม่แล้วใจน่ะครับ คือถ้าจะดูไล่เรียงก็อยากดูให้ครบ แต่พอมันมีเยอะมากไปใจก็ชักขี้เกียจ และพอไม่ได้ดูนานๆ มันก็ชักจะต่อไม่ติด ประมาณว่าเรื่องนั้นก็ยังไม่ดีดู มีเรื่องนี้มาอีกแล้ว สักพักรู้ตัวอีกทีก็บานล่ะครับ เยอะเหมือนหนังสือกองดอง สุดท้ายก็เลยช่างมัน รู้ตัวอีกทีก็หลายปีล่วงมาแล้ว ความรู้สึกมันเลยกลายเป็น “เอาเถอะๆ ช่างมัน” แล้วก็กลายเป็นไม่ได้ดูไป

ไปๆ มาๆ ที่ผมเก็บครบกลับเป็น Sony’s Spider-Man Universe แม้ส่วนใหญ่จะล้มคว่ำคะมำหงาย แต่ด้วยความที่มันมีออกมาไม่เยอะ เลยตามเก็บให้ครบได้ง่ายกว่าหน่อย – แต่ก็เดาว่าหนังกลุ่มนี้ก็มีผลให้ผมอิ่มตัวกับแนวซูเปอร์ฮีโร่เหมือนกัน
และเอาจริงๆ เหตุผลที่ดูก็ไม่ใช่เพราะเป็นไอ้แมงมุมนะ แต่เพราะพี่ Nic ครับ พี่ Nic ของผมคนนี้คนเดียวเลยที่ยิงใยมาดึงผมให้ตามมาดูเรื่องนี้ ซึ่งพูดแบบตรงๆ ผมว่ามันสนุกและกลมกล่อมมากมายก็เพราะการแสดงของพี่ Nic นี่แหละ มันเป็นอะไรที่ครบรสทั้งฮาทั้งดราม่าทั้งสืบสวนทั้งซูเปอร์ฮีโร่ แล้วก็บวกด้วยดาราสมทบที่ล้วนมีคาแรคเตอร์ชวนจดจำ ไม่ว่าจะ Karen Rodriguez ในบทเจเน็ต ผู้ช่วยสุดภักดีของเบน, Lamorne Morris ในบทร็อบบี้ เพื่อนนักข่าวสาวเจาะลึกของเบน, Brendan Gleeson ในบทซิลเวอร์เมน เจ้าพ่อประจำเมือง, Li Jun Li ในบทแคท ที่มีความเป็น Femme Fatale สมกับสไตล์แบบนัวร์ๆ จริงๆ คือทุกคนในเรื่องเลยน่ะครับ ความสนุกของผมมันเลยอยู่ตรงการที่ได้ดูพวกเขามาปฏิสัมพันธ์กันน่ะครับ มันสนุกสนานตรงนี้
แต่รายที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวคือ Andrew Robinson ครับ เรื่องนี้เขาแสดงเป็นอ็อกเดน ซึ่งผมชอบพี่เขามานานมากแล้ว ตั้งแต่บทตัวร้ายใน Dirty Harry, บทคุณพ่อแสนดีที่เจอเรื่องสยองสุดเดชใน Hellraiser และที่ชอบที่สุดของสุดๆ คือ กาเรคแห่ง Star Trek: Deep Space Nine รายนี้นี่เล่นหนังดีเสมอครับ คือคุณจะแยกแยะได้ทุกรอบว่าบทที่เขาเล่นนั้นเป็นคนดีหรือคนร้าย เป็นคนจริงใจหรือมีเล่ห์เหลี่ยม และเรื่องนี้ก็เช่นเคย ดูแค่แว้บแรกก็รู้เลยว่าตัวละครนี้เป็นคนยังไง
ส่วนเนื้อเรื่อง เอาจริงๆ ผมว่าไม่มีอะไรมากนะ มันไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนหรือมีอะไรให้ว้าว หลายอย่างเดาได้ไม่ยากเย็น หรือจะฉากต่อสู้นี่ก็บอกเลยครับว่าออกมากลางๆ คือมันสนุกตรงลีลาการพล่ามแบบพี่ Nic แต่พวกการต่อสู้นี่ผมว่าในหนัง Spider-Man เรื่องอื่นๆ จะหวือหวาและเมามันส์กว่ากันเยอะ – แต่เท่าที่เป็นอยู่นี่ก็คือดีครับ ไม่ใช่ไม่ดี

อีกหนึ่งของดีก็คืองานภาพครับ ไม่ว่าจะโทนสีที่คมเข้มดูเป็นการ์ตูนจริงๆ – บอกก่อนว่าผมเลือกดูแบบสีครับ สีมันสวยเตะตาดี และผมชอบตรงนั้น – หรือมุมกล้องต่างๆ ที่ให้อารมณ์ประหนึ่งคอมมิค แล้วไหนจะดนตรีประกอบ เพลงดีๆ โดยเฉพาะเพลงเปิดตอนไตเติ้ล Saving Grace ที่มีเสน่ห์อย่างล้นเหลือ
ดังนั้นโดยรวมแล้วผมว่าข้อดีของซีรี่ส์คือการรวมเอาของดีและองค์ประกอบดีๆ มาไว้รวมกัน แล้วก็สามารถเอาแต่ละองค์ประกอบนั้นมาใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้หนังเป็นเหมือน Festival น่ะครับ เป็นงานนิทรรศการที่จัดได้สวย จัดได้ดี ละลานตา น่าจดจำ และควรค่าแก่การรับชมสักครั้งครา – แต่สำหรับผมแล้ว ยังไงเรื่องบทก็ยังรู้สึกว่ามันยังดีได้อีกครับ คือเข้าใจนะว่ามันถูกเขียนเพื่อคารวะความ Noir ซึ่งก็ถือว่าทำถึงในแง่อารมณ์และบรรยากาศ แต่ตัวเรื่องน่ะครับ ตัวพล็อตตัวแก่นจริงๆ มันยังใส่อะไรลงไปให้จัดจ้านได้อีก แต่ก็พยายามคิดล่ะครับว่าคงไปจัดเต็มกว่านี้เอาตอนปีต่อไปล่ะกระมัง
แล้วก็อยากจะบอกกับ Sony นะครับ ว่า “พี่ครับ ทำอะไรแบบนี้ออกมาอีกนะ ไม่ต้องทำเยอะ ไม่ต้องทำถี่ ไม่ต้องบ้าเปิดจักรวาล ทำไปทีละอัน และทำแต่ละอันให้ดี เล็งที่คุณภาพมากกว่าเล็งแค่เรื่องเงินๆ ทองๆ แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว”
สรุปคือผมชอบครับ และดีใจอย่างแรกที่พี่ Nic แกกลับมาผงาดอีกหนแบบเป็นเรื่องเป็นราว และระหว่างดูก็เกิดคำถามล่ะครับว่า พี่เขาเป็นเบน ไรลี่ย์ได้ปังซะขนาดนี้ ไม่มีใครคิดจะตามพี่เขากลับไปเป็นเบน เกตส์ (แห่ง National Treasure) อีกสักรอบเหรอครับ ผมว่าพี่เขายังได้อยู่ (Still got it) นะ
สามดาวครับ
(8/10)












