ดัดแปลงจากหนังสือดีที่มีชื่อเดียวกันกับหนังครับ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ถือว่าน่าพอใจเอามากๆ เลย
เหตุเกิดในอควาเรียมแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งโทว่า ซัลลิแวน (Sally Field) คอยดูแลรักษาความสะอาดอยู่ที่นั่น แล้วเธอก็มักจะพูดคุยปรับทุกข์กับมาร์เซลลัส (ให้เสียงโดย Alfred Molina) หมึกยักษ์สูงวัยที่มักจะหาเรื่องหนีออกมาจากตู้อยู่บ่อยๆ
แล้ววันหนึ่งก็มีเด็กหนุ่มนามว่าคาเมรอน (Lewis Pullman) แวะเข้าเมืองมาแล้วก็จำต้องหางานทำแบบด่วนๆ เขาเลยมาได้งานที่นี่ แล้วนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นของสายใยระหว่างหญิงชรากับเด็กหนุ่ม โดยมีหมึกยักษ์คอยจับจ้องสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา
หนังดีมากครับ ผมนี่ชอบแบบสุดๆ ไปเลย เอาแค่ดาราก็ได้ใจแล้วครับ 2 ตัวเอกอย่าง Field และ Pullman ต่างแสดงกันได้พอเหมาะ เข้าถึงบทบาท ระหว่างดูนี่หลายฉากเลยครับที่เราแอบอิน แอบผูกพันไปกับพวกเขา แล้วไหนจะดาราสมทบอย่าง Colm Meaney, Joan Chen, Kathy Baker, Beth Grant ที่เอาจริงๆ พื้นที่ในหนังของพวกเขามันไม่เยอะนะ แต่มาทีไรก็มีอะไรให้จดจำทุกที
แล้วก็แอบดีใจครับที่ได้เจอกับ Laura Harris เธอคนนี้ผมล่ะจำได้แม่นเลยจากบทแมรี่ เบธแห่ง The Faculty จากเรื่องนั้นถึงเรื่องนี้เวลาก็ผ่านไป 28 ปีแล้ว เธอดูสูงอายุขึ้น ซึ่งก็ไม่ต่างจากผมล่ะครับ ก็แก่ไปด้วยกันนี่แหละ 5555
หนังกำกับโดย Olivia Newman ซึ่งพอรู้ว่าเธอจะมากำกับผมนี่วางใจเลยครับ เพราะเธอเคยทำ Where the Crawdads Sing ออกมาได้อย่างตราตรึง มาหนนี้เธอก็ไม่ทำให้ผิดหวัง อันที่จริงต้องบอกว่าสมหวังมากๆ เลยก็ว่าได้ เพราะตัวบทเธอก็ดัดแปลงมาจากนิยายด้วยตัวเอง (ร่วมกับ John Whittington แห่ง Sonic the Hedgehog ทั้ง 3 ภาค) ซึ่งเนื้อเรื่องและรายละเอียดถือว่ากลมกล่อมพอเหมาะ เช่นเดียวกับการเล่าเรื่องที่ชวนให้ติดตามไปตั้งแต่ต้นจนจบ จนบอกได้เลยว่าถ้าใครอยากดูหนัง Feel Good ดีๆ ดูแล้วได้พลังบวกล่ะก็ เรื่องนี้คือตัวเลือกที่เหมาะมากครับ

ผมถือว่าเป็นการทำงานที่สอดประสานกันอย่างน่าปรบมือครับ ดาราก็เล่นถึง บทก็ถึง การกำกับก็ถึง ดูไปแล้วมันค่อยๆ อินเพิ่มขึ้นตามลำดับ รู้สึกเสมือนหนึ่งเป็นชาวเมืองกับเขาด้วย (เพระาหนังชอบย้ำว่าเมืองมันเล็ก ใครทำอะไรก็รู้ทั่วกันหมด มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ น่ะครับ) อีกทั้งสารพัดซีนอารมณ์ที่ทำได้ถึงอีกเช่นกัน ส่วนตัวผมนี่ยกให้เป็นหนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากนิยายแล้วถ่ายทอดออกมาได้สวยงามอย่างยิ่งจริงๆ
