แอนดี้ (Billy Barratt) กับไพเพอร์ (Sora Wong) 2 พี่น้องที่สูญเสียพ่อไปได้มาอยู่ในความดูแลของลอร่า (Sally Hawkins) นักจิตวิทยาที่ดูร่าเริง แต่แฝงไว้ด้วยความแปลก – แน่นอนครับว่าเบื้องหลังความแปลกนี้ มีความสยองสุดขั้วซ่อนเร้นอยู่
ผมดูเรื่องนี้ต่อจาก Moloch ครับ และบอกเลยว่าผมชอบเรื่องนี้มาก คือมันเป็นหนังที่พูดได้เต็มปากว่าสยอง แต่มันไม่ได้มาพร้อมมุมกล้องแปลกๆ ไม่ได้มาพร้อมความมืดหรือหลืบเร้น ไม่ได้มาพร้อม Jump Scare แต่มันคือความสยองที่ค่อยๆ ก่อตัวจากรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะความแปลกของลอร่า เหตุการณ์แปลกๆ ที่เกิดกับแอนดี้ และโดยเฉพาะออลลี่ (Jonah Wren Phillips) ที่ทำให้เราขวัญผวาได้ตั้งแต่ฉากแรกที่ปรากฏตัว
และที่ผมพูดไปนั่นแค่ออเดิร์ฟนะครับ เพราะพอหนังเดินเรื่องไป เรื่องมันก็ชวนให้เราอยากรู้น่ะว่าตกลงลอร่ากำลังทำอะไร และสุดท้ายแล้วชะตากรรมของ 2 พี่น้องจะไปจบลงตรงไหน ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆ หลายอย่างมันเดาได้นะ แต่การเล่าเรื่องมันพอเหมาะ ยิ่งการแสดงของ Hawkins นี่คือครองหนังทั้งเรื่องได้สบายๆ แล้วยังบวกด้วยการแสดงของ Barratt และ Phillips อีก หนังเลยอุดมไปด้วยองค์ประกอบดีๆ ที่ทำให้หนังมีความน่าติดตาม
ใครชอบหนังสยองเชิงแหวะนี่น่าจะสมหวังกันล่ะครับ หลายฉากนี่ทำเอาขนหัวลุก และผมชอบนะที่หนังไม่พยายามจะเอาแต่ความแหวะเป็นจุดขาย แต่มันแจกจ่ายความสยองไปยังทุกส่วนของหนัง ทั้งสยองจากตัวละคร สยองจากเรื่องราว สยองจากการคาดเดาของคนดู (ประมาณว่าแม้เหตุจะยังไม่เกิด แต่แค่หนังทำให้เราจินตนาการหรือคิดตาม แค่นั้นก็สยองแล้ว) แล้วก็สยองจากความแหวะ สยองแบบเลือดกระเซ็น – ผมว่านี่แหละคือหนังสยองที่ครบเครื่องแบบที่ควรจะเป็น
หนังกำกับโดย Danny และ Michael Philippou เจ้าของผลงานหนังสยองที่ผมโปรดปรานอย่าง Talk to Me มาเรื่องนี้ลีลาของพวกเขาก็ยังน่าจดจำครับ และผมชื่นชมนะที่พวกเขาไม่พยายามย่ำรอยความสำเร็จเดิม คือถ้าสังเกตดีๆ นี่จะรู้สึกได้เลยครับว่าโทนและทิศทางของ Talk to Me และ Bring Her Back นี่มีความต่างกันพอสมควร อย่างเรื่องก่อนจะมีลูกเล่นเรื่องภาพ มีความหวือหวา มี Jump Scare ผสมผสานกัน ในขณะที่เรื่องนี้เน้นความสยองแบบตรงๆ โต้งๆ ไม่ซับซ้อน เน้นให้เรื่องราวมันดำเนินไปตามครรลอง พอดูจบก็ไม่รู้สึกขัด อย่างผมนี่ก็คิดครับว่า มันจบลงแบบที่ควรจะเป็นแล้วล่ะ
สำหรับประเด็นในหนัง ถ้าจะพูดถึงมันก็คงหนีไม่พ้นการสปอยล์น่ะนะครับ ดังนั้นใครไม่อยากทราบก็อย่าเพิ่งอ่าน ข้ามไปก่อนแล้วกัน

===== สปอยล์ล่ะนะครับ =====
สิ่งหนึ่งที่ชอบคือการที่หนังสื่อโต้งๆ ว่า “โลกนี้ไม่ได้งดงามเสมอไป” – จุดนี้ต้องเคลียร์กันก่อน ผมไม่ได้บอกว่าโลกนี้ไม่มีด้านสวยงามนะครับ มันมีนั่นแหละ มีทั้งมุมสวยงาม มีทั้งคนดีๆ มีทั้งเรื่องดีๆ และโอกาส ใช่ครับมันมี แต่ขณะเดียวกันเราก็ควรตระหนักด้วย ว่ามันย่อมมีด้านไม่สวยเกิดขึ้นเช่นกัน
อย่างสิ่งที่แอนดี้เจอจากการกระทำของพ่อ นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับครับ ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะเกิดมาเพื่อเป็นพ่อแม่ และไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่จะดีต่อลูก ดังนั้นวาทกรรมครอบจักรวาลอย่าง “พ่อแม่ทุกคนรักลูกและไม่ทำร้ายลูกหรอก” เราคงต้องขัดเกลามันเสียใหม่เป็นว่า “พ่อแม่ทุกคนก็คือคน” และคนก็มีทั้งที่ดีและไม่ดี
