Action

2 พยัคฆ์สาวเจ้าจักรพรรดิ (1972) The Imperial Swordsman

เจ้ากรมพระคลังฟู่ปิงจง (จิงเหมี่ยว, Ching Miao) สมคบคิดกับมองโกลเพื่อก่อกบฎ ใต้เท้าซุน (หลี่เผิงเฟย, Li Peng Fei) จึงได้ส่งคนไปรวบรวมหลักฐาน รวมถึงทำลายแผนร้ายครั้งนี้

ชวนหยวน (Chuan Yuan) รับบทเยี่ยนซูถัง, ซูเพ่ยเพ่ย (Shu Pei Pei) เป็นชี่เสี่ยวหลาน, หยูฮุ่ย (Jeanette Yu Wei) เป็นชี่เสี่ยวเหมย, หลีหยุ่นจง (Li Yun Zhong) เป็นชิยู่, ลู่เหว่ย (Lu Wei) เป็นกู่หยุน, กังหัว (Tung Li) เป็นจินซื่อผิง, หวงจงซุน (Huang Chung Hsin) เป็นหัวหน้าก๊กโจรที่เขาหลงอู่, ถังตี๋ (Tang Ti) เป็นกุนซือของก๊กโจร, เจียนเซิน (Chan Shen) เป็นยามเฝ้าห้องโถงร่างยักษ์ที่โดนเล่นคนแรกน่ะครับ และหนังกำกับโดย หลินฝูตี้ (Lin Fu Ti) ครับ

นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังของ Shaw Brothers ที่ทำให้ผมมีความรู้สึกโคตรจะหลากหลายครับ ส่วนที่ไม่ชอบก็มี แต่ที่ถูกใจมากๆ ก็มี ทำให้พอดูจบแล้วก็ต้องมานั่งนิ่งๆ ให้อารมณ์ความรู้สึกและกระบวนการคิดมันเรียงตัวสักเล็กน้อย ตามด้วยการถามตัวเองว่าตกลงเรารู้สึกยังไงกับหนังกันแน่เนี่ย

ผมว่าตัวหนังจริงๆ มันมีความยิ่งใหญ่ (Epic) อยู่ไม่น้อยครับ ถ้าถอดสมการโครงเรื่องออกมามันก็คือหนังแนวรวมพลคนเก่งไปถล่มฐานทัพคนชั่ว ซึ่งตอนท้ายนี่ก็มีการเสียสละเกิดขึ้น ซ้ำยังมีคนตายมากมายจนเรียกว่าเป็นสงครามย่อมๆ เลยก็คงได้ และกว่าจะปราบตัวร้ายร้ายใหญ่ได้ก็เล่นเอาอ่วมอรทัยกันถ้วนหน้า

มาว่ากันถึงจุดที่ผมชอบก่อน สิ่งที่ผมยกนิ้วให้เลยคืองานฉากครับ ดูลงทุนมาก ไม่ว่าจะฉากระหว่างทางตั้งแต่โรงเตี๊ยมไล่มาจนถึงตรงสะพาน ถือว่าฉากออกแบบได้สวย ดูได้อารมณ์หนังผจญภัยอยู่ในที ครั้นพอถึงฉากฐานทัพของพวกผู้ร้ายก็ถือว่ามีความอลังการ อย่างฉากห้องโถงที่ดูใหญ่เบิ้มนั่นมันทำให้หนังดูมีเกรดครับ และทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้มันดูอลังการตาม

ไหนจะมุมกล้องน่าสนใจ เรื่องการถ่ายภาพนี่ถือว่าน่าจดจำทีเดียว ส่วนคิวบู๊ก็ถือว่าเข้าท่าครับ อาจไม่ถึงขั้นพลิ้วไหวสุดลิ่ม แต่ดูลื่นและดูดุดันพอประมาณ ซึ่งผมบอกได้เลยครับว่าข้อดีทั้งหมดที่ผมกล่าวไปนี่แหละ คือพลังสำคัญที่ทำให้ผมยังรู้สึกกับหนังในแดนบวกอยู่

ทีนี้มาว่ากันถึงด้านที่ผมไม่ชอบบ้าง จุดใหญ่ใจความเลยคือการเล่าเรื่องกับการแสดงครับ คือเอาจริงๆ ผมโอเคกับพล็อตนะ พวกโครงเรื่องนี่ถือว่าใช้ได้ อย่างที่บอกว่ามันดู Epic อยู่ในที ถ้าเล่าดีๆ หนังก็จะเป็นอะไรที่มันส์และชวนติดตามมากๆ ทว่าทางที่หนังเลือกในการเล่ามันลดทอนความสนุกลงไปอักโขเลย

อย่างที่บอกครับว่าในเรื่องนี่จะมีตัวร้ายที่เดินแผนลับอยู่ แล้วก็มีขุนนางตงฉินส่งคนไปแทรกซึมเพื่อสกัดกั้นและปราบคนชั่ว ซึ่งจริงๆ แล้วมันจะสนุกขึ้นมากหากหนังเลือกที่จะเก็บอะไรเหล่านี้ไว้เฉลยทีหลัง แล้วเปิดมาโดยให้เหล่าตัวละครมาเจอกันแบบต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไม่ต้องบอกว่าคนไหนดีคนไหนร้าย ให้เป็นว่าพวกเขามาเจอกัน มาร่วมเดินทางไปด้วยกัน แล้วแต่ละฝ่ายก็เริ่มจับไต๋ของอีกฝ่ายได้ แล้วหนังก็ค่อนเฉลยว่าสุดท้ายพวกเขาต้องมาห้ำหั่นกันอย่างไรบ้าง แบบนั้นผมว่าความน่าติดตามจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่หนังดันเลือกจะเฉลยทั้งหมดบอกไว้ตั้งแต่ต้น ว่าฟู่ปิงจงชั่วนะ และใต้เท้าซุนก็เกณฑ์ 4 องครักษ์มาลงสนามเพื่อแอบตามฟู่ปิงจง โดยมีการส่งหัวหน้ามือปราบเยี่ยนซูถังล่วงหน้าไปก่อนแล้ว คือมันกลายเป็นว่าหนังแบไต๋หมดครับ ความน่าสนใจมันเลยหดไปพอสมควร

