รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

It (2017) อิท โผล่จากนรก

IT001

IT ฉบับมินิซีรี่ส์เมื่อปี 1990 คือหนังที่ทำให้ผมกลัวมากเมื่อสมัยเด็กๆ แต่ขณะเดียวกันผมก็ชอบมันมากขนาดซื้อวีดีโอเก็บไว้ แต่ผมไม่กล้าเก็บม้วนไว้ในห้องตัวเองครับ (เพราะกล่องสวมวีดีโอเป็นรูปเพนนีไวส์ ปีศาจร้ายประจำเรื่อง) จนต้องเก็บไว้ห้องโถงชั้นล่างที่มีคนเยอะๆ แล้วพอจะดูทีไรก็ต้องเปิดชั้นล่าง ไม่กล้าเอาขึ้นไปเปิดข้างบนเด็ดขาด

และนี่ถือเป็นหนังที่ทำให้ผมจดจำชื่อ Stephen King ได้แบบขึ้นใจ แล้วจากนั้นก็ควานหาฉบับนิยายมาอ่าน แน่นอนว่าผมชอบมากๆ อีกเช่นกัน แม้จะอ่านแล้วรู้สึกขวัญผวาแค่ไหนก็เถอะ แต่ก็ยังหาโอกาสอ่านซ้ำอยู่เรื่อยๆ…

พูดได้เต็มปากครับว่า IT เป็นหนังและหนังสือแห่งความทรงจำสำหรับผม จากความกลัวเมื่อวัยเยาว์ก็ค่อยๆ กลายมาเป็นความชอบ จนบอกได้ว่าผมผูกพันกับผลงานชิ้นนี้ของ Stephen King อย่างมาก เพราะแม้หน้าหนังมันจะว่าด้วยเรื่องราวน่ากลัว แต่เอาเข้าจริงแล้วแก่นของมันคือเรื่องของมิตรภาพในวัยเยาว์ และความทรงจำสีจางๆ

และผมดีใจครับที่ IT ฉบับใหม่นี้ สามารถจับเอาแก่นของเรื่องราวมาถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มได้อย่างน่าจดจำ… อย่างน้อยก็สำหรับผมครับ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าผมชอบมันมาก และยกให้นี่เป็นหนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากผลงานของ King ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง (แต่ก็อย่างที่ผมบอกเสมอว่า แม้ผมจะชอบ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะชอบเสมอไป)

IT ว่าด้วยเหตุปริศนาที่เกิดในเมืองเดอร์รี่ในปี 1989 เมื่อมีเด็กเริ่มหายตัวไป หนึ่งในนั้นคือจอร์จี้ (Jackson Robert Scott) น้องชายของบิลล์ (Jaeden Lieberher) ซึ่งเขาเองก็ยังคงรู้สึกผิดที่ปล่อยให้น้องออกไปเล่นคนเดียวในวันนั้น และในเวลาต่อมาเขาและเพื่อนๆ ก็ค้นพบเงื่อนงำประหลาดเกี่ยวกับประวัติของเมือง ที่ในทุกๆ 27 ปี เมืองเดอร์รี่จะต้องมีเหตุการณ์อันน่าสะพรึงเกิดขึ้น

แล้วในที่สุดพวกเขาก็เจอกับปีศาจร้ายที่มาในรูปของตัวตลกนามว่าเพนนีไวส์ (Bill Skarsgård) มันนี่เองคือสิ่งชั่วร้ายที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของเด็ก รวมถึงสารพัดความสยองที่เกิดขึ้นในเมือง… บิลล์กับพรรคพวกจึงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้ง “มัน”

หน้าหนังนั้นคือแนวสยองครับ ซึ่งมันก็จะมีฉากน่ากลัวๆ และชวนหลอนแทรกลงมาเป็นพักๆ ซึ่งผมต้องยอมรับว่าผมไม่ถึงกับสะดุ้งสะเทือนอะไร ส่วนหนึ่งคงเพราะผ่านหนังสยองมาเยอะจนยอมรับว่าหลังๆ ผมดูหนังผีหนังสยองแล้วไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังชอบดูเพราะแม้เราจะไม่กลัวก็เถอะ แต่เราก็จะสัมผัสได้ว่าเรื่องไหนวางอารมณ์ความน่ากลัวได้ดีแค่ไหน วางจังหวะการหลอกและโปรยกลิ่นอายความสยองได้พอเหมาะหรือไม่… บางทีแม้เราจะไม่กลัว แต่ก็จับสัมผัสได้ครับว่าภาพที่เห็นตรงหน้ามันให้อารมณ์สยองได้กลมกล่อมไหม? ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ ผมว่ามันกลมกล่อมดีครับ

