หนังสงครามระดับออสการ์ที่เรียบเรียงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้กำกับ Oliver Stone ที่เคยไปรบในสงครามเวียดนามของจริงมา
ตัวเอกของเรื่องคือคริส เทย์เลอร์ (Charlie Sheen) นายทหารอาสาที่มาจากครอบครัวมีอันจะกินที่ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาร่วมสงคราม และที่นั่นเองที่ทำให้เขาได้พบกับความจริงอันโหดร้าย และประสบการณ์ที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือนไปจนชั่วชีวิต
ว่าตามจริงคริสก็คือ Stone นั่นแหละครับ และหลายเหตุการณ์ที่เราเห็นในหนังก็คืออะไรที่ Stone ไปเจอมา ไม่ว่าจะการสังหารชาวเวียดนามแล้วก็เผาล้างหมู่บ้าน หรือตัวละครอย่างจ่าบาร์นส์ (Tom Berenger) และจ่าเอไลแอส (Willem Dafoe) ก็อ้างอิงมาจากบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ ดังนั้นภาพที่เราเห็นในหนังนั้นก็คือบันทึกเหตุการณ์จริงที่ Stone ประสบมา แล้วก็เอามาดัดแปลงเป็นหนังเรื่องนี้
และด้วยความที่หนังสร้างออกมาเพื่อตีแผ่ความจริงอันโหดร้ายของสงครามเวียดนาม รวมถึงนำเสนอด้านที่ไม่สวยของเหล่าทหารและกองทัพ จึงไม่แปลกที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐปฏิเสธที่จะส่วนเกี่ยวข้องในการทำหนังเรื่องนี้ แล้วหนังก็ไปถ่ายทำกันที่ฟิลิปปินส์ครับ โดยข้าวของเรื่องใช้ของทหารในเรื่องก็ขอยืมมาจากฐานทัพในฟิลิปปินส์นั่นแหละ
ส่วนตัวละครชาวเวียดนามในเรื่องก็เป็นคนเวียดนามจริงๆ เช่นกันครับ บางส่วนก็เป็นนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวแถวนั้นพอดี เลยได้รับการทาบทามให้มาเข้าฉาก หรือตัวละครที่เป็นชาวบ้านบางส่วนก็แสดงโดยชาวเวียดนามที่อพยพไปอยู่ที่ฟิลิปปินส์จริงๆ
หนังมีความชัดเจนครับว่าทำออกมาเพื่อวิพากษ์และต่อต้านสงคราม หนังฉายภาพให้เราเห็นถึงความโหดร้ายของทหารอเมริกัน ที่ฝ่ายดีมีคุณธรรมก็มี แต่ฝ่ายที่โหดร้ายทารุณไม่ว่าจะเพราะถูกสงครามกลืนกินหรือเพราะมันคือตัวตนของเขาแต่ดั้งเดิม เหล่านี้ก็มีเหมือนกัน

และหนังยังสะท้อนถึงความแตกแยกในหมู่ทหารที่มีการแบ่งฝักฝ่าย บางคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่โหดร้าย แต่บางคนก็พร้อมจะฆ่าใครก็ตามที่พวกเขาเห็นสมควร แล้วก็จะมีคนอีกกลุ่มที่ตามน้ำไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วอะไรเหล่านี้ก็ไม่ได้สะท้อนแค่หมู่ทหารที่อยู่ในหนังหรอกครับ แต่ในสังคมจริงๆ บนโลกนี้ก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ เช่นกัน
ดังนั้นนอกจากหนังจะสะท้อนมิติของสงครามแล้ว หนังก็ได้สะท้อนมิติของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน – ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสงคราม แต่ถ้าที่ไหนมีมนุษย์ โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งก็จะปรากฏขึ้นเสมอ
ว่ากันว่าระหว่างการถ่ายทำนั้น Stone โหดกับดาราและทีมงานมากๆ ครับ อย่าง John C. McGinley (รับบท จ่าโอนีลล์) ยังออกมาบอกเลยว่าทุกคนในกองถ่ายล้วนเกลียด Stone กันทั้งสิ้น บางคนก็รู้สึกว่า Stone อาจมีอาการทางจิต หรืออย่าง Johnny Depp (รับบทเลิร์นเนอร์) นี่เครียดมากถึงขั้นอาเจียนออกมาระหว่างการถ่ายทำ แต่ถึงกระนั้น Stone ก็ยังสั่งให้ Depp เล่นต่ออีกเทคให้ได้
