วันนี้ผมจะไปทานอาหารกับเพื่อนก๊วนเดิมที่ระยะหลังๆ ก็นานๆ เจอกันที โดยนัดกันประมาณบ่ายสอง แต่พอดีตอนนี้เพิ่งจะสิบโมงกว่าๆ ผมเลยเลือกดูหนังอะไรก็ได้สักเรื่องก่อนออกเดินทาง แล้วเรื่องนี้ก็โผล่มาพอดี เลยจัดซะครับ ก็ดูจบประมาณเที่ยงครึ่งเห็นจะได้ บอกได้เลยว่าชอบครับ เป็นหนังญี่ปุ่นง่ายๆ สไตล์บอกเล่าเสี้ยวหนึ่งของชีวิตคนแบบที่ผมชอบ
หนังเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงม้านั่งตัวหนึ่ง โดยจะมี 5 เรื่องราวดังนี้
ตอนที่ 1 The Leftovers
เรื่องของเพื่อนตั้งแต่วัยเด็กที่มานั่งคุยกัน ในวันที่สวนสาธารณะที่ม้านั่งตัวนี้ตั้งอยู่ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
ตอนที่ 2 Sushi Doesn’t Go Round
คู่รักซื้ออาหารมานั่งกินกันตรงม้านั่ง แล้วจู่ๆ ฝ่ายหนึ่งก็ชวนขึ้นว่า “เรามาลองเลิกกันเถอะ”
ตอนที่ 3 The Guardian’s Duty
พี่น้องสองสาวที่คนหนึ่งกำลังคลั่งและอาละวาดฟาดวางไปทั่ว ในขณะที่อีกคนก็พยายามจะ Calm Down ทำให้อีกฝ่ายสงบ
ตอนที่ 4 The Final Scene
เจ้าหน้าที่ 2 คนมาประเมินม้านั่งตัวนี้ว่าถึงเวลาที่จะปลดระวางมันหรือยัง? แต่แน่นอนว่าเรื่องราวมันมีมากกว่านั้นครับ
ตอนที่ 5 Missing For Good
เป็นเรื่องของใคร ผมว่าต้องดูเองครับ ไปรู้เองตอนดูน่าจะดีที่สุด ขอบอกแค่นี้ละกัน
ผมดูหนังเรื่องนี้อย่างมีความสุขครับ โอเค มันอาจจะไม่ได้สุดยอดนะ แต่มันอิ่มพอดี ความยาวไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง ซึ่งถ้าถามว่าผมชอบตอนไหนสุด… ก็ยอมรับว่ายังเลือกไม่ได้ระหว่างตอนที่ 2 กับ 3 ครับ ส่วนตัวผมรู้สึกชอบมากในระดับที่พอๆ กัน อย่างตอน 2 นี่ผมถือเป็นตอนที่มันส์นะ มันส์ในเชิงการใช้ความคิด คือเรื่องมันเปิดมาแบบชิลๆ คู่รักมานั่งกินอาหารกันแบบง่ายๆ แต่จู่ๆ ฉับพลันทันทีบรรยากาศก็เปลี่ยนเพราะสิ่งที่พวกเขาคุยมันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ – ผมเชื่อว่าใครเคยเจออะไรแบบนี้น่าจะนึกออกนะครับ ที่นั่งคุยกันอยู่ดีๆ นั่งชมนกชมไม้ไปเรื่อย แต่จู่ๆ นาทีต่อมาเรื่องที่คุยดันเป็นปัญหาระดับชาติซะงั้น

ตอนที่ 2 นี่ต้องดูแบบตั้งใจฟังครับ ถ้าท่านจูนติดผมรับรองเลยว่าลื่น เพราะมันมีประเด็นชวนคิด และผมชอบการเปรียบเทียบเปรียบเปรยต่างๆ ซึ่งสำหรับบางคนมันอาจดูเยิ่นเย้อและอ้อมโลก แต่สำหรับผมมันคือการชี้ให้เห็นว่าสรรพสิ่งในโลกมันมีความเกี่ยวข้องคล้ายคลึงกันเสมอ แต่ขึ้นกับว่าเราจะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้น