gallery-1490698430-it-the-losers-club

และเอาเข้าจริงผมว่าฉากน่ากลัวทั้งหลายที่มีนั้น มันไม่ได้เป็นการเล่าเพื่อความสยดสยอง แต่เล่าเพื่อบรรยายถึงสิ่งที่ King เขียนไว้ในนิยาย นั่นคือภาพของเมืองเดอร์รี่ที่มีปีศาจร้ายอย่างเพนนีไวส์ออกอาละวาด ลักษณะมันจะออกมาในโทนแฟนตาซีหน่อยๆ (ยิ่งถ้าใครเคยอ่านนิยายจะตระหนักได้ว่า บางส่วนมันออกแนวไซไฟด้วยซ้ำ)

ในมุมหนึ่ง ผมจึงมองฉากสยองทั้งหลายในเชิงแฟนตาซี ดูตรงจินตนาการมากกว่าจะดูว่ามันสยองพองขนแค่ไหน เพราะอย่างที่บอกครับว่าเอาเข้าจริงมันไม่ได้สยอง ดังนั้นหากใครคาดหวังว่าหนังจะสยองแบบ The Conjuring หรือ Insidious ล่ะก็ คงต้องปรับความคาดหวังใหม่ครับ เพราะมันเป็นความสยองกึ่งแฟนตาซี เป็นการเอาบรรยายกาศความสยองมาเล่าเพื่อรับใช้ประเด็นหลักของหนัง ซึ่งก็คือเรื่องชีวิตของพวกเด็กๆ มากกว่า

ผมจึงมองว่าจุดเด่นจริงๆ ของหนังไม่ใช่ที่ความสยอง ทว่ามันคือเรื่องราวในเชิง Coming of Age ของเด็กๆ ซึ่งการแสดงดีๆ ของเหล่าดาราเด็กทั้ง 7 คนถทอว่าสามารถสวมบทบาทตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งผมจะไม่บอกว่าคาแรคเตอร์ในหนังนั้นถอดมาจากหนังสือนะครับ เพราะบางจุดก็อาจมีบ้างที่ไม่ใช่ แต่โดยรวมแล้วผมเชื่อจริงๆ ว่าพวกเขาคือแก๊งขี้แพ้ที่ผมคุ้นเคยในนิยาย IT

ไม่ว่าจะบิลลี่ที่ติดอ่างประจำ แต่ก็เป็นผู้นำและมีเหตุผล, ริชชี่ (Finn Wolfhard) สี่ตาตัวฮาประจำกลุ่ม, เอ็ดดี้ (Jack Dylan Grazer) เด็กท่าทางขี้โรคที่แม่ห่วงและหวงจนเกินเหตุ, สแตน (Wyatt Oleff) เด็กที่ดูนิ่งๆ แต่เอาเข้าจริงก็เป็นคนคิดมากคิดเยอะ ซึ่ง 4 คนนี้คือกลุ่มเพื่อนดั้งเดิมครับ

ส่วนที่เหลืออีก 3 ที่เพิ่งมาแจมกลุ่มนี้ก็ได้แก่ เบน (Jeremy Ray Taylor) เด็กอ้วนขี้อายที่ตกเป็นเป้าโดนอันธพาลรังแกเสมอ, เบฟเวอร์ลี่ (Sophia Lillis) สาวแกร่งที่จำต้องทนอยู่กับพ่อ (ที่เธอรู้สึกว่าไม่เคยไว้ใจเขาได้เลย) และ ไมค์ (Chosen Jacobs) เด็กผิวดำที่มาแจมกลุ่มเป็นคนสุดท้าย

พวกเขาเล่นกันได้ดีเลยน่ะครับ คือดูแล้วเชื่อว่าเป็นเพื่อนกัน เวลาคุยกันเล่นกับแซวกันดูเป็นก๊วนไปกันได้จริงๆ แล้วพอถึงวาระแห่งมิตรภาพ เวลาต้องไปร่วมเป็นร่วมตาย หรือเวลาขี่จักรยานไปด้วยกันนี่มันดู… ดูเป็น “พวกเขา (จากในหนังสือ)” จริงๆ น่ะครับ

แต่คนที่กระชากใจผมไปเต็มๆ คือ Robert Scott ที่เล่นเป็นจอร์จี้น่ะครับ รายนี้บทไม่เยอะ แต่ฉากต้นเรื่องนี่เป็นอะไรที่บีบคั้นจิตใจมาก ทั้งการเล่าเรื่อง มุมกล้อง และการแสดง มันทำให้เราใจหายโคตรๆ กับภาพที่เห็น แม้ผมจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทำเอาใจสลายไปเลยเหมือนกัน (แม้จะดูหนังฉบับเก่ามากี่ที แม้จะอ่านนิยายมากี่หน ก็ไม่เคยต้องมาเห็นภาพ “เหตุการณ์วันนั้นของจอร์จี้” แบบเต็มตาขนาดนี้มาก่อน)