แต่จริงๆ แล้ว Stone ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นครับ เพราะเขาอยากให้เกิดแรงกดดันในกองถ่าย ให้ดาราทุกคนสัมผัสได้ถึงความโหดของจริงของสงคราม เพื่อที่การแสดงจะได้สมจริงมากที่สุด
ส่วนประเด็นเรื่องอาการทางจิตนั้น Dale Dye ที่ปรึกษาของกองถ่ายก็เคยออกมาเล่าว่า Stone นั้นมีอาการของ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder หรือโรคเครียดที่เกิดจากประสบกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ) จริงๆ โดยเฉพาะกับฉากในหมู่บ้าน และเขายังบอกอีกว่าเขากับ Stone จนถึงขั้นกอดคอกันร้องไห้มาแล้วตอนที่ระลึกถึงเหตุการณ์ในสงครามเวียดนาม – และยังมีการบันทึกกันว่า Stone กลานเป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามคนแรกที่ได้กำกับหนังสงครามเวียดนาม
ในส่วนของการคัดเลือกนักแสดงนั้น เคยมีการวางตัวให้ Kevin Costner มารับบทจ่าบาร์นส์ แต่ Costnet ก็ปฏิเสธเพราะเขาเกรงว่ามันจะเป็นการดูหมิ่นเกียรติของพี่ชายที่เคยร่วมรบวนสงครามเวียดนามมาก่อน แล้วก็มีข่าวว่า Bruce Willis, James Woods, William Petersen, Scott Glenn, Chris Penn และ Jeff Fahey ต่างก็ได้รับการทาบทามให้มารับบทนี้ แต่สุดท้าย Berenger ก็ได้บทไป

ส่วนบทจ่าเอไลแอสนั้น ว่ากันว่า Denzel Washington อยากแสดงมาก เช่นเดียวกับ Jeff Bridges ที่สนใจมากเหมือนกัน แต่เหตุผลที่ Stone เลือก Dafoe มาเล่นก็เพราะ เขามองว่า Dafoe มักจะรับบทเป็นตัวร้ายอยู่บ่อยๆ เขาเลยอยากให้ Dafoe พลิกมารับบทแบบนี้ เช่นเดียวกับเหตุผลที่ Stone เลือก Berenger ก็เพราะรายนี้ก็ชอบเล่นเป็นคนดีอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน ก็เลยจับมาพลิกบทบาทด้วยอีกคนซะเลย
ในขณะที่บทของคริส (ซึ่งก็คือร่างทางของ Stone) คนแรกเลยที่ Stone หมายมั่นจะให้มาแสดงก็คือ Jim Morrison ถึงขั้นที่ Stone ส่งบทร่างแรกของหนังที่เขาเขียนเสร็จตั้งแต่ปี 1971 ไปให้ Morrison อ่านเลยทีเดียว แต่ Morrison ก็เสียชีวิตไปก่อน กล่าวกันว่าสคริปของหนังเรื่องนี้ถูกพบอยู่บนร่างที่ไร้วิญญาณของ Morrison ด้วยครับ ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะเสียชีวิตระหว่างกำลังอ่านบทอยู่พอดี
แล้วจากนั้นก็มีการเรียกตัว Charlie Sheen ไปแคสบท แต่เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธเพราะเขามองว่าตัวเองยังเด็กเกินสำหรับบทแบบนี้ เลยทำให้ Emilio Estevez ได้บทนี้ไปแทน แต่พอดีว่าโครงการหนังเรื่องนี้เกิดมีปัญหาเรื่องทุนสร้างขึ้นมาพอดี เลยต้องเลื่อนการถ่ายทำไปอีก 2 ปีซึ่งตอนนั้น Estevez ติดสัญญากับหนังเรื่องอื่นไปแล้ว Sheen ก็เลยถูกตามตัวมาอีกครั้ง – โดยมี Keanu Reeves และ John Cusack เป็นตัวเลือกด้วย แต่สุดท้ายทั้ง 2 ก็บอกปัดไป – แล้วในที่สุดบทก็ตกเป็นของ Sheen ครับ
จากการแสดงเรื่องนี้ทำให้ Stone มองเห็นคุณภาพในตัว Sheen เขาเลยจัดการร่างสัญญาขึ้นมาด้วยลายมือเพื่อให้ Sheen มารับบทนำในหนังเรื่องต่อไปของเขาเรื่อง Wall Street
และว่ากันว่านาย Ben Stiller เคยไปออดิชั่นกับหนังเรื่องนี้ด้วย แต่ Stone ก็บอกทันทีตั้งแต่ Stiller ยังไม่ทันได้อ่านบทว่าเขาไม่น่าจะเหมาะกับหนังแบบนี้นะ เพราะ Stone รู้สึกว่า Stiller ดู “น่ารัก” เกินไป 5555
