ฮังชิงเทียน (จางเพ่ยซัน, Chang Pei Shan) หัวหน้าหมายเลขหนึ่งของสำนักเถียนยี่ถัง คิดจะชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาไว้ที่ตนเป็นผู้เดียว เขาจึงเริ่มดำเนินแผนสังหารเจ้าสำนักและหัวหน้าคนอื่นๆ แต่แล้วระหว่างนั้น พญาอินทรีจั่นเฟย (ตี้หลุง, Ti Lung) ได้ล่วงรู้เรื่องราวนี้เข้า ฮังชิงเทียนจึงคิดสังหารจั่นเฟย แต่ก็แน่นอนว่า มันย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
สมทบด้วย หลี่ชิง (Li Ching, Ching Lee) ในบทหัวหน้าเจ็ด อันยู่หลิน และหัวหน้าแปด อันปิงเอ๋อ, หวังจง (Wang Chung) เป็นหัวหน้าฟ่านอู๋ถิง, เจิ้งเหล่ย (Cheng Lei) เป็นห้วหน้ากวน, จิงเหมี่ยว (Ching Miao) เป็นเล็บพิฆาต ว่านหัวป้า, หวังกวงหยู (Wang Kuang Yu) เป็นฟางชิง สหายของจั่นเฟย หนังเขียนบทโดย เหง่ยคัง (Ni Kuang) และกำกับโดย จางเชอะ (Chang Cheh) ครับ
ยอมรับว่าช่วงแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ ผมคล้ายจะไม่ชอบนะ เพราะคาแรคเตอร์ของจั่นเฟยนั้นออกแนวแปลก คือเข้าใจแหละครับว่าเขาเป็นจอมยุทธผู้ไม่สนโลก วิธีคิดอ่านจึงไม่เหมือนชาวบ้าน และที่สำคัญคือเขาดูจะไม่สนใจความเป็นไปของยุทธภพเลย มันเลยทำให้ดูแล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดใจกับการตัดสินใจหลายๆ อย่างของเขา ว่าง่ายๆ คือมันขัดใจเราน่ะครับ ผมเลยเหมือนๆ จะจูนกับตัวละครนี้ไม่ติด
แต่พอดูไปๆ… เออ เฮ้ย ผมกลับค่อยๆ เข้าใจตัวละครนี้มากขึ้น คือเขาไม่ใช่คนไม่สนโลกอะไรแบบนั้นนะ แต่แค่เป็นคนสุดทางอารมณ์ คือถ้าไม่สนใจก็จะไม่สนใจแบบสุดซอย ให้ตายยังไงก็ไม่สน แต่ถ้าสนใจอะไรขึ้นมาล่ะก็ เขาจะตอแยแบบไม่ตายไม่เลิกเช่นกัน
จุดที่ทำให้ผมจูนจั่นเฟยติดนี่ก็คงเป็นตอนที่เขาสูญเสียเพื่อนสนิทไป แล้วเขาก็หลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่สนสายตาชาวบ้านที่อยู่กันเต็มแถบนั้น ก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ นาทีนั้นชาวบ้านคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “เขาว่าจอมยุทธผู้กล้า ต้องไม่หลั่งน้ำตามิใช่หรือ?”