บอกตรงๆ จากใจว่าฉากนั้นทำให้ผมโคตรแค้นเพนนีไวส์เลยนะ ชนิดที่ถ้าทำได้ผมโดดลงไปกระทืบมันแล้ว มันเป็นอะไรที่โหดมากจริงๆ ซึ่งก็ต้องชมทีมงานทุกภาคส่วนล่ะครับที่ทำฉากนี้ออกมาได้แรงกระแทกใจจนผมอินจิกเบาะได้ขนาดนั้น และที่ไม่ชมไม่ได้คือ Skarsgård ที่สามารถสวมบทเพนนีไวส์ได้อย่างน่าปรบมือ

เพนนีไวส์ตนนี้โหดเหี้ยม แต่ก็มีใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอยู่ตลอด ยอมรับว่า Skarsgård เล่นได้ดีมากครับ เรียกว่าไม่น้อยหน้าที่ Tim Curry เคยทำไว้ในฉบับปี 1990 เลย แต่ฉบับนี้เราจะได้เห็นเพนนีไวส์ในหลายลีลามากกว่าของเก่าหน่อย โดยเฉพาะตอนท้ายที่ถือว่ามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมากกว่าฉบับที่แล้วพอสมควร นอกจากนี้น้ำเสียงของเขายังดูโฉดชั่วอย่างยิ่งอีกด้วย

และเพราะฉากแรกนี่แหละ ที่ทำให้ผมมองเพนนีไวส์ตนนี้ในฐานะ “ตัวร้ายที่ต้องโดนกำจัด” ได้สำเร็จ (ยังไงฉากเด็กโดนทำร้ายมันก็สะเทือนใจผู้ชมเสมอครับ ยิ่งตอนนี้ผมเป็นพ่อคน มันก็คงจะทำให้อารมณ์ที่มีต่อภาพที่เห็นเข้มข้นขึ้น)

การเล่าเรื่องถือว่าเล่าได้ดีครับ สลับกันระหว่างการเล่าเรื่องชีวิตของเด็กทั้ง 7 กับฉากสยองทั้งหลาย จัดว่าเล่าได้ลื่นไม่น่าเบื่อ ผมชอบปฏิสัมพันธ์ที่เด็กแต่ละคนมีให้กันน่ะครับ อย่างบิลกับผองเพื่อน หรือเบนกับเบฟเวอร์ลี่ที่มันดูน่ารักดี (เชื่อว่าหลายคนก็คงแอบเอาใจช่วยเบนอยู่ลึกๆ เหมือนกัน)

หนังมีกลิ่นอายของ Stand By Me ครับ ซึ่งก็อย่างที่บอกว่าแก่นของเรื่องคือเรื่องของพวกเด็กๆ ไม่ว่าจะความทรงจำที่มีร่วมกัน, ความเจ็บปวดที่พวกเขาต้องเผชิญ และการก้าวข้ามความกลัวทั้งหลาย ซึ่งใน IT ฉบับนี้ถือว่ามีครบครับ อาจไม่ถึงกับลงตัวสุดยอดในประเด็นเหล่านี้ แต่ก็พูดได้ว่าอยู่ในข่ายดีครับ

screen-shot-2017-03-29-at-171349

Andy Muschietti คุมหนังเรื่องนี้ได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้นะ เพราะจริงๆ ผมก็ไม่ถึงกับชอบเรื่อง Mama สักเท่าไร (คือดูได้เพลินๆ แต่ไม่ได้ชอบอะไร) แต่เรื่องนี้จังหวะจะโคนถือว่ากำลังดีครับ มีครบรสทั้งสยอง, ดราม่า, ตลก เพียงแต่อาจยังไม่ถึงกับครบเครื่องแบบเต็มร้อยเท่านั้นเอง

ผมชอบที่หนังเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดี อย่างการที่หนังไปเกิดเหตุในปี 1989 เราก็จะได้เห็นโรงหนังติดป้ายฉาย Batman และ Lethal Weapon 2 หรืออย่างฉากในห้องของเบฟเวอร์ลี่ เราจะได้เห็นหนังสือ “เจ้าชายกบ” วางอยู่ ซึ่งก็สื่อนัยชีวิตของเบฟได้ดี หรือฉากที่หนุ่มๆ มองเบฟตาเป็นมัน นั่นก็เรียกเสียงฮาได้ดีเหมือนกัน

