หนังอีกเรื่องที่เลือกดูด้วยความไม่รู้อย่างแท้จริงครับ ตอนแรกเห็นโผล่ในแถบของ Netflix ด้วยความที่หนังมีแต่ชื่อไทยผมเองก็ยังคิดเลยว่าสงสัยหนังใหม่ NF อีกล่ะมั้งเนี่ย แต่พอดูรายละเอียดข้างในก็ “อ้าว เฮ้ย หนังปี 1983 เลยนะ” อีแบบนี้ไม่ใช่ของ NF แน่นอน แล้วก็ลองจัดไป ครั้นพอดูจบ… ซึมเลยครับ
สรุปง่ายๆ นี่คือหนังว่าด้วยครอบครัวหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตในโลกหลังอเมริกาโดนระเบิดนิวเคลียร์โจมตีครับ สั้นๆ แบบนี้เลย
สิ่งแรกที่ต้องทราบไว้เลยคือหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อดูเอาสนุก ไม่ได้ทำออกมาเพื่อความบันเทิง แต่ขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่สารคดีครับ มันคือหนังที่บอกเล่าชีวิต… ชีวิตที่หลงเหลือหลังเกิดเหตุการณ์นิวเคลียร์ถล่ม มันหดหู่ มันแห้งเหี่ยว เราจะได้เห็นผู้คนใช้ชีวิตกันต่อไป แต่เป็นชีวาที่ขาดชีวา บางคนก็ต้องสูญเสียคนที่รักไป ถ้าไม่ใช่จากนิวเคลียร์โดยตรงก็จากกัมมันตภาพรังสีที่แผ่ขยายไปทั่ว ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งตนเองก็อาจได้รับผลจากมันเช่นกัน ไหนจะข้าวของเครื่องใช้และอาหารที่ขาดแคลนลงเรื่อยๆ
… หลายชีวิตอาจมีวันพรุ่งนี้ แต่ไม่มีอนาคต
ดูแล้วชอบเลยครับ เป็นหนังดราม่าที่ไม่หวือหวา ไม่เน้นปรุง เน้นเล่าไปเรื่อยๆ ให้คนนดูซึมซับบรรยากาศโลกที่หม่นหมอง โลกที่ชีวิตมีลมหายใจอันรวยริน และอาจจะหยุดลงได้ทุกเมื่อ มันคือหนังที่ตั้งใจสะท้อนให้เห็นผลจากสงครามนิวเคลียร์ มันอาจไม่ตื่นเต้นเร้าใจ แต่มันดู Real ครับ มัน Real จนผมซึมอย่างที่บอกไปแล้ว โดยเฉพาะฉากที่เรื่องเพิ่งเกิดแล้วเกิดแสงวาบไปทั่วนี่คือขนลุกเลยครับ มันสมจริงซะจนอดผวาไม่ได้
หนังทำให้ผมระลึกถึงอะไรหลายอย่างครับ อย่างแรกเลยคือการใช้เวลากับคนที่รัก ในเรื่องนี่ตัวเอกอย่างแครอล (Jane Alexander) จะรู้ซึ้งถึงประเด็นนี้ที่สุด เพราะตอนต้นเรื่องเราก็จะได้เห็นเธอออกอาการง้องแง้งแง่งๆ กับสามี (William Devane) แต่พอหลังจากเกิดเรื่องมันทำให้เธอตระหนักเลยครับว่าจริงๆ แล้วช่วงเวลาที่เธอกับสามีมีให้กันนั้นมันล้ำค่าแค่ไหน
เหตุผลหนึ่งที่ผมชอบหนังสไตล์นี้ก็คงเพราะอันนี้แหละครับ มันช่วยย้ำเตือนในสิ่งที่เราอาจจะหลงลืม หรือไม่ก็มีมันจนเป็นปกติจนไม่คิดว่ามันสำคัญ (เช่นการมีเวลากับคนที่เรารัก) การได้หนังมาช่วยเตือนก็ย่อมดีกว่าพอเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นแล้วเราค่อยมาสำนึกเสียใจในภายหลัง – หรือบางครั้งการใส่ใจของเรานี่แหละอาจเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดทอนบรรเทาเหตุร้ายที่อาจจะเกิดกับคนที่เรารักได้
ผมชอบฉากที่เหล่าผู้ใหญ่ไปนั่งดูละครโรงเรียนที่เด็กๆ แสดง (หลังเกิดเรื่องแล้ว) ในเวลานั้นมันคือมหรสพอันแสนเรียบง่าย แต่เปี่ยมความหมาย มันอาจไม่ยิ่งใหญ่ทุนหนา อาจไม่ได้แสดงหรือกำกับโดยทีมงานมืออาชีพ แต่มันคือการแสดงที่ง่ายและจริงใจโดยลูกหลานของพวกเขา – ผมรู้สึกได้เลยตอนที่กล้องซูมเข้าไปที่หน้าเด็กๆ แต่ละคนตอนละครแสดงจบ แล้วพวกเขาก็โค้งคำนับ มันคือฉากที่ผู้กำกับตั้งใจจะนำเสนอให้เราตระหนักถึงความสำคัญของเด็กๆ รวมถึงเป็นการสื่อโดยตรงถึงใครก็ตามที่มีส่วนในการจุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ ว่าจงมองดูที่ตาเด็กๆ เหล่านี้ให้ดีๆ ก่อนที่ท่านจะคิดทำอะไรลงไป
การที่ผู้ใหญ่ทำลายกันเองก็ชวนให้เศร้าพออยู่แล้ว ยิ่งถ้าหากสิ่งนั้นจะทำลายอนาคตของเด็กๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มันก็ยิ่งเศร้าสลดหนักไปกันใหญ่
