จริงๆ เรื่องราวของดาบมังกรหยกตามฉบับนิยายถือว่าสิ้นสุดลงไปในภาค 2 แล้วครับ แต่นี่ก็ยังมีการทำภาค 3 ตามมาอีก ก็ต้องขอเอามาดูหน่อยว่ามันจะพาเราไปทางไหนอีกล่ะนี่ – บอกก่อนเลยนะครับว่าบทความนี้มีสปอยล์ แต่ส่วนตัวแล้วผมว่าบางท่านถ้าอ่านแล้วอาจจะอยากดูหนังเรื่องนี้มากขึ้นก็ได้
เนื้อเรื่องสรุปง่ายๆ เลยนะครับว่า ซ่งแชจือ (ว่านจื่อเหลียง, Alex Man) ยังอยู่ครับ และตอนนี้เขาได้เป็นถึงราชครูในวังหลวง ทำงานให้ฮ่องเตัจูง่วนเจียง (หรือจูหยวนจาง รับบทโดย กุ๊ฟง (Ku Feng)) และเขาก็มาพร้อมแผนร้ายที่หมายจะครอบครองกระบี่อิงฟ้าและดาบฆ่ามังกรไว้แต่เพียงผู้เดียว รวมถึงยังหาทางฝึกวิชาจากคัมภีร์เก้าอิมและเก้าเอี้ยงอีกด้วย งานนี้เตียบ่อกี้ (เอ๋อตงเซิน, Derek Yee, Yee Tung Shing) เลยต้องหาทางรับมือ
สมทบด้วย ตี้หลุง (Ti Lung) ในบท ทิจิน แม่ทัพเทพอินทรีแห่งมองโกล, จงฉู่หง (Cherie Chung) เป็นโค้วหลีซี องค์หญิงมองโกล, หลอลี่ (Lo Lieh) เป็นราชสีห์ขนทอง เจี่ยซุ่น, หลงเทียนเสียง (Lung Tien Hsiang) เป็นค้างคาวปีกเขียว, หยวนหัว (Yuen Wah) เป็นทูตขวา, หลิวเซียะหัว (Leanne Liu) มาโผล่แป๊บๆ ในบทจิวจี้เยียก, หลินเวย (Lam Wai) มาเป็นร่างปลอมของซ่งแชจือตอนต้นเรื่อง
แน่นอนว่าภาคนี้ไม่ได้เอาเรื่องราวจากนิยายดาบมังกรหยกของกิมย้ง (Jin Yong) มาบอกเล่าครับ แต่เป็นการด้นเอาใหม่หมดโดยทีมงานที่เรียกตัวเองว่า The Shaw Brothers Creative Group ส่วนผู้กำกับก็ยังคงเป็น ฉู่หยวน (Chor Yuen) เช่นเดิม
ผมได้ยินกิตติศัพท์เชิงลบของภาคนี้มาเยอะนะครับ ว่ามันออกทะเลขนาดไหน ครั้นพอได้ดูจริงๆ ก็… ว่ายังไงดี… คือผมว่ามันพอดูได้แฮะ แต่ที่ว่าพอดูได้นี่คือเราต้องล้างสมองออกหมดเลยนะครับ คือดูแบบไม่คิดว่ามันคือดาบมังกรหยก ไม่คิดว่ามันเป็นภาคต่อ แต่มองว่ามันเป็นหนังกำลังภายในผสมแฟนตาซีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำออกมาในยุค 80 ถ้ามองแบบนั้นผมว่ามันก็ยังพอได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่งานที่น่าดูหรือน่าประทับใจอะไร