ฉากไคลแม็กซ์ถือว่าทำได้มันส์ครับ ด้านความลุ้นก็ถือว่าใช้ได้ (แต่เอาจริงๆ ผมก็ยอมรับว่าไม่ถึงกับลุ้นอะไร เพราะรู้หมดแล้วว่าใครจะเป็นอะไรบ้าง และมันจะจบลงอย่างไร) และตอนจบก็รอให้เราไปดูภาคต่อแบบเต็มที่ ซึ่งก็สร้างแน่ๆ ล่ะครับ ลองว่าหนังทำเงินระเบิดระเบ้อขนาดนี้

เกร็ดที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ที่ผมอยากแบ่งปันก็คือ แรกเริ่มเดิมทีหนังจะกำกับโดย Cary Fukunaga (True Detective ปี 1) แต่เนื่องจากงบสร้างที่เขาเสนอสูงกว่าที่สตูดิโอคาดไว้ และสิ่งที่เขาตั้งใจนำเสนอก็อาจทำให้หนังถึงขั้นติดเรต NC-17 ได้ ด้วยเหตุนี้เขาและสตูดิโอเลยแยกทางกันครับ

หลังจากนั้น The Duffer Brothers ก็เสนอตัวว่าอยากกำกับ แต่ทางสตูดิโอก็เห็นว่าพี่น้องคู่นี้ยังไม่มีชื่อเสียงมากพอเลยบอกปัดไป แล้วในเวลาต่อมาพี่น้องคู่นี้ก็ไปทำ Stranger Things (ที่มีกลิ่นอายของ Stephen King แบบเต็มๆ) จนดังระเบิด และ Finn Wolfhard ที่เล่นเป็นไมค์ หนึ่งในตัวเอกจาก ST ก็มาเล่นเรื่องนี้ในบทริชชี่ด้วย ซึ่ง Wolfhard นั้นยังถือเป็นดาราเพียงคนเดียวที่ยังได้เล่นเรื่อง IT ต่อ หลังจาก Fukunaga ประกาศว่าจะไม่กำกับเรื่องนี้ (กล่าวคือดาราคนอื่นที่ Fukunaga แคสไว้โดนเปลี่ยนตัวหมด ยกเว้น Wolfhard คนเดียว)

โดยรวมแล้วหนังทำได้ดีทีเดียวครับ ได้อารมณ์หนังสยอง และหนังก็ไม่พลาดที่จะเล่าแก่นหลักจากนิยาย (เรื่องเชิงดราม่าของเด็กๆ) แม้จะไม่ลงลึกมากก็ตามแต่ก็พอเดาได้แต่แรกแล้วครับว่าหนังคงลงรายละเอียดได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากจำกัดด้วยเวลา (แค่นี้ก็ 2 ชั่วโมงนิดๆ แล้วครับ) ซึ่งหากมองกันที่องค์รวม ก็ถือว่าหนังสามารถจับสิ่งสำคัญจากนิยายมาใส่ลงจอได้ดีครับ (แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเกินครึ่ง)

เอาเป็นว่าผมแนะนำให้ดูครับ ผมชอบ แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกคนจะชอบ แต่ผมก็อยากให้ลองหาโอกาสดู ไม่ดูตอนนี้จะรอแผ่นก็ได้ครับ แต่อยากให้ได้ลองสักครั้ง เพราะนี่คือหนังสยองขวัญที่ผสมเรื่องราวแนวชีวิตลงไปได้แบบกำลังดี… ของแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ครับ

It_08312016_Day 46_11374.dng

============= เวอร์ชั่นมีสปอยล์ =============

ผมมีอีกหนึ่งบทความเกี่ยวกับ IT ที่ผมอยากจะเขียน… แต่ต้องบอกก่อนครับว่า บทความนี้คือการเขียนจากความรู้สึกล้วนๆ (ผมเลยตัดสินใจแยกมันออกมาจากบทความเกี่ยวกับ IT ก่อนหน้านี้

ออกตัวเลยว่า ผมเขียนบทความนี้ในฐานะ คนที่เคยเผชิญกับ “ความกลัว” ที่เคยมีต่อเพนนีไวส์เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน…

ก่อนอื่นผมอยากจะบอกว่า “อย่าแปลกใจหากคุณดู IT แล้วไม่เห็นว่ามันจะน่ากลัว”

เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณครับ เพราะจากโทนหนัง จากการโปรโมตก็เห็นอยู่ว่ามันคือแนวสยองขวัญ แล้วมันจะผิดอะไรหากเราจะคาดหวังความสยอง… แต่เอาเข้าจริง มันไม่ได้สยองแบบนั้น…

