อีกหนึ่งหนังสยองขวัญระดับตำนานที่คอหนังขนานแท้ไม่ควรพลาดครับ
เหตุการณ์ในหนังเกิดในปี 1838 ครับ ว่าด้วยเรื่องของท่านเคาท์ออร์ล็อก (Max Schreck) ที่หมายจะย้ายตนเองจากทรานซิลเวเนีย มาสู่เมืองวิสบวร์กในเยอรมนี โดยโธมัส ฮัตเตอร์ (Gustav von Wangenheim) ก็ถูกส่งไปเพื่อทำสัญญา แต่เขาหารู้ไม่ว่าท่านเคาท์คนนี้แท้จริงคือแวมไพร์ และมันยังหมายมั่นในตัวของเอลเลน (Greta Schröder) คนรักของโธมัสด้วย
หนังอายุเป็นร้อยปีแล้วครับเรื่องนี้ และผมก็บอกได้เลยว่า นี่ไม่ใช่หนังที่ท่านจะดูเพื่อเสพความบันเทิงตามวิสัยของยุคสมัยปัจจุบัน อย่างผมนี่ดูแล้วก็ยอมรับว่าหนังมันไม่ได้ “สนุก” แบบนั้น แต่มันเป็นหนังที่มีคุณค่า ในแง่หนึ่งมันคือความบันเทิงตามแบบฉบับของคนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนครับ ซึ่งก็ทำให้ตระหนักนะ ว่าความบันเทิงของแต่ละยุคสมัยมันก็มีความแตกต่างกันไป อันนี้เป็นอะไรที่ตระหนักได้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อดูหนังเก่าๆ เพราะหนังบางเรื่องที่คนรุ่นก่อนบอกว่าสนุกมาก แต่ที่ผมดูแล้วเฉยๆ ก็มี หรือชอบแต่ไม่มากก็มี
จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องของยุคสมัยเพียงอย่างเดียวครับ มันก็ขึ้นกับรสนิยมความชอบด้วย เพราะขนาดคนอายุเท่ากันดูหนังเรื่องเดียวกันบางทีก็ยังชอบ-ไม่ชอบต่างกันไปเลย ดังนั้นในทางหนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ควรค่าแก่การศึกษาและทำความเข้าใจครับ ว่าสำหรับคนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้น สิ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอมันมีความยอดเยี่ยม มีความบันเทิง มีความเร้าขวัญในระดับที่สามารถตอบโจทย์ให้พวกเขาได้มากพอสมควร
ส่วนผมนั้น ผมชอบนะครับ เอาจริงๆ รอบแรกสุดเลยที่ผมได้ดู Nosferatu คือได้ดูทางวีดีโอครับ ตอนนั้นทาง World Pictures เขาเอาเข้ามา เป็นเวอร์ชั่นปี 1998 ในชื่อ Nosferatu: The First Vampire โดยเนื้อในคือการเอา Nosferatu ต้นฉบับมานำเสนอโดยใช้เพลงของวง Type-O Negative ใส่ลงไปแทนที่จะเป็นเพลงบรรเลงนิ้งหน่องตามประสาหนังเก่าๆ แล้วก็ได้ David Carradine มาเป็นพิธีกรนำร่องให้

พูดแบบไม่อ้อมค้อม ผมไม่ชอบเพลงที่ใส่มาในเวอร์ชั่นนั้นเท่าไหร่ครับ มันคือเพลงแนวโกธิเมทัลน่ะครับ ซึ่งต้องแยกนะ ว่าผมไม่มีปัญหากับเพลง แต่ผมมองว่าภาพจากหนัง Nosferatu ต้นฉบับมันเหมาะกับเพลงบรรเลงตามประสาหนังเก่ามากกว่า ทำให้พอผมดูไปได้สักพัก ผมเลยเลือกที่จะกดปุ่มปิดเสียง (Mute) แล้วดูมันในเวอร์ชั่นหนังเงียบ ที่เงียบจริงๆ ครับ เงียบแบบกริบไม่มีเสียงใดๆ เลย
แล้วผมก็คือผมชอบครับ ผมชอบ Nosferatu พอตัว ผมชอบในงานภาพที่มันรู้สึกเลยว่าแต่ละฉากที่ถ่ายทำมันมีการเซ็ตฉากที่พอเหมาะ มันมีความสวยแบบศิลป์ๆ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราเห็นเค้าโครงของบ้านเรือนในสมัยนั้น และแต่ละซีนก็ความงามและมีจุดดึงดูดสายตาที่น่าสนใจ