อย่างการที่หนังกำหนดให้พี่น้องตระกูลชี่ปลอมตัวเป็นหญิงสาวที่ถูก 2 โจรตามรังควาญ (ซึ่ง 2 โจรนี่ก็คือองครักษ์เหมือนกัน) คือถ้าหนังเล่าในเวย์นี้โดยไม่เฉลยตั้งแต่ต้นเรื่อง เอาแค่ปมนี้ก็ชวนติดตามแล้วครับ ประมาณว่า 2 พี่น้องก็พยายามหนีและขอให้เยี่ยนซูถังช่วยไล่พวกโจรไป แต่ 2 โจรก็ยังตามพวกเขามาเรื่อยๆ แล้ววันดีคืนดี 2 โจรยังเปิดโปงคนชั่วเพื่อชั่วซูถังอีก คือแบบเนี้ยมันจะน่าสนใจมากว่า เอ้า ยังไงกัน 2 โจรนี้จะมาช่วยซูถังทำไม มันจะชวนให้เราอยากรู้มากกว่า แต่นี่พอรู้หมดแล้วว่าใครดีใครร้าย มันก็เลยหมดกัน

และที่ผมหนักใจมากกว่าคือตอนที่ซูถังทำท่าไล่พวกโจร ก็จะประมาณว่าพอเห็นโจรเดินตามมา พี่เขาก็จะทำหน้าขึงขังเดินไปหาแล้วทำท่า “แฮ่!” อันนี้สารภาพเลยว่าฮาครับ คือพี่ไล่เป็นไล่หมาเลยอ้ะ แล้วพวกโจรก็ทำท่ากลัว แล้วก็ถอยไป คือมันดูตลกน่ะ แล้วฉากต่อมาในโรงเตี๋ยมที่ซูถังพยายามจะไล่ 2 โจรอีกรอบ ฉากนี้พวกพี่ทำยังกับวิ่งไล่จับ ซูถีงก็วิ่งไล่ 2 โจรก็หนีไปยิ้มไป คือดูแล้วแทบจะร้อง “เฮ้ย” แบบ… พวกพี่เล่นแปะแข็งกันเหรอฮะ คืออารมณ์มันดูชวนขำจนทำให้หนังดูอ่อนลงไปเลย

แล้วตรงการแสดงนี่อีก ดาราในเรื่องตัวหลักๆ ก็ขยันปั้นหน้ากันจนผมขำเป็นพักๆ อย่างพี่ซูถังนี่คือปั้นหน้าตลอด ตอนแรกยังพอไหว แต่พอปั้นไปครึ่งค่อนเรื่องผมก็กลั้นไม่ไหวล่ะครับ หลุดฮาออกมาเลย ตอนยิ้มนี่ยิ้มจนหลอน ตอนขรึมก็เหมือนปวดท้องหนักมาก แล้วก็ยังมีตัวละครอื่นที่ปั้นหน้าทำนองนี้อีกนะ – พอการปั้นหน้า มาเจอกับการเล่นเหมือนวิ่งไล่จับ ผมยอมรับเลยว่ารู้สึกฮากันหนังแบบไม่ตั้งใจ ในหัวนี่คิดเลยว่า “มาน อา ราย กาน นี่…..”

ตอนแรกผมก็คิดนะว่าตัวเอกอคติไปไหม คิดไปเองหรือเปล่า ก็พอดีที่ภรรยาผมเดินผ่านมา เธอก็มองไปที่ทีวีซึ่งก็พอดีเป็นตอนที่ซูถังกำลังแจวเรือจำเข้าฐานทัพโจร พอภรรยาผมเห็นหน้าของตตัวละครนี้ก็พูดขึ้นเลยว่า “โอ้… ขึงขังขั้นสุด!” ผมเลยได้ฮาอีกหนึ่งคำรบ 55555

ก็เข้าใจน่ะนะครับ ว่ามาตรฐานการแสดงของแต่ละยุคและแต่ละประเทศมันก็แตกต่างกันไป แต่ผมไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ที่การแสดงมันจะดูสุดแบบแปลกๆ ขนาดนี้ – ก็คิดเหมือนกันครับว่าถ้าหนังปรับการเล่าเรื่องและทำให้การแสดงดูไม่แสดงซะขนาดนี้ ผมคงชอบหนังเรื่องนี้พอดูเลยเชียว

ก็ขอว่าไปตามที่คิดนะครับ มันรู้สึกแบบนี้จริงๆ เอาเป็นว่าถ้าคอหนัง Shaw จะลองดูก็ไม่ว่ากันครับ เพราะนอกจากจุดที่ผมไม่ชอบที่บอกไปนั่น งานสร้างด้านอื่นๆ ถือว่าควรค่าแก่การรับชมอยู่

สองดาวกว่าๆ ครับ

(6.5/10)

ชื่ออื่นๆ
องค์รักษ์นางพญา