ตราบใดทีเรายังปิดหูปิดตาไม่มองเรื่องนี้บนฐานความเป็นจริง หลายๆ ปัญหาในครอบครัวจะไม่อาจแก้ไขได้เลย
ในหนังจะเฉลยให้เรารู้ครับ ว่าจริงๆ แอนดี้ก็โดนมาหนัก แต่ที่ไพเพอร์ไม่เคยรู้เลยก็เพราะเขาพยายามปกป้องน้องให้ไม่ต้องมารับรู้เรื่องร้ายๆ – แบบเดียวกับตอนต้นเรื่องที่แอนดี้บอกกับไพเพอร์ว่ากลุ่มเด็กที่เธอเข้าไปคุยนั้นพวกเขาชอบเธอแหละ ทั้งที่ความจริงทั้งกลุ่มนั่นกำลังล้อไพเพอร์อยู่เห็นๆ – ซึ่งแอนดี้ก็มาสำนึกได้ว่าเขาควรจะบอกน้องไปตั้งแต่แรก โดยเฉพาะกับเรื่องของลอร่า เพื่อที่ไพเพอร์จะได้ไม่ไว้วางใจลอร่ามากจนเกินไป
เอาจริงๆ แล้ว หากเราอยากปกป้องใครสักคนจากสิ่งไม่ดีในโลก สิ่งที่เราควรทำคือต้องบอกให้คนผู้นั้นรู้ว่าโลกนี้มีสิ่งไม่ดีอยู่จริง ว่าความจริงของโลกมันเป็นแบบนี้ มันอาจดูโหดร้ายในทางปฏิบัติ มันอาจช็อคความรู้สึกคนที่รับรู้เรื่องพวกนี้เป็นครั้งแรก แต่การปล่อยให้คนผู้นั้นไม่รู้ถึงความโหดร้ายของโลกเลย นั่นอาจเป็นเรื่องที่โหดร้ายยิ่งกว่า
การรู้จักยอมรับความริง อาจเป็นทักษะหนึ่งที่ช่วยป้องกันเราจากเรื่องร้ายได้มากกว่าที่คิด

และที่แน่ๆ อย่างหนึ่งคือหนังสะท้อนให้เห็นครับว่าการมองแต่ด้านดีเกินไป หรือไม่มองด้านร้ายเผื่อไว้เลย สุดท้ายเรานั่นแหละอาจซวยได้ – ก็การที่แอนดี้กับเวนดี้ (Sally-Anne Upton) ไปหาลอร่ากันแค่สองคนในตอนท้ายเรื่องนั่น บอกตรงๆ ว่าเดาได้เลยว่าพวกเขาไม่น่ารอด
อีกประเด็นที่ได้จากหนัง คือการเห็นภาพว่าความสูญเสียนั้นสามารถเปลี่ยนคนได้ขนาดไหน อย่างลอร่านั้นคือภาพที่ชัดเจนของคนที่ปวดร้าวจากความสูญเสีย จนมันเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นเหมือนปีศาจที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาคนรักกลับคืนมา
ใจหนึ่งก็เห็นใจเธอครับ อันว่าความสูญเสียนั้น ถ้าใครไม่เจอกับตัวก็ไม่รู้ อย่างผมนี่ก็เสียพ่อไปครึ่งปีแล้ว ตอนที่เหตุเกิดวันแรกผมก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน แต่พอถึงจุดหนึ่งผมก็สามารถเรียนรู้จากมัน สามารถเข้มแข็งขึ้น สามารถแปลงความเศร้ามาเป็นพลังในทางบวกได้ ใช้มันเป็นขุมพลังในการเดินต่อไปข้างหน้าได้
ในฉากจบที่ลอร่านอนกอดลูกของเธอในสระว่ายน้ำนั้น มันสามารถมองได้ 2 มุมครับ มุมแรกคือเธอตายตามลูกไป สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถปล่อยมือจากความสูญเสียได้ และตายไปพร้อมกับมัน หรืออีกมุมก็มองได้ว่า ในวาระสุดท้ายนั้น ลอร่าได้ตระหนักแล้วว่า เธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความตายของลูกได้ เธอจึงยอมรับมัน และยุติการเป็นปีศาจร้าย ไปพร้อมกับลมหายใจของตนเอง
อันนี้ผมทราบมาว่า จริงๆ ฉากจบดั้งเดิมนั้นจะดาร์คกว่านี้มากครับ แต่ที่ 2 ผู้กำกับตกลงให้จบแบบนี้ ก็เพราะอยากแสดงความเห็นใจต่อตัวละครนี้ ที่จริงๆ แล้วเธอเป็นแค่แม่ที่จมดิ่งไปกับความเศร้าและเธอรักลูกมากๆ จนหมดหัวใจ
===== หมดสปอยล์ครับ =====
ชอบครับ ดูแล้วชอบเลย หนังครบทั้งการแสดงดีๆ ทั้งพล็อตเรื่องที่ชวนติดตาม ทั้งความแหวะความสยอง และสำหรับผมแล้ว หนังเตือนสติให้เรามองโลกตามที่มันเป็น และกระตุ้นให้เราหมั่นฝึกฝนตนเองให้พร้อมรับมือกับอะไรก็ตามที่มาแบบไม่คาดฝัน
ถือว่าควรค่าแก่การรับชมและเหมาะแก่การเก็บไปคิดต่อหลังดูจบ
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
Categories: Movie Reviews, Horror, Mystery, Recommended Movies, Supernatural Horror