ชาวบ้านอีกคนก็ตอบว่า “ข้าว่าเพราะจอมยุทธพวกนั้นยังไม่เจอกับความเศร้าที่มากพอต่างหาก”
ที่น่าสนใจคือชาวบ้านทั้งสองต่างเป็นคนมีอายุครับ มันเลยเป็นการสะท้อนมุมมองจากคนที่ผ่านโลกมามาก อันทำให้คำกล่าวเหล่านี้ดูมีความหมายมากยิ่งขึ้นสำหรับผม

แล้วพอดูไป เราก็จะเริ่มเห็นอีกด้านของอารมณ์ความรู้สึกของจั่นเฟย จากตอนต้นที่ดูไม่มีอารมณ์กับอะไรทั้งสิ้น มาตอนหลัง (โดยเฉพาะหลังจากเจอแม่นางอันยู่หลินแล้ว) เราจะเห็นอีกห้างอารมณ์ อีกมุมหนึ่งของตัวละครนี้ ทำให้เขาดูมีเลือดมีเนื้อ มีมิติ เพียงแต่มันอาจจะผิดแผกแตกต่างจากคนทั่วไปเท่านั้น – หรืออาจเพราะผมเคยเจอคนที่มีห้วงอารมณ์ขึ้นสุดลงสุดแบบนี้น่ะครับ เลยทำให้รู้สึกเชิงบวกกับตัวละครนี้มากขึ้น
มันทำให้เข้าใจน่ะครับ ว่าคนเรามีความต่างกันจริงๆ บางคนอาจรู้สึกกับบางเรื่องมากหน่อย ในขณะที่บางคนอาจไม่รู้สึกอะไรใดๆ กับเรื่องนั้นเลย ผมมองว่ามันคือสิ่งหนึ่งที่เราควรเข้าใจในฐานะมนุษย์น่ะนะครับ เพราะเราต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น การเปิดใจรับในความแตกต่างคือหนทางหนึ่งที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันมันเกิดปัญหาน้อยลง และดีไม่ดีการที่เราทำความเข้าใจกับมิติความรู้สึกของคนอื่น มันก็อาจมีส่วนย้อนหลับมาทำให้เราเข้าใจมิติความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นด้วย
การรู้ทันในสิ่งที่โลกเป็น และเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น คือสิ่งเล็กๆ ที่จะช่วยทำให้เราอยู่บนโลกนี้ได้ แบบมีความทุกข์น้อยลง
ตี้หลุงถือว่าเล่นบทนี้ได้ดีครับ ตอนไม่สนใครนี่แววตาท่าทางเขามันดูเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่พอเริ่มห่วงใครขึ้นมา สีหน้าแววตาก็จะบ่งบอกออกมาเลยเช่นกัน แต่รายที่ผมออกจะชอบมากหน่อยคือหลี่ชิงที่ในเรื่องรับบทเป็น 2 ตัวละคร คนหนึ่งเป็นหญิงแกร่งจิตใจอ่อนโยนและรักคุณธรรม ส่วนอีกคนเห็นแก่ตัวชั่วร้าย ไม่สนใครนอกจากตนเอง ซึ่งหลี่ชิงสามารถสวมทั้ง 2 บทนี้ออกมาได้อย่างดี คือพอเราเห็นเธอแล้วเราจะรู้เลยนะครับว่านี่คือตัวละครไหน นี่คือคนที่จิตใจดีหรือจิตใจร้าย เธอแสดงให้เรารู้สึกได้ถึงขนาดนั้นเลย
ด้านคิวบู๊ฉากต่อสู้ถือว่าได้เรื่อยๆ ครับ ตามสไตล์จางเชอะ คือยังไม่พลิ้วมาก ไม่มันส์มาก แต่ก็ใช้ได้ ส่วนเนื้อเรื่องก็ถือว่าดูเพลินใช้ได้อยู่ แม้จะมาแนวหักหลังชิงอำนาจตามสูตรก็ตาม แต่ผมว่าจางเชอะเล่าได้สนุกดี อาจไม่ถึงกับลึกซึ้ง แต่ก็ได้รสชาติ
เป็นหนังอีกเรื่องที่ตอนขึ้นต้นนึกว่าเราจะเฉยซะแล้ว แต่ดันลงเอยด้วยการที่ผมชอบและแอบประทับใจ โดยเฉพาะตอนจบของเรื่องที่สื่ออารมณ์เดียวดายของมนุษย์คนหนึ่งได้ถึงพอสมควร
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
Categories: Movie Reviews, Action, Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Martial Arts, Recommended Movies, Wuxia












