หนังสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของลอยด์ โวเกิล นักเขียนประจำนิตยสารเอสไควร์ (Matthew Rhys) ที่ต้องไปสัมภาษณ์เฟรด โรเจอร์ส (Tom Hanks) ผู้ดำเนินรายการสำหรับเด็กชื่อดังที่มีคนนิยมชมชอบไปทั่วเมือง
ตอนแรกลอยด์ก็มีคำถามล่ะครับ ว่าชายหนุ่มที่ดูอารมณ์ดีตลอดคนนี้ ใจดีตลอดคนนี้ เขากำลังเสแสร้งหรือเปล่า แต่พอเขาได้ใช้เวลากับเฟรดมากขึ้นๆ เขาก็เข้าใจในสิ่งที่เฟรดเป็น รวมถึงสามารถเรียนรู้ที่จะบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวดที่อัดอั้ดค้างคาในตัวเขามานานได้อีกด้วย
Fred Rogers คือตำนานของวงการโทรทัศน์อเมริกันครับ เขาดำเนินรายการ Mister Rogers’ Neighborhood ตั้งแต่ปี 1968-2001 คอยปลูกฝังพลังบวกให้กับเด็กๆ มากมาย อีกทั้งความรู้สารพัดเรื่อง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ผมก็เข้าใจลอยด์นะ ที่จะสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไงที่ผู้ชายคนหนึ่งจะยิ้มแย้มแจ่มใส พูดอะไรคิดอะไรก็มีแต่มุมบวก เป็นไอค่อนแบบนี้มาตั้งหลายสิบปี – คนที่คิดได้แบบนี้จะมีจริงๆ หรือ? นั่นคือสิ่งที่ลอยด์คิด
แต่หนังก็สามารถบอกเล่าให้เราเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ โดยบอกผ่านปากของ โจแอนน์ (Maryann Plunkett) คู่ชีวิตของเฟรดว่า “เฟรดไม่ได้สมบูรณ์แบบ” เพราะจริงๆ เฟรดก็คือมนุษย์ปุถุชน แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือ เขาเลือกที่จะฝึกฝนตนเอง เลือกที่จะเรียนรู้ในการควบคุมตนเอง อย่างเช่นเวลาที่เฟรดโกรธ เขาก็สามารถโกรธได้เหมือนคนอื่นๆ แต่เฟรดจะไม่ปล่อยให้ความโกรธนั้นครอบงำ แล้วเขาก็จะเลือกหาวิธีจัดการกับมัน รับมือกับมัน
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตระหว่างดูก็คือ เฟรดดูจะสวมบทผู้ดำเนินรายการอยู่ตลอด เขาจะเป็นฝ่ายนำในการสนทนา เป็นฝ่ายนำในการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็อาจดูแปลกหรือจะมองอย่างที่ลอยด์มองก็ได้ว่ามันคือการเสแสร้ง – ส่วนผมกลับมองว่าเฟรดทำแบบนี้ก็เพื่อที่จะเป็นฝ่ายควบคุมตนเอง กำหนดทิศทางในชีวิตตนเอง รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ กล่าวคือเป็นคนคุมแทนที่จะปล่อยให้สิ่งต่างๆ กระโดดมาคุมเขา

สิ่งที่เฟรดทำนั้น เราอาจมองได้ว่ามันคือการฝึกจิต ซึ่งผมก็เชื่อว่าแต่ละท่านก็คงมีมุมมองต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป บางคนอาจมองว่ามันคือการฝืน มันคืออะไรที่ไม่เป็นธรรมชาติ หรือบางคนก็อาจเห็นด้วยกับสิ่งที่เฟรดทำ แล้วก็อยากลองทำแบบเฟรดบ้าง ส่วนผมก็คงอยู่ตรงกลางน่ะครับ คือเข้าใจทุกมุม เข้าใจแหละว่ามันอาจดูแปลกหรือฝืน แต่บางครั้งการจะฝึกฝนตนเองมันก็คงต้องมีการฝืนกันบ้าง
เหมือนเราออกกำลังกายน่ะครับ การออกกำลังท่าแรกๆ มันจะยากที่สุด ฝืดที่สุด ฝืนที่สุด แต่พอทำต่อเนื่องไปสักพักมันจะ Flow (ลื่นไหล) กับการฝึกจิตก็เหมือนกัน อย่างการนั่งสมาธินี่ การหลับตาและสูดลมหายใจเข้าออกท่อนแรกๆ มันอาจรู้สึกไม่คุ้นกับสภาวะนั้น แต่หากเราฝึกฝนต่อเนื่อง ความ Flow ก็จะมาเยือน