ส่วนตอนที่ 3 นี่คืออย่างเดือดครับ เราจะได้เห็นพี่น้องสาดอารมณ์ใส่กัน แล้วดาราก็เล่นถึงด้วยนะ คือดูไปนี่แอบเครียดแทนเลยครับ ประมาณว่าถ้าเป็นเราก็คงไปไม่เป็นเหมือนกัน – ถือเป็นอีกตอนที่ทำถึง ทั้งถึงอารมณ์ ถึงรส และถึงความรู้สึก
ตอนที่ชอบรองลงมาก็คือตอนที่ 1 กับ 5 ครับ ผมชอบในความเรียบง่ายของมัน และอาจเพราะมันมีอารมณ์ “รำลึกวันเก่าๆ” เจือลงมา ผมเลยรู้สึก Touch กับมันได้ง่าย และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่อยู่มานานพอจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว ไม่ว่าคนเปลี่ยน สถานที่คุ้นเคยเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน ฯลฯ เมื่อท่านถึงจุดเปลี่ยน ท่านจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ทำให้เราสุขและเศร้าเคล้ากันไปยามนึกถึง
ส่วนตอนที่ 4 จริงๆ ผมว่าก็น่าสนใจอยู่ครับ เพียงแต่ผมอาจจะยังเข้าไม่ถึงสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่ไม่ชอบนะ แค่ถ้าให้เรียงลำดับแล้ว ผมจะชอบตอนอื่นๆ มากกว่าเท่านั้นเอง
จริงๆ แต่ละตอนล้วนมีรสชาติและคุณค่าที่แตกต่างกันไปครับ และพอพูดถึงแต่ละตอนผมก็มีเรื่องให้นึกถึงอยู่เยอะนะ อย่างตอนที่ 1 นี่หนังก็มาพร้อมคำถามที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง เช่นการที่สวนสาธารณะหายไป ทุกอย่างหายไปหมด แต่ม้านั่งยังเหลืออยู่ตัวเดียว มันก็น่าคิดนะว่า “จะเหลือไว้ทำไม? อะไรทำให้สิ่งที่เหลืออยู่คือม้านั่ง ไม่ใช่อย่างอื่น? มันคือความบังเอิญหรือถูกกำหนดมาด้วยอะไรบางอย่าง?”
หรือการที่บางสิ่งบางอย่างหรือบางคนที่เราคุ้นเคย เราเห็นมานาน แต่แล้ววันหนึ่งสิ่งนั้นก็จากไปโดยไม่มีโอกาสได้ร่ำลา – ห้วงความรู้สึกที่เวิ้งว้างในยามตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก รสชาติมันช่างน่าประหลาด เพราะมันเหมือนๆ จะเศร้า เหมือนจะเสียดาย แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราแอบยิ้มอยู่ลึกๆ
และบางครั้งจุดจบของเรื่องหนึ่ง ก็อาจเป็นการเริ่มต้นของอีกเรื่องหนึ่ง
ครั้นมามองเนื้อหาสาระของตอนที่ 2 มันก็ชัดเจนครับว่าหนังสะท้อนถึงการปรับตัวเข้าหากันของคนรัก ที่หากจะให้อยู่กันยืด ก็ต้องฟังกัน ทำความเข้าใจกัน แม้บางครั้งมันจะยากโคตรๆ แต่กระนั้นมันก็คือสิ่งที่ต้องทำ ไหนๆ จะอยู่ด้วยกันแบบยาวๆ ก็เสียเวลาปรับกันสักหน่อย
หรือบางคนอาจใช้วิธีว่า ถ้าอีกฝ่ายเปลี่ยนไม่ได้จริงๆ เราเองก็ลองปรับความรู้สึกที่ตนเอง ลองปล่อยวางกับเรื่องนั้นๆ ดู นั่นก็เป็นอีกทางที่ทำได้เพื่อให้ชีวิตคู่ได้เดินกันต่อไป – แต่สำหรับบางคน ทางนี้ไม่ใช่คำตอบ