ผมมองว่าความน่ากลัว ฉากน่ากลัว หรือฤทธิ์เดชของเพนนีไวส์เป็นเหมือนสิ่งประกอบที่มีไว้เพื่อรับใช้ประเด็น “การก้าวผ่านความกลัวของเด็กๆ” มากกว่าจะมีไว้เพื่อตั้งหน้าตั้งตาสร้างความสยองขวัญ

ว่าง่ายๆ คือคนทำเขาทำมันออกมาในโทน Stand By Me มากกว่าจะเป็น The Conjuring หรือ Insidious ซึ่งนั่นทำให้ IT ต่างออกไป

ดังนั้นใครจะดูเพราะคิดว่ามันจะสยองพองขน สามารถทบทวนใหม่ได้ครับ เพราะมันไม่ได้น่ากลัวอะไร เอาชัตเตอร์บ้านเรามาดู จะยังสยองกว่า

แต่หากจะดู ก็ควรปรับใจว่ามันคือหนังแฟนตาซีที่มีโทนสยอง และมีประเด็นหลักคือเรื่องราวชีวิตของเด็กๆ 7 คนที่ต้องก้าวผ่านข้ามพ้นอะไรสักอย่าง

… จำได้ว่า Stephen King ออกมาพูดว่าเขาชอบหนังเรื่องนี้ นั่นก็ทำให้ผมเริ่มคิดแล้วว่า ถ้าป๋า King จะชอบ ก็คงไม่ได้ชอบที่ความสยอง แต่จะต้องชอบตรงที่หนังจับเอาประเด็นหลักและหัวใจสำคัญของเรื่องไปถ่ายทอดบอกเล่าบนจอใหญ่ได้

อย่าง The Shining ปี 1980 แม้จะออกมาสยองและประสบความสำเร็จ แต่พอการตีความมันคนละเรื่องกับในนิยาย ป๋า King ของผมก็แอนตี้เต็มพิกัด – ดังน้นความชอบหรือไม่ชอบของป๋าเขา ไม่ได้วัดกันตรงความสยองของหนัง แต่วัดว่าหนังถ่ายทอดเรื่องราวและแก่นสารได้ตรงกับที่ป๋าเขียนไว้ไหม

และตอนนี้… ผมว่าผมก็ชอบหนังเรื่องนี้แบบเดียวกับที่ป๋า King ชอบนั่นแหละครับ

IT002

**จากนี้ไปมีสปอยล์ 100% ไม่อยากทราบ ไม่ควรอ่านครับ**

1)
ผมรู้จัก IT ฉบับปี 1990 ครั้งแรกจากคำแนะนำของเพื่อน ตอนนั้นผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบดูหนังครับ แล้วพวกเราก็จะชอบเล่นบทบาทสมมติกัน ประมาณว่าพอพักกลางวัน ก็จะเล่นเป็นแบทแมนบ้างอะไรบ้าง แล้วมีครั้งหนึ่งที่เพื่อนชวนเล่นบทบาทสมมติเป็นตัวละครเด็กๆ ในหนังเรื่องนี้

เพื่อนมันให้ผมเป็น “เอ็ดดี้” ครับ สงสัยคงเพราะผมดูอ่อนแอนิดๆ เมื่อสมัยเด็ก (5555)

ผมก็เออออเล่นไป โดยไม่รู้หรอกว่าเอ็ดดี้นี่คือใคร จนกระทั่งตัดสินใจถามเพื่อนว่า นี่เรากำลังเล่นเป็นตัวละครจากเรื่องอะไรเหรอ? เพื่อนก็บอกว่า “มันคือเรื่อง IT อสูรกายขุมนรก”

แล้วผมก็จำชื่อหนังเรื่องนั้นไว้ เพื่อเอาไปเช่าที่ร้านวีดีโอ และพอผมเห็นปกกล่องวีดีโอ (เป็นภาพเพนนีไวส์ ฉบับ Tim Curry โผล่มา) ผมก็ชะงัก… ผมกลัวครับ

แต่ในที่สุดผมก็เช่ามาดู… นั่นคือหนังแนวสยองขวัญเรื่องแรกที่ผมเช่ามาดูครับ และยังถือเป็นหนังฝรั่ง 2 ม้วนจบเรื่องแรกที่ผมเคยดูด้วย (เพราะตอนนั้นผมไม่เคยดูหนังฝรั่งที่ยาวกว่า 1 ม้วนจบมาก่อน)

