
การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฟองสบู่น้อยๆ ที่ลอยไปตามลม ลอยไปตามทิศทางที่หนังจะพาไป คือมันรู้สึกได้เลยน่ะครับว่าตัวเองตอนดูนี่ช่างบอบบางเสียเหลือเกิน – อีกนัยหนึ่งก็คือหนังทำให้เราได้สัมผัสถึงด้านที่ผมไม่ได้รู้สึกมานานแล้วเหมือนกัน… “ความรู้สึกตอนที่เรารอคอยให้ใครส้กคนมารัก” น่ะครับ
ตอนนี้ผมมีภรรยาแล้ว มีลูกที่เพิ่งขึ้นมัธยม ยอมรับว่าห้วงอารมณ์แบบนั้นมันก็ห่างหายไปสัก 2 ทศวรรษเห็นจะได้ ทุกวันนี้ก็ง่วนอยู่กับการทำงาน บริหารจัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้เข้าที่ จนบางครั้งก็รู้สึกว่าชีวิตมันเกร็งๆ เหนื่อยๆ อยู่เหมือนกัน แต่พอผมดูหนังเรื่องนี้ มันทำให้ตัวตนที่เคยเป็น ที่แอบเร้นอยู่ภายในมันตื่นลืมตาขึ้นมาสบตากับเราอีกครั้ง เหมือนจะบอกว่า “ตัวเราเมื่อตอนวัยรุ่นน่ะก็ยังอยู่นั่นแหละ แค่ไม่ได้ออกมาโผล่หน้าหรือมีผลในชีวิตมากมายเหมือนก่อนก็เท่านั้น”
แล้วหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร?… สิ่งแรกที่ต้องบอกก็คือ ขอให้อย่าแปลกใจครับหากตอนต้นๆ ของหนังจะทำให้ท่านจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือดูแล้วบังเกิดความงงว่าตัวละครนี้คือใคร แล้วตัวละครนั้นล่ะมาจากไหน แล้วมันยังมีเรื่องช่วงเวลาก่อนหลังอีก อันนี้บอกเลยครับว่าตอนครึ่งชั่วโมงแรกผมก็เวียนเฮดอยู่เหมือนกัน แต่พอดูไปสักพักก็พอจะเรียบเรียงได้
หลักๆ เลยคือยองโฮ (Kang Ha Neul) เนี่ย มีความฝังใจตั้งแต่วัยเด็กกับโซยอน (Lee Seol) พอโตขึ้นเขาเลยพยายามเขียนจดหมายไปหา แต่โซยอนกำลังป่วยครับ แล้วก็กลายเป็นว่าโซฮี (Chun Woo Hee) น้องของโซยอนเป็นคนอ่านจดหมายและตัดสินใจเขียนตอบไปแทน
นอกจากนี้ยองโฮเองยังมีเพื่อนผู้หญิงมาติดพันครับ เธอคือซูจิน (Kang So Ra) ที่มักจะโผล่มาในชีวิตของเขาเป็นประจำ ซึ่งดูก็รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงกับเขา แต่ประเด็นคือเขาก็ยังมีความรู้สึกดีๆ ให้โซยอนอยู่… รู้แค่นี้น่าจะพอครับ ที่เหลือไปดูต่อตามสะดวก

องค์ประกอบหนังอย่างแรกที่กระแทกเข้าเบ้าตาคือภาพครับ ถ่ายออกมาได้สวยมา แต่ละซีนดูมีสัดส่วนพอเหมาะ แสงสวย หรือบางซีนเป็นฉากในห้องก็เซ็ตออกมาได้สวยเข้ากับโทนภาพ แล้วไม่ได้สวยแค่ฉากสองฉากครับ มันคือสวยตลอดเรื่องเลย นี่จึงได้ใจผมไปแล้วส่วนหนึ่ง แล้วงานดนตรีก็ไม่น้อยหน้าครับ สกอร์ก็เพราะ เพลงที่เลือกมาใช้ประกอบก็เหมาะ ยิ่งช่วงท้ายๆ นี่พองานภาพมาเจอกับเพลง บอกเลยว่าได้ใจจริงๆ
ส่วนตัวหนังก็บอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรักนั่นแหละครับ ซึ่งความรักที่ว่าก็ถือว่ามาหลากรส ไม่ว่าจะความรักแบบที่ใครสักคนผ่านเข้ามา แล้วเราไม่กล้าไขว่คว้า ครั้นพอเวลาผ่านไปจึงค่อยคิดเอื้อมมือ หรือความรักแบบที่ใครสักคนมาอยู่ตรงหน้า แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ไม่อาจคว้าใจเขามาได้
หรือความรักแบบที่มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้อยู่ แต่ทำได้เพียงปล่อยให้มันอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกไป…