ผมขอแบ่งสิ่งที่จะพูดถึงออกเป็น 2 อย่าง อย่างแรกคือเนื้อเรื่อง อย่างที่บอกครับว่ามันไม่ใช่ดาบมังกรหยกน่ะ มันคือการเอาชื่อมาด้นเรื่องต่อ คือถ้าจะบอกว่าเป็น Fanfic ก็ยังได้เลย เพราะโครงสร้างความแน่นของเรื่องรางมันคนละเครื่องกับต้นฉบับเลยครับ ในต้นฉบับนั้นเราจะสัมผัสได้ถึงโครงเรื่อง ถึงโยงใยและการวางอะไรต่อมิอะไรมาอย่างดี มันเลยเป็นผลงานที่สนุกและอ่านซ้ำหรือดูซ้ำได้เรื่อยๆ ในขณะที่เรื่องนี้มันคือหนังอีกเรื่องของ Shaw Brothers ที่เน้นแอ็คชั่น เน้นเทคนิคพิเศษ และเน้นความสะใจเอามันส์เป็นหลัก ซึ่งถ้ามองในเชิงเนื้อหาก็จะรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่ แต่ถ้ามองว่ามันคือหนังเอามันส์ มันก็พอจะดูเอามันส์ได้บ้าง
แต่มันทำให้เห็นเลยนะครับว่าโครงเรื่องดาบมังกรหยก (และอีกหลายๆ นิยายของกิมย้ง) มันมีความปึ้กแค่ไหน ผมยังจำได้ถึงความเข้มข้นของช่วงที่ชาวยุทธมาถล่มเม้งก่า หรือตอนเตียบ่อกี้บุกช่วยคนที่เจดีย์ หรือตอนชุมนุมฆ่าสิงโต คือมันจะเป็นฉากใหญ่ที่มาพร้อมรายละเอียดและความน่าติดตาม แต่สำหรับเรื่องนี้เราจะไม่ได้เห็นอะไรแบบนั้นเลยครับ มันคือการด้นไปเรื่อยๆ โดยจุดประสงค์สำคัญคือครึ่งแรกจะเน้นให้พวกพระเอกยังสับสนแล้วก็ตีกันบ่อยๆ ปล่อยให้ผู้ร้ายเดินแผนสบายๆ ไป ครั้นพอครึ่งหลังพอผู้ร้ายเริ่มเก่ง พวกตัวเอกก็ต้องมาหาทางรับมือ คือมันเป็นสูตรจริงๆ น่ะครับ
แต่ถ้าจะไม่ชอบอะไรในเรื่องนี้นี่คงเป็นการที่ตัวละครใช้อารมณ์กันบ่อยเหลือเกิน ที่เรื่องมันวุ่นวายไปใหญ่ก็เพราะใช้อารมณ์กันเนี่ยแหละ จนถ้าทำได้ก็อยากเดินเข้าจอไปบอกเลยว่า “เพ่ๆ ใจเยนนนนน”
ครับ สรุปประเด็นแรกคือตรงเนื้อเรื่องนี่ต้องทำใจ ส่วนอย่างที่ 2 คือเรื่องวิชั่น จากเดิมที่ภาคก่อนๆ หนังจะออกแนวกำลังภายในแบบประมือกันด้วยหมัดเท้า แต่มาเรื่องนี้หนังฉีกไปแฟนตาซีแล้วครับ ใครชอบหนังแนวแสงเขียวม่วงส้มแดงนี่ก็น่าจะถูกใจ ส่วนฉากบู๊นี่ก็มีปะทะแบบออกหมัดบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะไปเน้นฉากยิงแสงเฮ้ากวง ยิงแสงจิ้วๆ และสารพัดอภินิหารแบบงานเผาเทียนเล่นไฟ ซึ่งมันก็แปลกไปจากภาคที่แล้วๆ แต่รู้ไหมครับ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไป เรื่องเผาเทียนเล่นไฟนี่จะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย
คือหนังมันพาเราไปไซไฟครับท่านทั้งหลาย…