ผมไม่กล้าดูคนเดียว จึงต้องดูตอนมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเสมอ… แล้วผมก็ดูจนจบครับ… แน่นอนว่าผมกลัว… แต่ผมกลับอยากได้หนังชุดนี้เก็บไว้ ผมนั่งคิดสองจิตสองใจอยู่หลายวันว่าจะซื้อดี-ไม่ซื้อดี เพราะใจหนึ่งก็กลัว แต่อีกใจหนึ่งก็ชอบและอยากเก็บ

สุดท้ายก็ซื้อไว้ครับ… แต่ไม่กล้าเก็บในห้องตัวเอง ไปเก็บไว้ที่เก๊ะที่โต๊ะชั้นล่าง แล้วพอจะเปิดดูก็ต้องเปิดดูข้างล่างตอนมีคนอยู่เท่านั้น (ผมเคยกลัวขนาดว่า ถ้าไม่มีใครอยู่ด้วย ผมจะไม่กล้าเปิดเก๊ะที่เก็บวีดีโอนั้นไว้เด็ดขาด… กลัวจริงๆ นะ)

นั่นแหละครับ คือหนังสยองเรื่องแรกที่ผมดู… หนังสยองเรื่องแรกที่ผมซื้อ… หนังสยองที่ผมไม่กล้าดูคนเดียว แต่ก็อยากที่จะดูอยู่เรื่อยๆ…

IT006

2)
ขณะอยู่ในโรง ตอนดู IT ฉบับ 2017 ผมนั่งดู 10 นาทีแรกของหนังด้วยใจระทึกผสมหดหู่

ใช่ครับ มันคือฉากที่จอร์จี้แล่นเรือออกไป… มันคือการเล่นครั้งสุดท้ายของจอร์จี้

ฉากที่เรือหล่นลงไปในท่อ ฉากที่จอร์จี้ยื่นหน้าคุยกับเพนนีไวส์ มันคือฉากที่ผมคุ้นเคยเพราะเคยเห็นมาแล้วจากฉบับปี 1990 แต่ครั้งนี้ผมดูมันด้วยความรู้สึกหดหู่… เพราะผมรู้ว่าจอร์จี้ต้องตาย

แต่ผมนึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นจอร์จี้โดนกระชากแขนต่อหน้า และยังต้องเห็นจอร์จี้โดนลากลงไป…

ถ้าเป็นเมื่อ 25 ปีก่อน ผมคงกลัว… แต่ไม่อีกต่อไปครับ ผมเลิกกลัว “มัน” แล้ว

ภาพที่เห็นมันกลับทำให้ผมโกรธแค้นเพนนีไวส์ รู้สึกจากใจเลยว่าอยากโดดลงไปซัดกับมันเดี๋ยวนั้น ตายเป็นตาย ต้องเจอกันหน่อย และค่อนข้างแน่ใจว่าเราสู้มันได้ด้วย เพราะเพนนีไวส์มันจะได้พลังจากความกลัวที่เหยื่อมีต่อมัน แต่หากเราไม่กลัว มันก็จะไม่มีพลัง… ดังนั้นผมเชื่อว่าผมกระทืบมันจมท่อได้แน่ และผมพร้อมทำหากมันจะช่วยจอร์จี้ได้…

… ใช่ครับ ผมอินจัด

นาทีนั้นผมรู้เลยว่า IT ฉบับนี้มัน “ใช่” เพราะมันทำให้ผมอินได้ถึงขนาดนั้น

มันทำให้ผมรู้สึกว่า “มัน” กลับมาแล้วจริงๆ…

it05

3)
IT ปี 1990 เดินเรื่องเหมือนนิยาย คือจะเล่าสลับ 2 เหตุการณ์ ระหว่างเหตุการณ์ตอน 7 ตัวละครยังเด็ก และเหตุการณ์ในอีก 27 ปีต่อมา เมื่อพวกเขาโตขึ้น และกลับมาที่เดอร์รี่ตามคำสัญญาว่า “หากเพนนีไวส์กลับมา พวกเขาจะต้องมาจัดการมัน”

ประเด็นสำคัญของ IT ไม่ได้มีแค่ความร้ายกาจของเพนนีไวส์ที่สามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ที่เหยื่อกลัว แต่ยังมีเรื่องราวมิตรภาพในวัยเยาว์ อีกทั้งปมชีวิตของเด็กทั้ง 7 ที่พวกเขาต่างก็มีบาดแผลในใจ ไม่ว่าจะเกิดจากครอบครัว จากโรงเรียน หรือจากสิ่งน่ากลัวอื่นๆ ในสิ่งแวดล้อม

