พอรู้ครับว่า Robert Eggers เป็นผู้กำกับที่เก่ง เพียงแค่นึกไม่ถึงว่าพี่เขาจะสามารถรีเมค Nosferatu ออกมาได้ถึงเครื่องขนาดนี้
ชอบครับ พูดได้เต็มปากว่าชอบเลย โดยก่อนจะดูฉบับนี้ผมก็จัด Nosferatu ฉบับดั้งเดิมไปรอบหนึ่ง แล้ววันต่อมาก็จัดเรื่องนี้ต่อ ผมชอบที่ฉบับใหม่นี้มีการเติมเต็มอะไรหลายๆ อย่างทำให้เรื่องราวมันดูกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวมากขึ้น ทำให้เห็นที่มาที่ไป ทำให้เห็นเหตุที่นำไปสู่ผล เรียกว่าเป็น Nosferatu ที่มีความสมบูรณ์ ดูเป็นหนังสมัยใหม่ที่ได้อารมณ์โบราณ และเป็นการรีเมคที่ไม่เสียชื่อต้นฉบับ
อย่างแรกที่เตะตาตั้งแต่ฉากแรกๆ ก็ต้องยกให้งานภาพล่ะครับ เรียกว่าทำถึงในทุกส่วน ตั้งแต่มุมกล้องดีๆ เสริมความอลังการและความขลังให้กับหนัง (โดยผู้กำกับภาพ Jarin Blaschke) ตามด้วยงานฉากงานสร้างที่ได้อารมณ์ย้อนยุค และมาพร้อมความสวยแบบศิลป์ๆ (โดยฝีมือของโปรดักชั่นดีไซเนอร์ Craig Lathrop และคนเซ็ตฉากอย่าง Beatrice Brentnerova) บวกกับงานคอสตูมชั้นดี (โดย Linda Muir) จนไม่แปลกใจเลยครับที่หนังจะได้ชิงออสการ์ไปทั้ง 3 สาขา
ภาพสวยๆ นี่มีเพียบครับ ไม่ว่าจะสารพัดภาพตอนโธมัส (Nicholas Hoult) ต้องเดินท่องถิ่นกันดารตามลำพัง หรือฉากคฤหาสน์สวยๆ ตอนต้นเรื่อง หรือตอนที่โธมัสยืนอยู่เดียวดายกลางถนน แต่ฉากนี่สวยและงามจับตา เรียกว่าในแง่งานภาพนี่สู้กับของเก่าได้แบบไม่น้อยหน้า
ทีมนักแสดงก็เล่นถึง รายที่ขโมยซีนเสมอก็คือ Willem Dafoe มาเรื่องนี้พี่ท่านดูขลังเอาเรื่อง และบอกเลยว่าในหลายๆ ช่วง เขานี่แหละครับที่ช่วยเสริมอารมณ์ เสริมความตื่นเต้น หรือไม่ก็ความผวาให้กับหนังได้ เพียงใช้แค่น้ำเสียงกับท่าทางเท่านั้น

Lily-Rose Depp ลูกสาวของ Johnny Depp รายนี้ก็ฝีมือจัดจ้านใช่เล่น เธอทำให้เราเชื่อครับว่าตัวละครมีความไม่ธรรมดา ไหนจะตอนออกท่าออกทาง หรือตอนฉากในเชิงอีโรติก ผมก็ต้องยอมรับว่าเธอเล่นได้ถึง ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสาวที่มาพร้อมความสวยและเสน่ห์แบบลึกลับ เรียกว่าได้พ่อบวกแม่ (Vanessa Paradis) มาแบบครบถ้วน
ดารารายอื่นก็เสริมหนังได้ไม่น้อยหน้า ไม่ว่าจะ Hoult, Aaron Taylor-Johnson, Emma Corrin, Ralph Ineson และ Simon McBurney โดยเฉพาะรายหลังนี่วาดลวดลายชวนสยองได้เข้าท่าและน่าจดจำไม่ใช่เล่น
อย่างที่บอกครับว่าผมชอบที่ฉบับนี้มีการคงไว้ซึ่งแกนหลักของต้นฉบับ แล้วก็มีการดัดแปลงหรือขยายความเพิ่มเติมซึ่งทำให้หนังมันดูเต็มขึ้น ดูแล้วเห็นภาพรวมของเหตุการณ์มากขึ้น ไม่ว่าจะสายสัมพันธ์ระหว่างเอลเลน (Depp) กับเจ้าปีศาจ หรือภาพของบ้านเมืองยามเกิดความโกลาหลเพราะโรคระบาด และที่ชอบเป็นพิเศษคือฉากที่ว่าด้วยความเสน่หา ตัณหา หรือราคะนี่ Eggers บิ้วได้ดี ที่สำคัญคือมันดูเป็นศิลป์และเข้ากับท้องเรื่องมากกว่าจะเป็นฉากเร้าอารมณ์วับๆ แวมๆ