แล้วของเด็ดที่ทำเอาผมตายไปเลยต้องยกให้งานภาพครับ ถ่ายออกมาได้โคตรสวย ไม่ว่าจะในอควาเรียม ตามถนนหนทาง ภาพบ้านอาคารในเมือง เรื่อยไปจนถึงช็อตมุมกว้างที่โชว์ให้เห็นวิวต่างๆ อันนี้ต้องยกนิ้วให้ Ashley Connor ผู้กำกับภาพสาวที่โตมาทางสาย MV และหนังสั้น ซึ่งภาพที่ออกมานี่คืออย่างสวยน่ะครับ สวยจนเพิ่มความเด่นให้หนังได้อีกหลายกระบุง แล้วก็ต้องชมรวมถึงโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ Jennifer Morden (The Kid Detective, Fresh), ฝ่ายกำกับศิลป์ Brad Karsgaard (ซีรี่ส์ A Million Little Things) และฝ่ายฉาก Victoria Pearson (Good Boys) ที่งานในเรื่องนี้ถือเป็นท็อปฟอร์มของพวกเขาจริงๆ
สำหรับแก่นแกนหลักของหนังก็ว่าด้วยการประคองตัวเองให้ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากของชีวิต บางคนเจอเพียงช่วงสั้นๆ แต่สำหรับบางคนมันอาจจะนานเป็นสิบๆ ปีเลยก็ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องเจอกับตัวถึงจะเข้าใจครับ ยามที่เราบอกให้ใครๆ เขาว่า “อย่าคิดมาก อย่าเครียด ปล่อยวางซะ” มันไม่ยากเย็นอะไร แต่เราจะรู้ซึ้งตอนที่เรื่องราวรวดร้าวมันเกิดกับเราจริงๆ นั่นแหละ
แต่ก็นั่นล่ะครับ คนเราเจ็บได้ ปวดได้ ช้ำได้ แต่การอยู่กับภาวะแบบนั้นมันไม่สนุกหรอก เราก็ต้องหาทางนำพาตัวเองให้ลุกขึ้นมาและหาทางเดินต่อไป บางคนอาจเจอทางออกจากเรื่องเล่าของคนอื่น บางคนเจอทางออกด้วยการดูหนัง บางคนฟังเพลงแล้วปลดล็อคได้ หรือบางคนอ่านหนังสือไปแล้วก็เจอจุดเปลี่ยน – จุดสำคัญจากประเด็นเหล่านี้ก็คือ เราต้องหาอะไรทำครับ ต้องทำอะไรสักอย่าง อย่าปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่กับความเจ็บปวดนั้น บางครั้งก็ต้องฝืนหาอะไรทำ ฝืนไปที่ไหนสักแห่ง ฝืนแบ่งปันเรื่องราวกับใครสักคน (แต่ก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ด้วยน่ะนะครับ)
ถ้าฝืนแล้วยังไม่มีอะไรเปลี่ยนก็ไม่เป็นไรครับ ก็ถอยมาตั้งหลัก ก็พักอีกสักพัก มีแรงค่อยเดินต่อ ทำเวียนกระบวนการซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถออกจากห้วงความเจ็บปวดนั้น ซึ่งเราก็ไม่อาจรู้ได้หรอกครับว่ามันจะเร็วหรือช้าแค่ไหน แต่ที่รู้แน่ๆ คือถ้าปล่อยให้ตัวเองจมต่อไป ชีวิตก็คงไปต่อได้ยาก
ผมชอบตอนที่มาร์เซลลัสพูดว่า “แม้เธอ (โทว่า) อยู่ในตู้ที่ใหญ่กว่าผม แต่ดูก็รู้ว่าเธออยากมีอิสระ” มันคือการสื่อให้เห็นภาพน่ะครับ ว่าแม้มนุษย์เราจะไม่ได้อยู่ในตู้ในกรง แต่เราก็ยังถูกจองจำไว้ด้วยอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับเราน่ะครับ ว่าเราจะหาคำตอบไหมว่าตอนนี้มีอะไรบ้างที่จองจำเราเอาไว้ และหากรู้หากเห็นแล้วว่ามันคืออะไร ก็อยู่ที่เราอีกเหมือนกันว่าเราจะสามารถปลดล็อคสิ่งที่จองจำเราเอาไว้ได้หรือไม่