ทุกคนในโลกล้วนต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ เรื่องน่ากลัวๆ หรือไม่ก็ปัญหาชีวิต ทำให้หนึ่งในหัวใจสำคัญของเรื่อง ก็คือการเรียนรู้ที่จะกล้าเผชิญหน้ากับความกลัว กล้าสู้กับมัน กล้าหาทางจัดการมัน

หากเราไม่สู้ ไม่จัดการ มันก็จะกลับมาหาเรา กลับมาหลอกหลอนเรา… มันจะกลับมาอีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง…

มันจะกลับมาจนกว่าเราจะตาย หรือจนกว่าเราจะเป็นฝ่ายกำราบมัน

เพนนีไวส์คือปีศาจที่กินเด็กในเมือง ในขณะที่ผู้ใหญ่ทำเป็นลืม ทำเป็นมองผ่านๆ ไม่มีใครคิดจะแก้ไขหรือหาทางหยุดเรื่องนี้ เลยทำให้เพนนีไวส์ไม่เคยจากไป มันยังสามารถกลับมาเขมือบได้ทุกๆ 27 ปี

เพนนีไวส์ก็เป็นเหมือนตัวแทนของปัญหาที่กลับมาสร้างความเดือดร้อน มาสร้างความสูญเสียให้ผู้คน มันอาจหายไปพักหนึ่ง แต่สุดท้ายมันก็จะกลับมา ตราบใดที่ไม่มีใครหยุดมัน

และหากเรายอมจำนน มันก็จะเล่นงานตะครุบตัวเรา (เหมือนเพนนีไวส์ที่เขมือบเราทั้งเป้น)

เราทุกคนต่างก็มีเพนนีไวส์เป็นของตัวเองครับ มันเปรียบได้กับ “บอสประจำด่าน” ในเกม ที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้

IT004

4)
เด็กๆ ทั้ง 7 คนล้วนมีปมชีวิต ครั้นพอโตขึ้น แต่ละคนก็ดูเหมือนจะมีปัญหาชีวิตที่สืบเนื่องจากเรื่องในอดีต

บางคนเดินหน้าต่อได้ แต่บางคนก็ไม่… บางคนก็ทำผิดซ้ำเดิม

เมื่อเพนนีไวส์กลับมาอีกครั้ง บางคนก็พร้อมจะกลับมาสู้กับมัน… แต่บางคนเลือกจะตายเพื่อหนีปัญหา…

สมัยผมเด็กๆ ผมดูเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ก็คิดแค่ว่ามันคือหนังสยอง

แต่เมื่อโตขึ้น ก็พบว่ามันสะท้อนความจริงชัดๆ

บางคนสู้ปัญหาแบบสุดชีวิต แต่บางคนก็หนีปัญหาโดยจบชีวิตตน

ผมคงไม่ถามว่าใครเลือกถูกหรือเลือกผิด

แต่จะถามว่า “เราจะเลือกเป็นคนไหน?”

It_09122016_Day 53_14062.dng

5)
การที่ผมดู IT ฉบับเก่าเป็นครั้งแรกเมื่อ 25 ปีก่อน แล้วมาดู IT ฉบับใหม่ในวันนี้มันให้ความรู้สึกที่น่าสนใจ… มันเหมือน 25 ปีก่อนผมเผชิญมันครั้งหนึ่งตอนเป็นเด็ก และบัดนี้เวลาผ่านไป 25 ปี มันกลับมาอีกครั้ง

… ผมรู้สึกดีใจที่ผมไม่กลัว “เพนนีไวส์” อีกต่อไป แล้วผมยังพร้อมจะสู้กับมันอีกด้วย

เช่นเดียวกับอุปสรรค ปัญหา ฯลฯ ที่แวะมาหาเป็นพักๆ… ผมดีใจที่ผมต้อนรับพวกมันแบบเดียวกับ “เพนนีไวส์”

ลึกๆ ผมรู้สึกขอบคุณ IT และเรื่องราวของเด็กทั้ง 7 ที่สอนให้ผมรู้จักวิธีเอาชนะเพนนีไวส์ในชีวิตจริง

และมันทำให้ผมตระหนักว่า พลังของมิตรภาพ การมีกันและกัน มันส่งผลแค่ไหน อย่างกลุ่มขี้แพ้ในเรื่อง พวกเขาอาจไม่ใชคนแข็งแกร่ง แต่พวกเขาก็สามารถประคับประคองกันจนผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้

ไม่ใช่ว่าคนแข็งแรงเท่านั้นที่จะประคองคนอ่อนแอได้ แต่คนอ่อนแอก็สามารถช่วยเหลือกุมมือคนอ่อนแอด้วยกันได้ ช่วยกันพาไปให้ถึงแสงสว่าง ณ ปลายอุโมงค์ได้