ครั้นมาดูรอบล่าสุดในเวอร์ชั่นที่มีฉากที่ไม่มีในเวอร์ชั่นนั้นเพิ่มเข้ามา แล้วภาพก็ 1080p ชัดเจนขึ้น ตามด้วยเพลงบรรเลงแบบที่เหมาะที่ควรกับหนัง ก็ทำให้ผมยิ่งชอบหนังมากขึ้นไปอีกครับ เรื่องภาพนี่คือของเด่นมากๆ งานฉากถือว่าสวย ยิ่งฉากคลาสสิคอย่างตอนที่โธมัสเดินไปเห็นเคาท์ออร์ล็อกยืนอยู่กลางห้องด้วยตาที่เบิกโพลงนั่น บอกตรงๆ ว่าหลอนได้ใจ ไหนจะฉากตอนที่ท่านเคาน์เดินมาอีก ฉากนั้นทั้งสวยทั้งศิลป์ และจัดวางตำแหน่งอะไรต่างๆ ได้อย่างเยี่ยมมากจริงๆ
แต่ก็อย่างที่บอกครับ ว่าหนังมันไม่ได้ “สนุก” แบบที่เรารู้สึกสนุก ตื่นเต้น หรือเร้าใจแบบตอนดูหนังมันส์ๆ แต่มันคือการลองลิ้มความบันเทิงอายุร้อยกว่าปี ที่ถือว่าทำออกมาได้ดี โอเคครับตรงการเล่าเรื่องมันอาจจะเรื่อยๆ แต่ถ้าพิจารณาจากงานสร้าง จากนักแสดงที่ผมว่าแต่ละคนก็สื่ออารมณ์ได้ดีนะ โดยเฉพาะ Schreck ที่ดูน่าขนลุกมากๆ ในมาดของแวมไพร์ตนนี้ แน่นอนว่าก็ต้องชมทีมเมคอัพด้วยครับที่สามารถสร้างภาพคาแรคเตอร์ของเคาท์ออร์ล็อกออกมาได้อย่างน่าจดจำ ชวนผวายามที่เห็น ซึ่งผมเชื่อเลยนะว่าถ้าเราไปเจอพี่ท่านกลางถนนตอนดึกๆ หรือในบ้านเรา เราก็คงสติแตกล่ะครับ แล้วก็เดาว่าภาพของพี่ท่านนี่ก็น่าจะทำให้คนยุคนั้นนอนฝันร้ายกันไม่ใช่น้อยล่ะ
และเชื่อไหมครับว่าเอาจริงๆ แล้ว เคาท์ออร์ล็อกเนี่ยปรากฏตัวบนจอเพียงแค่ 9 นาทีเท่านั้น (จากความยาวหนังราว 95 นาที) แต่มันคือ 9 นาทีที่ทำให้คนพูดถึงกันมากว่าร้อยปี

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Nosferatu นี้มีความยิ่งใหญ่ (Epic) ก็คือการที่เคาท์ออร์ล็อกมาเมืองวิสบวร์กพร้อมโรคร้าย (มากับหนู) ทำให้ชาวเมืองจำนวนมากต้องล้มตาย ฉากที่คนในเมืองต้องแบกหามโลงศพเรียงรายกันเป็นขบวนทำให้หนังมีกลิ่นอายของความเป็นหนังภัยพิบัติผสมลงไปอีกส่วนหนึ่ง และทำให้รู้สึกว่าเคาท์ออร์ล็อกนี้สร้างความหายนะมากกว่าท่านเคาท์แดร็กคูล่าซะอีก
พูดถึงแดร็กคูล่า ก็ต้องบอกกันหน่อยครับว่าโครงเรื่องของหนังนี่แทบจะถอดมาจากนิยาย Dracula เลย ซึ่งก็ถูกต้องตามนั้นครับ หนังน่ะสร้างโดยอิงจากนิยาย Dracula ของ Bram Stoker โดยผู้สร้างก็พยายามดัดแปลงชื่อ เปลี่ยนตรงนี้ปรับตรงนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนฟ้อง แต่สุดท้ายก็ไม่รอดครับ หนังถูกฟ้องโดยภรรยาม่ายของ Bram Stoker แล้วเธอก็ชนะคดี ส่งผลให้ศาลสั่งให้มีการทำลายฟิล์มเนกาตีฟของหนังทั้งหมด จึงทำให้ Nosferatu กลายเป็นภาพยนตร์ที่สาบสูญอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ยังดีครับมีการค้นพบฟิล์มของหนังหลงเหลืออยู่ในประเทศอื่นๆ เราเลยยังมีหนังเรื่องนี้ให้ได้ดูกัน
หนังยังได้รับตำแหน่งเป็นหนัง Dracula ที่เก่าที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วเคยมีคนทำหนัง Dracula ออกมาก่อนเรื่องนี้ครับ นั่นคือ Drakula halala ในปี 1921 และยังมีคำร่ำลือเกี่ยวกับหนัง Dracula เรื่องอื่นๆ ที่สร้างในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่สุดท้ายแล้วเรื่องอื่นๆ ก็สูญหายไป เหลือแต่เพียง Nosferatu นี่แหละครับ ที่เก่าที่สุด
ส่วนดีกรีความน่ากลัวของหนังนั้นก็ส่งผลให้หนังถูกแบนในสวีเดนครับ จนถึงปี 1972 แน่ะถึงจะเลิกโดนแบน และนี่ยังเป็นหนึ่งในหนังที่ผู้กำกับ Guillermo del Toro ชอบมากๆ อีกเรื่องหนึ่งด้วยครับ