อย่างสิ่งที่จองจำหรือฉุดรั้งทั้งโทว่าและคาเมรอนเอาไว้นั้น อย่างหนึ่งก็คือ “อดีต” ครับ ซึ่งผมเชื่อว่าผู้คนมากมายก็โดนอะไรแบบนี้เหมือนกัน ในเชิงรายละเอียดอาจจะต่างกันไปตามแต่สตอรี่ของแต่ละคน แต่หัวข้อใหญ่จะเหมือนกัน นั่นคือ “เรื่องราวจากอดีตส่งผลกระทบรบกวนมาจนปัจจุบัน” และถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง มันก็จะมีผลต่อไป “ยันอนาคต”
ซึ่งแนวทางหนึ่งที่จะพาเราออกจากปัญหา (ไม่ว่าจะปัญหาจากอดีตหรือปัญหาที่เพิ่งมาหมาดๆ) ก็คือ เราต้องเผชิญหน้ากับมัน และต้องเผชิญให้ถูกด้วยนะครับ – อย่างในหนังเราก็จะเห็น ว่าคาเมรอนพยายามจะเผชิญหน้า แต่ดันเคาะประตูบ้านผิดหลัง ก็เลยต้องโกยอ้าวแทบไม่ทัน ภาพในหนังอาจดูขบขัน แต่มันก็มีในชีวิตจริงเหมือนกันที่เราดั๊นไปเผชิญหน้าผิดบานประตู
ใช่ครับ เราต้องกล้าเผชิญหน้า แต่ถ้าจะให้ดี ระหว่างการเผชิญหน้าเราก็ควรมีกำลังเสริมด้วย และกำลังเสริมเหมาะจำพกพาไปด้วยก็คือ “สติ” นั่นเอง
เพราะยามเผชิญหน้ากับอดีตหรือปัญหาที่เข้มข้นนั้น มันง่ายเหลือเกินที่เราจะหลุด ที่เราจะยอมให้อารมณ์มาครอบงำ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดครับ คนเรานั้นหลุดได้ โกรธได้ ดังนั้นเราจึงควรพกพาสติไปด้วยเสมอ เผื่อเวลาเผชิญหน้ากับอะไรก็ตาม เราจะได้มีหลักให้ยืด มีจุดให้ยืน ไม่เป็นง่ายแตกพ่ายไปง่ายๆ
นอกจากนี้ ยิ่งเรามีสติมากเท่าไร ระยะเวลาที่เราต้องเผชิญกับปัญหาก็จะน้อยเท่านั้น – ว่าง่ายๆ คือถ้าขาดสติ ถ้าใช้อารมณ์ ก็จะเท่ากับเราทำให้ตัวเองต้องวนลูป ต้องต้องเจอกับปัญหาอยู่ร่ำไป
ส่วนถ้าถามว่าจะฝึกสติอย่างไร ก็แนะนำให้ค้น Google เอาเลยครับ จะฝึกตามแนวทางโลกหรือทางธรรมก็เอาตามจริตเลย – ถ้าให้แนะนำเป็นการส่วนตัว ก็ลองหาอ่านหาฟังของท่านพุทธทาสภิกขุดูครับ
อีกอันหนึ่งที่มาร์เซลลัสพูดแล้วโดนใจก็คือ “จุดเด่นอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ ทักษะการสื่อสารที่ห่วยแตก… ทำไมมนุษย์ไม่หัดใช้คำที่มีอยู่นับล้านคำ เพื่อสื่อสารว่าเราต้องการอะไร?” ประโยคนี้ไม่ต้องอธิบายเพิ่มล่ะครับ มาร์เซลลัสบอกไว้ชัดถ้วนหมดแล้ว
เป็นหนังที่ดูแล้วครบรสครับ มีสุขมีเศร้า มีรอยยิ้มและหยาดน้ำตา เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งในฐานะหนังสักเรื่องที่ให้ความบันเทิงกับเราได้ และส่วนตัวมองว่านี่เป็นอีกหนึ่งหนังที่สอนวิชาชีวิตให้กับเราได้เป็นอย่างดี
สามดาวเต็มครับ
(8/10)