อันนี้อึ้งครับ อึ้งหนักมาก ตรงฉากในถ้ำเทพฟ้าขาว เทพของชาวมองโลกที่พวกตัวเอกต้องไปผจญภัยกันนั้น เชื่อไหมถ้าผมจะบอกว่าภายในมันคือยานอวกาศ คือจะเป็นยานจริงไหมไม่รู้ล่ะ แต่มันออกแบบมาอย่างนั้น ตรงโถงทางเดินนี่ยังกับยานนอสโตรโม่ในหนัง Alien และฉากห้องโถงหลักนี่มัน Star Trek เลยครับ มัน Trek มากๆ แล้วไหนจะมีบาเรีย มีแสงเลเซอร์ คือถ้ากัปตันเคิร๋กโผล่มาผมก็ไม่แปลกใจล่ะครับ เพราะมัน Trek ชัดๆ อ้ะ
ถ้าผมมีอำนาจตั้งชื่อไทยให้หนังเรื่องนี้นะ ผมจะตั้งให้เลยว่า ดาบมังกรหยก ตอน ถล่มวังสตาร์เทร็ค
นึกถึงตอนนี้ผมยังขำอยู่เลย 5555 แต่เอาจริงๆ ผมก็ต้องชมฉู่หยวนนะครับ เพราะแม้อะไรๆ มันจะดูแปลกที่แปลกทางขนาดนี้ แต่ท่านก็ยังคุมอะไรหลายๆ อย่างให้หนังมันยังพอเดินไปได้ ไม่ถึงกับเหลวเป๋ว – ยกเว้นรับไม่ได้จริงๆ ผมก็เข้าใจน่ะครับ – แต่พอดีผมยังพอรับได้ และมองให้มันเป็นเรื่องขำได้ เลยยังพอจะดูมันต่อไปจนจบได้
แต่ยังไม่หมดครับ เรื่องอึ้งยังมีต่อ คือตอนที่ซ่งแชจือฝึกวิชาเก้าอิมบวกเก้าเอี้ยงสำเร็จเป็นวิชาอิมเอี้ยงประสาน อันส่งผลให้ร่างของเขามีความเป็นครึ่งหญิงครึ่งชาย คือแบบ… พี่ พี่ไปไกลมากเลยนะนั่น

ยิ่งตอนท้ายหนังด้นยาวเลยไปถึงว่าพวกตัวเอกต้องไปฝึกวิชาเทียนเต้ก มาสยบวิชาอิมเอี้ยงประสานอีก – นั่นหมายถึงวิชาเทียนเต้กจะต้องสูงกว่าอิมเอี้ยง – ยอมรับเลยนะว่าผมอยากรู้จริงๆ ว่ากิมย้งเขาจะคิดยังไง – แล้วตอนหลังนี่ยิงพลังกันอุตลุด ตอนดูนี่อารมณ์ผมเหมือนกำลังรัวจอยตอนเล่น Contra นะครับ มันยิงไม่ยั้งแบบนั้นจริงๆ
แต่รู้ไหมครับ แม้ว่ามันจะออกทะเล และหลายอย่างดูน่าหนักใจ แต่ถ้าพูดกันตามความรู้สึก ผมว่ามันก็ยังดูได้นะ แต่แค่ว่าท่านต้องปล่อยจอยแบบสุดๆ ต้องปล่อยวางและไม่คิดมากแบบสุดๆ – แบบผมเนี่ย – ถ้าท่านทำได้ ท่านก็จะพบว่าหนังมันก็ดูได้
ก็ไม่ใช่หนังที่ผมจะแนะนำกับใครต่อใครหรอกครับ คือถ้าจะชวนดูผมก็จะชวนเพราะมันมีอะไรแปลกๆ มาผสมยำรวมกันไว้แบบฮาดี ยิ่งใครชอบ Trek แบบผมนี่ผมว่าท่านน่าจะฮาได้แบบง่ายๆ เลยนะเอ้า
สรุปว่าท่านจะดูหรือไม่ ให้ตัดสินใจกันตามสะดวกเลยครับ ส่วนผมก็ขอจบการรีวิว ดาบมังกรหยก ตอน ถล่มวังสตาร์เทร็ค ไว้แต่เพียงเท่านั้น ขอได้รับความขอบคุณจาก Shaw Brothers ที่ทำให้ผมได้ครื้นเครงในยามเย็นแบบนี้
ไม่ถึงสองดาวครับ
(5.5/10)
หมวดหมู่:Action, Adventure, Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Fantasy, Martial Arts, Movie Reviews, Sci-Fi, Wuxia