อีกหนึ่งเกร็ดที่อยากเล่าคือ ที่มาของคำว่า Nosferatu ครับ โดยคำนี้ปรากฏในนิยาย Dracula มีการคาดกันว่า Bram Stoker ได้คำนี้มาจากหนังสือปี 1888 เรื่อง The Land Beyond the Forest ของ Emily Gerard ที่นำเอาเรื่องพื้นบ้านในแคว้นทรานซิลเวเนียมาเรียบเรียงเป็นหนังสือ – กล่าวกันว่า Nosferatu คือคำที่ถูกเข้าใจผิดว่ามีความหมายว่า “แวมไพร์” ในภาษาโรมาเนีย แต่เอาเข้าจริงๆ คำนี้ไม่ได้มีความหมายในภาษาใดๆ ทั้งสิ้น
พอสืบย้อนไปก็มีการคาดกันว่า ที่มาของคำนี้น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดเพี้ยนมาจากคำว่า Nesuferit(ul) ในภาษาโรมาเนีย ซึ่งมีความหมายว่า The Unbearable, The Insufferable (สิ่งที่ทนไม่ได้/สิ่งที่ไม่อาจยอมรับไหว) หรือ The Offensive One (สิ่งอันน่ารังเกียจ) หรืออาจมาจากคำในภาษากรีกโบราณว่า Nosophoros ซึ่งหมายถึง พาหะโรคระบาด – อย่างไรก็ดีคำว่า Nosferatu มักจะถูกใช้สื่อถึงปีศาจ หรือไม่ก็สิ่งชั่วร้าย ประมาณนั้นครับ
หากถามว่าหนังน่าดูไหม ผมว่าก็คงต้องแล้วแต่ความสนใจของท่านล่ะครับ หากท่านอยากดูหนังเก่าๆ ที่ได้ชื่อว่าคลาสสิคขนานแท้ หรือชอบหนังสยองขวัญ ชอบหนังแวมไพร์ รวมถึงเหล่าท่านที่อยากศึกษาในเรื่องประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ นี่คือหนังที่ไม่อยากให้ท่านพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ เพราะของเขาดีจริง ขลังจริง และมีพลังเอาเรื่อง
แต่หากท่านไม่ชอบหนังเก่าๆ หรือคาดหมายความสยองแบบน่ากลัวตามแบบฉบับของหนังยุคใหม่ รวมถึงไม่สันทัดกับหนังที่เดินเรื่องแบบเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งเร้าเท่าหนังสมัยนี้ นี่ก็อาจไม่ใช่หนังที่เหมาะกับท่านครับ
สำหรับผม หนังมันขลังครับ พอลองมานึกย้อนดูนี่ไม่ใช่หนังเก่าทุกเรื่องที่จะทำได้ดีนะ ซึ่งมันก็เหมือนกับหนังทุกยุคทุกสมัยนั่นแหละ ทำออกมาเป็นร้อยๆ เรื่อง แต่ที่ดีจริงๆ มีไม่มาก และถ้าของเขาดีจริงหลายคนก็จะสัมผัสได้ ง่ายๆ เลยอย่างปี 1922 นี่ก็มี Sherlock Holmes ทำออกมา แต่ความน่าติดตามหรือพลังของหนังนี่ยังไม่มากเท่าเรื่องนี้ครับ นี่คือว่ากันที่หนังยุคเดียวกันเลย
แต่ผมก็มานั่งคิดน่ะนะครับ อยากรู้จังว่าตอนผู้ชมในยุคนั้นได้เห็นเคาท์ออร์ล้อกในความมืดเป็นครั้งแรก พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร พวกเขาจะส่งเสียงออกมาแบบไหน และมันทำให้กี่คนที่ดูที่ต้องกลับมาหวาดผวาจนไม่กล้าปิดไฟ หรือไม่กล้านอนคนเดียว
และท่านรู้ไหมครับว่าผมชอบฉากไหนที่สุด – ผมชอบฉากแรกๆ ที่โธมัสเด็ดดอกไม้ช่อใหญ่มาให้เอลเลน แล้วพอเอลเลนได้รับ แทนที่เธอจะดีใจ เธอกลับถามโธมัสว่า “ทำไมคุณถึงคร่าชีวิตดอกไม้ที่สวยงามเหล่านี้ล่ะ?” แค่ประโยคเดียว ก็ทำให้ผมชอบตัวละครนี้ได้ในบัดดล – และนั่นคืออะไรที่แม้แต่หนังอีกหลายเรื่องที่แม้จะสร้างหลังจากนั้นเป็นร้อยปี แม้จะมีเทคนิคอะไรสารพัด ก็ยังทำไม่ได้
สามดาวครับ
(8/10)
ชื่ออื่นๆ
Nosferatu, eine Symphonie des Grauens