และสำหรับบางคน คนที่เหมาะจะอยู่กับตัวเอง ก็คือตัวเอง
ในตอนที่ 3 มันทำให้ผมได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า กับคนบางคน เขาต้องมีอะไรสักอย่างเพื่อใช้ยึดเหนี่ยว แม้มันจะดูบ้าแค่ไหน แต่สำหรับคนๆ นั้น มันอาจมีความหมาย และมันอาจเป็นทางเดียวที่จะทำให้ตัวเองพอจะครองสติไหว พอจะกอบรวมตัวเองไว้ไม่ให้แตกสลาย – บางทีมนุษย์เราก็เปราะบางได้อย่างมหาศาล และนั่นไม่ใช่เรื่องผิด มันคืเป็นแค่ธรรมชาติอย่างหนึ่ง
พอมาถึงตอนที่ 4 มันชี้ชวนให้ผมลองคิดว่า บางสิ่งบางอย่างที่เราเห็นแบบผ่านๆ หรือไม่ได้ให้ความสนใจ มันอาจเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับใครบางคน ไม่ว่าจะสิ่งของหรือสถานที่ – เราตัดสินคุณค่าต่ออะไรสักอย่างครอบคลุมได้เพียงความคิดของเรา แต่ไม่สามารถตีค่าแล้วสรุปครอบคลุมคนทั้งโลกได้
อีกหนึ่งห้วงความคิดที่แทรกเข้ามาก็คือ… อายุเรากับอายุม้านั่งสักตัว อะไรจะสั้นหรือยาวกว่ากัน?
บางทีผมก็มองไปที่ต้นไม้ที่ขึ้นตระหง่านอยู่แถวบ้าน ผมเห็นมันมานานหลายปีตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ มันยังอยู่ในวันที่คนที่ผมรู้จักทยอยจากไป พ่อตาผม ตาผม พ่อผม อาจารย์ผม พวกท่านไม่อยู่แล้ว แต่ต้นไม้นั้นยังอยู่
มันจะยังอยู่เลยวันที่ผมตายไหม? หรือมันจะหายไปก่อน…
และเมื่อหนังดำเนินมาถึงตอนที่ 5 สารสำคัญของตอนนี้ก็คงเป็น “ไม่ว่าใคร เมื่อถึงเวลา ก็ต้องบอกลากันอยู่ดี”
“ของรัก หรือของสำคัญ เราต้องหัดหลบตามันบ้างมันถึงจะดี เพราะถ้าเราไปจดจ้องนับเวลาถอยหลังก่อนที่จะต้องจากกันไป มันคงยากจะทำใจได้”
“หรือแม้กับคนที่เรารำคาญ เราไม่อยากเจอ อยากจะไปให้พ้นๆ แต่เมื่อถึงวาระที่เราตระหนักว่า นี่คือครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอ ความทรงจำเก่าๆ ก็จะพรั่งพรู เรื่องที่เคยคิดว่าน่ารำคาญจังเลยเมื่อวันนั้น มาตอนนี้เราอาจรู้สึกไปอีกแบบ เราอาจรู้สึกขอบคุณหรือเราอาจให้อภัยได้ หรือเราอาจรู้สึกโหวง รู้สึกเหงา
หรือการที่พ่อแม่จะรู้สึกเหงาเมื่อลูกสาวคนเดียวย้ายออกจากบ้านไป มันคือวัฏจักร – ยิ่งรักเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหงาเท่านั้น”
“ความเหงา คือสิ่งที่ความสุขทิ้งเหลือไว้ให้” ตัวละครหนึ่งพูดไว้อย่างน่าจดจำ
หนังเรื่องนี้มีคุณค่าให้เราลองละเลียดสักครั้งคราครับ
สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)