แล้วก็แน่นอนว่าสิ่งที่หนังแนวนี้ (ที่ดีๆ) จะไม่ลืมนำเสนอก็คือด้านมืดของคน ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็มีให้ครับ ท่ามกลางหายนะโลก คนที่ยังมีน้ำใจช่วยเหลือกันก็มี แต่ที่เห็นแก่ตัวพร้อมจะฉากชิงจากคนอื่นเพื่อความอยู่รอด นี่ก็มีอีกเช่นกัน – อย่างที่ผมพูดเสมอครับ โลกนี้ไม่ได้สวยงามหรือน่าเกลียด แค่มันเป็นอย่างที่มันเป็นเท่านั้นแหละ
หนังกำกับโดย Lynne Littman ที่เคยได้ออสการ์จากการกำกับสารคดีสั้นเรื่อง Number Our Days ส่วนเรื่องนี้ก็คืองานหนังใหญ่ชิ้นแรกของเธอ ซึ่งถือเป็นงานที่น่าจดจำครับ การเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแต่มีพลังของเธอทำให้หนังน่าติดตาม อย่างที่บอกครับว่ามันไม่ได้สนุก ไม่ได้เร้าใจ จนผมเชื่อว่าคนไม่ชอบหนังเดินเรื่องช้าๆ ก็อาจจะไม่ถูกเส้น แต่ถ้าท่านชอบหนังดราม่าสะท้อนโลก ผมว่าหนังเรื่องนี้คือหนึ่งในหนังที่ท่านควรได้ลองชมดู
ท่านทราบไหมครับว่าแรกเริ่มเดิมที หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจะเป็นหนังทีวี แต่ทีนี้ผู้บริหารของบริษัทผู้สร้าง (Paramount Pictures) ดูแล้วเกิดประทับใจ เลยมีคำสั่งให้เข้าโรงใหญ่ไปเลย ซึ่งมันก็คือเรื่องดีน่ะนะครับ แต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องสืบเนื่องจากการตัดสินใจนี้ นั่นก็คือทีมงานนักแสดงร่วมกันฟ้องผู้สร้างเพื่อขอให้จ่ายค่าตัวในเรตที่เหมาะสม เพราะค่าตัวที่พวกเขาได้รับมันคือค่าตัวระดับดาราทีวี ไม่ใช่ระดับหนังโรงใหญ่ และสุดท้ายคดีนี้ก็ไปจบกันนอกศาลครับ (ประมาณว่าเจรจาแล้วตกลงกันได้นั่นเอง)
ตัวหนังนั้นสร้างโดยอิงจากเรื่องสั้น The Last Testament ของ Carol Amen ซึ่งว่ากันว่า Amen นั้นไม่ใคร่จะถูกใจกับหนังมากนัก แต่ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าเธอไม่ถูกใจตรงไหน แต่ที่แน่ๆ คือตอนจบของหนังนั้นมีการตัดแปลงไปจากเรื่องต้นฉบับครับ อันนี้ก็ขอสปอยล์หน่อยนะครับ
===== สปอยล์ =====
ตามเรื่องเดิมนั้นตัวละครที่เหลืออยู่ในเรื่องจะตัดสินใจจบชีวิตตนครับ ประมาณว่าไม่อยากตายอย่างช้าๆ และทรมานเลยตัดสินใจไปก่อนเลย ในขณะที่หนังนั้นพวกเขาเกือบจะตัดสินใจแบบนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ทำ แล้วเรื่องก็จะลงเอยตรงที่พวกเขาจากไป (อาจจะ) ด้วยกัมมันตภาพรังสีแทน
===== หมดสปอยล์ =====
ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้ส่งผลต่อนักแสดงในเรื่องอย่างน้อย 2 คน คนแรกคือ Alexander ที่หลังจากแสดงเรื่องนี้แล้วเธอก็อุทิศตนเป็นนักต่อต้านนิวเคลียร์ ส่วนอีกคนก็คือ Kevin Costner ที่พูดเสมอว่าเขาไม่เคยลืมหนังเรื่องนี้เลย และมันมีอิทธิพลต่อความคิดของเขามาจนปัจจุบัน (หลายคนจึงมองว่าการที่เขาทำหนังอย่าง Waterworld และ The Postman ก็อาจจะเพราะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องนี้ก็เป็นได้)
อีกสิ่งหนึ่งที่อยากบันทึกไว้ก็คือ ช่วงปี 1983-1984 นั้นมีความนิยมทำหนังว่าด้วยนิวเคลียร์ออกมาถึง 6 เรื่องครับ นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังมี Special Bulletin, The Day After, WarGames , Hadashi no Gen และ Threads
เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่อง ที่ผมถอนหายใจหนักมาก หลังดูจบ แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมถอนหายใจเพราะอะไรกันแน่?
ระหว่าง “โล่งใจ ที่มันเป็นเพียงหนัง” หรือ “กลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ ในสักวัน”
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Drama, Movie Reviews, Recommended Movies, Sci-Fi