จริงๆ ผมเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้วรอบหนึ่งครับ และรอบแรกนั้นแม้ผมจะชอบในหลายๆ องค์ประกอบ แต่ผมก็รู้สึกว่าหนังมันหน่วงๆ ยานๆ ยังไงพิกล โดยเฉพาะท่าทีของคุณเฟรดที่แอบทำให้เรารู้สึกฝืดๆ ฝืนๆ แต่พอมาดูรอบนี้ผมว่าผมชอบมากขึ้นนะ ที่แน่ๆ คือสังเหตุเห็นสิ่งที่ผมบอกไป แล้วผมก็มองว่ามันสามารถนำมาใช้ประโยชน์กับชีวิตได้แบบเต็มๆ
พอมาดูรอบนี้ก็รู้สึกเหมือนหนังเป็นหนังสือ How to น่ะนะครับ เพราะมีเรื่องและกิจกรรมเชิงบวกให้เราลองทำเยอะไปหมด อย่างเช่น “การใช้เวลาหนึ่งนาทีในการคิดถึงคนที่เรารัก และคนที่ทำให้เราเป็นเรา แล้วก็เอ่ยขอบคุณพวกเขา” มันคือกิจกรรมที่ท่านๆ จะพบเจอได้ในหนังสือแนวนี้สารพัดเล่ม และบางเล่มก็จะเชื่อมโยงมันไปสู่พลังเหนือโลก พลังจักรวาล นั่นก็สุดแท้แต่จะคิดกันน่ะนะครับ แต่สำหรับผม ผมมองมันง่ายๆ ว่ามันคือการให้เวลาสมองได้คิดในเชิงบวก ได้มองเห็น “สิ่งดี” ที่เรามีในชีวิต – เพราะบางคนเห็นแต่สิ่งไม่ดี จนรู้สึกว่าชีวิตเฮงซวย แล้วก็ลืมที่จะคิดถึงสิ่งดีๆ จนในที่สุดพอเราไม่ตระหนักถึงมัน เราก็อาจสูญเสียสิ่งดีๆ นั้นไปตลอดกาล
และผมมองว่ามันคือการฝึกเชื่อมโยงในเชิงบวกน่ะครับ เพราะปกตินี่ อย่างผมนี่จะเก่งนักล่ะในการเชื่อมโยงเชิงลบ จนบางทีทำเอาเราหมดเรี่ยวหมดแรงไปเลยก็มี อีแบบนี้มันเลยต้องมีการฝึกเชื่อมโยงเชิงบวกมาถ่วงดุลกันบ้าง
อีกอย่างที่ผมพิจารณาได้จากลอยด์ก็คือ “บางครั้งการทำท่าอาละวาดฟาดงวงฟาดงา มันอาจเหมือนจะบอกว่าให้คนอื่นไปไกลๆ แต่จริงๆ แล้วนั่นอาจเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ สัญญาณที่บอกว่าเรากำลังต้องการใครสักคน” อันนี้จะมองว่ามนุษย์นี้หนอช่างยุ่งยากซับซ้อน (ทำอย่างหนึ่งแต่ดันหมายความอีกอย่าง) หรือจะมองเรื่องพวกนี้เพื่อให้เข้าใจ เพื่อที่ครั้งต่อๆ ไปจะได้มีแนวทางว่าจะทำอย่างไร หากเจอคนที่ออกอาการแบบนี้
และอดีตนั้น คือสิ่งที่เราเรียนรู้จากมันได้ เราจะใช้มันเป็นคุกจองจำตนเองไว้ หรือจะใช้มันเป็นกุญแจไขไปสู่ประตูบานอื่นๆ นั่นขึ้นอยู่กับเราจะเลือก – นอกจากนี้ หนึ่งอดีตอาจมีได้หลายมุมมอง อดีตจากมุมที่เรามอง กับอดีตจากมุมที่คนอื่นมองอาจต่างกันมากกว่าที่คิด บางทีการทำความเข้าใจมันให้ครบมุม ก็อาจช่วยปลดปล่อยเราจากสิ่งที่ฉุดรั้งเราเอาไว้ได้
และผมชอบถ้อยคำที่เฟรดพูดในตอนท้ายครับ “รู้ไหม ความตายเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่สบายใจที่จะพูดถึง แต่ความตายก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ และอะไรก็ตามที่เป็นมนุษย์ เราย่อมพูดถึงได้ และอะไรที่พูดถึงได้เราก็จะรับมือได้” ถ้อยคำเหล่านี้ท่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยในทันที แต่ลองเก็บไปคิดสักนิดก็ไม่เลวนะครับ
หนังลงทุนไปราว $25 ล้าน ได้คืนมาราว $67 ล้านจากทั่วโลก ก็คือไม่ใช่หนังฮิตมากมาย แต่ก็ทำรายได้ไม่ขาดทุน
การดูหนังในรอบนี้ทำให้ผมรู้สึกสงบขึ้นครับ แล้วมันก็มอบแรงบันดาลใจให้ผมอยากพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น สุขุมขึ้น ลุ่มลึกขึ้น – หลายสิ่งเราจะทำไม่ได้ ก่อนที่มันจะทำได้ – หลายสิ่งมันยาก ก่อนที่มันจะง่าย – หลายสิ่งเราจะไม่คุ้น ก่อนที่มันจะคุ้น
โลกนี้มีเรื่องให้เรียนรู้มากเท่าไร ภายในของเราก็มีเรื่องให้ทำความเข้าใจไม่น้อยไปกว่ากัน
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)