แม้ผมจะชอบภาพรวมของหนังมากๆ ก็เถอะ แต่ก็ยังมีอยู่จุดหนึ่งที่ยังไม่ค่อยถึงใจเท่าไหร่ นั่นคือรูปลักษณ์และการปรากฏตัวของเคาน์ออร์ล็อก ซึ่งผมพอเข้าใจนะว่าของเก่าทำไว้ขลังมาก ถึงขั้นว่าท่านเคาท์ปรากฏตัวจริงๆ ในหนังแค่ 9 นาที แต่ภาพลักษณ์ของท่านเคาท์เวอร์ชั่นเก่าก็สามารถกลายเป็นตำนานยืนยงมากว่าร้อยปีได้ พอมาฉบับนี้ก็น่าจะพยายามเลี่ยงการปะทะแบบตรงๆ เราเลยจะเห็นท่านเคาท์ฉบับใหม่แบบในเงามืดเสียเยอะ แล้วก็หันไปเน้นเรื่องการเล่าตำนานและใช้ปัจจัยอื่นๆ มาทำให้ท่านเคาท์ดูมีอำนาจและมีความสะพรึงโดยไม่เน้นไปที่รูปลักษณ์เป็นหลัก
ซึ่งผมก็ชอบตำนานรอบๆ ของท่านเคาท์เวอร์ชั่นนี้อยู่ครับ พี่ท่านดูน่ากลัวจริง เป็นแวมไพร์ที่ดูร้ายกาจและมีอำนาจทำลายล้างขั้นล้างเมืองได้จริง แต่กระนั้นผมก็สารภาพล่ะครับว่ายังไงภาพของท่านเคาท์เวอร์ชั่นเก่ามันยังติดตาผมอยู่ไม่หาย โดยเฉพาะซีนที่ท่านยืนจ้องมากลางห้องที่เวิ้งว้างนั่น เลยทำให้ท่านเคาท์เวอร์ชั่นเก่ายังครองใจผมได้แบบประทับจิตอยู่ดี
แต่ยังไงโดยรวมแล้ว นี่คือ Nosferatu อีกฉบับที่ควรค่าแก่การรับชมครับ เพราะทำถึงทำดี เป็นงานสยองย้อนยุคระดับคุณภาพอีกเรื่องที่คอหนังแนวนี้ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนที่ชอบหนังแวมไพร์สไตล์ Hammer Films ก็น่าจะสมใจกันไม่มากก็น้อย
สำหรับเกร็ดหนังเล็กๆ ที่อยากมาเล่าก็คือ ตอนแรกคนที่จะมาแสดงนำก็คือ Harry Styles และ Anya Taylor-Joy ครับ แต่พอโปรเจคต์เกิดการล่าช้า Styles ก็ต้องโบกมือลาเพราะติดงานที่อื่น ส่วน Taylor-Joy ก็ต้องไปแสดง Furiosa: A Mad Max Saga เช่นกัน เลยต้องมีการเปลี่ยนตัวอย่างที่เห็น
ส่วนดาราที่ถูกเล็งให้มารับบทท่านเคาท์ออร์ล็อกนั้น ก็มี Mads Mikkelsen และ Daniel Day-Lewis อยู่ในลิสต์ด้วยครับ แต่สุดท้ายคนที่ได้มารับบทก็คือ Bill Skarsgård ซึ่งเจ้าตัวบอกเลยว่า บทท่านเคาท์ออร์ล็อกนี้คือตัวละครที่มีความน่ากลัวอย่างแท้จริง จนเขาคิดเลยว่าจะไม่เล่นบทสิ่งชั่วร้ายเบอร์นี้อีกอย่างแน่นอน
และถ้าจะว่าไปแล้ว Eggers นี่ไม่ได้กำกับ Nosferatu เป็นครั้งแรกหรอกนะครับ เพราะเขาเคยเป็นผู้กำกับร่วมละครเวที Nosferatu สมัยอยู่ไฮสคูลด้วย
หนังใช้ทุนสร้างราว $50 ล้าน แล้วก็สามารถทำเงินในอเมริกาได้ถึง $95 ล้าน หรือถ้ารวมทั่วโลกเลยก็คือ $181 ล้านครับ แล้วก็ได้ชิงออสการ์ 4 สาขา นอกจาก 3 สาขาที่ผมบอกไปก็ยังมีสาขาเมคอัพและออกแบบผมยอดเยี่ยมอีกหนึ่งสาขาครับ
สรุปคือผมยังชอบเวอร์ชั่นดั้งเดิมอยู่ครับ เพราะจนถึงบัดนี้ผมก็ยังสลัดภาพท่านเคาท์ออร์ล็อกจ้องเขม็งมาไม่ได้อยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉบับใหม่นี่ก็ยอดเยี่ยมในแบบที่ไม่ลี้กันมากนัก
สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)