หนังทำเงินไปราว $138 ล้าน จากทุนสร้าง $6 ล้านครับ ส่งผลให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องเดียวของ Stone ที่ทำเงินเกินร้อยล้านในอเมริกา

อย่างไรก็ตาม หนังก็ถูกแบนในเวียดนามครับ (เพราะเนื้อหากล่าวถึงชาวเวียดนามโดยตรง) แล้วก็ถูกแบนในมาเลเซียด้วย (เนื่องมาจากความรุนแรงในหนัง)
และนี่ถือเป็นหนังเรื่องแรกในไตรภาคสงครามเวียดนามของ Stone ครับ โดยอีก 2 เรื่องก็คือ Born on the Fourth of July และ Heaven & Earth
====== และผมต้องขอสปอยล์ครับ ======
หลายประโยคในหนังนั้นก็คือความรู้สึกนึกคิดของ Stone นั่นเอง ซึ่งบทพูดที่สรุปหนังได้ดีที่สุด ผมยกให้ 2 บทพูดนี้
“คนอย่างเอไลแอสถูกฆ่า คนอย่างบาร์นส์ตั้งกฎต่อไปแบบที่เขาต้องการ แล้วเราทำอะไร? ก้มหัวทำตามไปเรื่อยๆ เหรอ” ถือเป็นคำถามที่สะท้อนความจริงได้ดีครับ เอไลแอสนั้นถือเป็นคนสายคุณธรรมที่พยายามยืนอยู่บนสิ่งที่ถูก ในขณะที่บาร์นส์ก็มีแนวคิดในแบบของเขา เพียงแต่มันจะออกแนวโหด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็มีความเด็ดขาดเจืออยู่ในนั้น
มันคือสิ่งที่สะท้อนถึงโลกที่คนดีหรือคนมีหลักการมักถูกกำจัดไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในขณะที่คนอีกกลุ่มพยายามโหมตัวเองให้เต็มไปด้วยอำนาจ เพื่อจะได้กำหนดกฎกติกาในแบบที่ตนเองต้องการ และกำหนดวิถีแห่งโลกให้หมุนไปตามแบบที่ตนเห็นสมควร คำถามที่ Stone ถามเอาไว้ก็คือ “แล้วเราล่ะ ทำอะไร?”
เมื่อพิจารณาจากโลกที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ มันคือคำถามที่ชวนให้คิดจริงๆ ครับ
และอีกบทพูดหนึ่งก็คือ “เมื่อคิดย้อนไป เราไม่ได้ต่อสู้กับศัตรู เราต่อสู้กับตัวเอง และศัตรูก็อยู่ในตัวเรา” คำกล่าวนี้สะท้อนได้อย่างน้อย 3 มิติ มิติแรกคือมิติของตัวละครในเรื่องที่ผ่านสงครามมา และเขาก็ตกผลึกชุดความคิดนี้ขึ้นมาได้
มิติที่ 2 คือมิติต่อประเทศอเมริกา โดยถ้าเราแทนค่าคำว่า “เรา” ในประโยคด้วยคำว่า “อเมริกา” ก็จะเห็นได้ครับว่า Stone มองว่าสงครามมากหลายที่อเมริกาออกไปรบกับเขาไปทั่วนั้น เอาจริงๆ มันอาจไม่ได้เป็นการต่อสู้กับศัตรู แต่เป็นการต่อสู้กับตัวเอง และศัตรูก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่มันอยู่ในชาติอเมริกานั่นแหละ
อีกหนึ่งมิติทิ้งท้ายไว้ โดยเอาเราเข้าไปแทนค่าในบทพูดนี้… เพราะบางครั้งศึกใหญ่ที่สุดที่เราชนะได้ยากที่สุด ก็คือศึกที่เกิดขึ้นภายในใจเราเอง
====== หมดสปอยล์ครับ ======
หนังได้ชิงออสการ์ 8 รางวัลครับ แล้วก็ได้มา 4 รางวัลอันได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม ส่วนอีก 4 รางวัลที่ได้ชิงแต่ไม่ได้ไปก็คือ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม โดยสาขานี้ได้ชิงถึง 2 คนครับ นั่นคือ Berenger และ Dafoe, สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และสาขากำกับภาพยอดเยี่ยม
นี่คือหนังสงครามชั้นดีอีกเรื่อง ที่ควรค่าแก่การรับชมจริงๆ ครับผม
สามดาวครับ
(8/10)
หมวดหมู่:Drama, Highly Recommended Movies, Movie Reviews, Oscar Best Pictures, War