อย่างที่บอกครับว่าความรักของผมนั้น ในตอนนี้ก็ถือว่าเป็นอีกแบบ มันคือความรักในครอบครัว รักภรรยารักลูกรักคนรอบตัว ซึ่งพอเรามีแต่รักแบบนี้ทุกวันเลยทำให้บางทีก็ลืมไปแล้วว่าความรักตอนแรกรุ่น ตอนแอบชอบ ตอนแอบลุ้นนั้นมันรู้สึกเช่นไร แล้วหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ผมระลึกถึงมันขึ้นมาได้
ต้องยอมรับว่าการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับความรักในหนังเรื่องนี้ถือว่าทำได้ถึงครับ ถึงทุกรสแห่งรักที่ผมได้เอ่ยไป โดยเฉพาะรสชาติแห่งการรอคอย ยิ่งตอนรอที่จะได้เจอคนรักในนัดแรก รอที่จะได้รู้ว่าคนที่เราชอบจะตอบรับรักเราไหม มันคือการรอที่โคตรนานทางความรู้สึก และโคตรลุ้นยิ่งกว่าตอนลุ้นคะแนนสอบ
อีกรสชาติที่หนังสื่อได้ดีก็คือตอนที่เราได้รู้คำตอบในที่สุด ว่าสุดท้ายแล้วเขาไม่เลือกเรา ซึ่งเราอาจจะยิ้มกลบเกลื่อน พยายามคุยต่อด้วยท่าทีปกติ หรือเราอาจจะถามเขาไปตรงๆ ว่ามันเพราะอะไร? เรากับคนนั้นต่างกันตรงไหน? ถึงแม้คำถามเหล่านั้นจะมาพร้อมคำตอบที่ตอกย้ำความเจ็บปวดลงไปในหัวใจเรามากแค่ไหนก็เถอะ แต่เราก็อยากจะรู้
… หรือจริงๆ เราอาจไม่ได้อยากรู้ แต่เรายังไม่พร้อมให้เขาเดินจากไป เราอยากมีเวลาอยู่กับเขาต่อตรงนั้นอีกสักนิดก็ยังดี เพราะเรารู้ดีว่าหากหลุดจากวาระนี้ไป เรากับเขาก็คงจะไม่ได้มาคุยกันแบบนี้อีกแล้ว… เรายอมเจ็บต่ออีกหน่อย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะปล่อยมือจากเขาไป
มันทำให้ผมย้อนคิดนะ ว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ใครสักคนเลือกใครสักคนมาเป็นแฟน และอะไรทำให้คนหนึ่งคนรักคนอีกคนหนึ่งได้ทั้งที่จริงๆ ก็ยังไม่เคยลองคบหากันในฐานะแฟนเลยสักหน่อย
เอาเข้าจริงๆ แล้วต่อให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนว่าเพราะอะไรที่เรากับคนๆ นั้นไม่ควรอยู่ด้วยกัน หรือต่อให้เราสามารถเจาะเวลาไปอนาคต แล้วเห็นบทลงเอยว่าเรากับเขายังไงก็ไม่อาจคู่กันได้ แต่สุดท้ายท้ายสุดสิ่งที่จะนำทางเราจริงๆ ในเวลาที่เปี่ยมรักคือ “หัวใจ” และ “หัวใจ” ไม่ขึ้นกับเหตุผล มันไม่สนหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ มันรู้แค่ว่าลมหายใจของเราไปผูกติดอยู่กับเขาแล้วเท่านั้น…
หนังเรื่องนี้สำหรับผมถือว่าทำถึงจริงๆ ครับ ไม่งั้นคงไม่สามารถทำทำให้ผมปล่อยพ่นออกมาเป็นวรรคเป็นเวรได้ขนาดนี้หรอก
และถ้าถามว่าผมชอบใครที่สุดในเรื่อง คำตอบคือซูจินครับ ผมว่าเธอน่ารักในแบบของเธอ และเป็นคนที่ดูน่าค้นหาที่สุดแล้ว นี่ถ้ามีตัวตนจริงๆ ผมคงขอกอดแบบ Big Hug สักที (กอดด้วยความอิน+ความเข้าใจครับ – ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่เคยมีประสบการณ์แบบที่เธอเจอ ก็น่าจะอยากกอดเธอให้แรงๆ เหมือนกัน)
สรุปคือ ชอบครับ เป็นหนังรักโรแมนติกที่สื่ออารมณ์ได้ดี แต่ใจก็ยังติดหน่อยตรงการเล่าเรื่องน่ะครับ ถ้าหนังลำดับเรื่องหรือขัดเส้นช่วงต่างๆ ให้ชัดกว่านี้ได้ก็คงดีไม่น้อย เพราะนี่ก็ต้องตั้งใจดูอยู่เหมือนกันกว่าจะแยกแยะไทม์ไลน์ได้
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
ชื่ออื่นๆ
Endless Rain
หมวดหมู่:Drama, Movie Reviews, Recommended Movies, Romance, Romance Romance