แข็งแกร่งหรืออ่อนแอ อาจเป็นนิยามเพียงชั่วขณะ เพราะสิ่งที่เราทำในปัจจุบันนั่นต่างหาก ที่จะนิยามตัวเราในปัจจุบันได้

อย่างเพนนีไวส์ในเรื่องมันทรงพลังหากมีคนกลัวมัน แต่เมื่อเด็กๆ ไม่กลัว มันก็หมดแรง ไม่อาจทำอะไรได้

เพนนีไวส์ก็เหมือนปัญหา ที่หากเราเอาจริงกล้าจ้องหน้ามันแบบไม่หลบตา

เมื่อนั้น “ความแน่” ของมันก็ลดปริมาณลงได้เหมือนกัน

IT007

6)
หลายคนอาจมองว่างานของ Stephen King โดดเด่นในฐานะนิยายสยองขวัญ แต่เอาเข้าจริงแล้วหากพิจารณาดีๆ จะพบว่าแก่นหลักของทุกเรื่อง ล้วนต้องมีเรื่องของชีวิต, มิติของจิตใจคน, ความทรงจำสีจางๆ รวมถึงสันดานดิบของมนุษย์ ในขณะที่เรื่องสยองที่เกิด ถือเป็นองค์ประกอบเสริมที่ทำให้ประเด็นเหล่านั้นเด่นชัดมากขึ้น

จึงไม่แปลกที่หนังที่สร้างจากงานของป๋า King เรื่องที่เข้าเป้าและเป็นที่จดจำของคนดูจริงๆ มักเป็นหนังที่เด่นในเรื่อง “การนำเสนอมิติจิตใจของคน”

The Shining คือความบ้าคลั่ง (แม้จะไม่ตรงกับสิ่งที่ป๋า King ต้องการนำเสนอก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนั้นจิตหลุดจริง บ้าคลั่งถึงใจ)

Carrie ก็สะท้อนผลรวมของการถูกกระทำ จนความกลัวกลายเป็นความคลั่งที่สร้างผลร้ายสุดสยองจนเกินควบคุม

Misery ก็กระตุกจิตแบบถึงใจ เป็นการนำเสนอความบ้าคลั่งหลงใหลเกินขนาดในสิ่งๆ หนึ่งได้แบบสุดขั้ว

The Mist อันนี้ยิ่งชัด หนังถูกพูดถึงมาเป็นสิบปีก็เพราะแต่ละการกระทำของตัวละครในเรื่องนี่แหละ

The Shawshank Redemption, The Green Mile และ Stand By Me ก็ล้วนมาพร้อมเรื่องราวความรัก ความหวัง ความกลัว ความเกลียดชัง ฯลฯ สะท้อนความจริงของชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง

ดังนั้นถ้าถามว่าทำไมผมถึงเป็นแฟนหนังสือของป๋า King ก็บอกได้เลยว่า เป็นเพราะผมอยากรู้ว่าป๋าเขาจะนำเอาแง่มุมไหนของมนุษย์มานำเสนออีก พร้อมเสพความสยองเป็นกับแกล้ม… มันเข้ากันเสียนี่กระไร

It_08292016_Day 44_10864.dng

7)
ผมออกจากโรงมาหลังดู IT ฉบับนี้จบ ผมพบว่าผมชอบหนังเรื่องนี้ มันเหมือนได้แวะเวียนไปเยี่ยมเยือนบางส่วนในวัยเด็กของเรา และผมภูมิใจที่ผมโตขึ้น ผมพบว่าตัวเองสนุกที่จะก้าวข้ามปัญหาต่างๆ… นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงกลัวอะไรๆ น้อยลง

เราอาจไม่ได้เก่งขึ้น แต่เราแค่เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น…

ผมกลับบ้าน หยิบแผ่น BD IT ฉบับปี 1990 มามองอีกครั้ง… ทุกวันนี้มันอยู่ในห้องนอน ผมไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป และผมดีใจที่วันนั้น ผมกล้าที่จะเช่ามันมาดู เพราะเมื่อมองย้อนไป มันคือสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งในการเดินทาง 25 ปีของชีวิตผม

มัน, เพนนีไวส์, ปัญหา อาจกลับมาเมื่อไรก็ได้ หรืออาจเปลี่ยนโฉมหน้าเป็นสิ่งน่ากลัวใหม่ๆ ได้เสมอ ซึ่งผมอาจคาดเดาไม่ได้ว่ามันจะมาเมื่อไร และมาในรูปไหน

แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่า… ครั้งต่อไปที่พบกัน…

“มัน” ต้องเป็นฝ่ายกลัว “ผม”

สามดาวเต็มครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s