เรื่องราวบทต่อมาของเจาะเวลาหาจิ๋นซีฉบับปี 2001 ครับ โดยคราวนี้มีคนจากอนาคตย้อนเวลามาเพื่อหวังจะตั้งต้นเป็นฮ่องเต้ งานนี้เซี่ยงเส้าหลง (กู่เทียนเล่อ, Louis Koo) กับจ้าวผาน (หลินฟง, Raymond Lam) เลยต้องร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์
สำหรับผมแล้ว มันคือการคืนสู้เหย้าครับ คือการรำลึกถึงวันเก่าๆ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน อันนี้ออกตัวก่อนว่าผมยังไม่เคยอ่านนิยายครับ คือมีในครอบครองนั่นแหละ แต่ยังไม่ได้อ่านสักที แล้วก็ได้ดูหนังชุดปี 2001 ก่อน ก็ชอบนะครับ สนุกดี แม้จะตระหนักได้ว่านิยายต้องมีอะไรมากกว่านี้อีกเยอะ แต่ถ้ามองแค่ตัวหนังที่ทำออกมาผมว่าก็สนุก ชวนติดตาม ที่แน่ๆ คือทำให้เราติดจนต้องดูแบบแผ่นต่อแผ่น สมัยนั้นตอนฉายช่อง 3 ก็ดูครับ ดูหมดแหละ เพลินดี
ดังนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะเขียนนี่คือเขียนในฐานะของคนที่เคยดูหนังชุดนี้ฉบับปี 2001 มาก่อน มันเลยจูนติดได้ง่ายครับ เวลาเจอหน้าแต่ละตัวละครมันเลยไม่ใช่แค่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาที แต่เคยเจอกันจนคุ้นเคยเมื่อนานมาแล้ว รู้ตื้นลึกหนาบางปูมหลัง รวมถึงความอินในหลายๆ วาระ – ก็ถ้าจะให้แนะนำล่ะก็ เอาฉบับปี 2001 มาดูสักรอบก่อนดูเรื่องนี้ ก็น่าจะทำให้ท่านดูหนังได้อร่อยขึ้นครับ
สำหรับดาราหน้าเก่าที่มารับบทเดิมก็ไล่มาตั้งแต่ซุนซวน (Jessica Hester Hsuan) เป็นอู่ถิงฟง, กัวเซี่ยนหนี (Sonija Kwok) เป็นฉินชิง, เถิงลี่หมิง (Joyce Tang) เป็นซ่านโหยว, หวงเหวินเปียว (Wong Man Piu) เป็นเถิงอี้, โอวยุ่ยเหว่ย (Jimmy Au) เป็นพ่อบ้านเต๋า, เฉินกั๋วปัง (Power Chan) เป็นเสนาบดีหลี่ซื่อ, เลี่ยวฉี่จื้อ (Liu Kai Chi) เป็นดร. อู๋หยู และเติ้งอี้จุน (John Tang) เป็นมหาเศรษฐีหลี่เสี่ยวเฉา และยังมีอีกหนึ่งคนที่ขอไม่บอกแล้วกันนะครับ ไปดูกันเอง
ส่วนหน้าใหม่ที่มาแจมในภาคนี้ก็มี เหมียวเฉียวเหว่ย (Michael Miu) ในบทเคน ตัวตั้งตัวตีในการย้อนเวลาครั้งนี้, ไป๋ไป่เหอ (Bai Bai He) เป็นเกลี่ ลูกสาวของเคน, จูเจี้ยนหราน (Kevin Chu) เป็นโบวี่ หรือเซี่ยงอวี่ ลูกของเส้าหลง, อู๋เยว่ (Wu Yue) เป็นแม็กซ์, หงเทียนหมิง (Timmy Hung) เป็นฟิล, จางจี้ชง (Louis Cheung) เป็นซือถง ศิษย์ของเส้าหลง และหนังกำกับโดย หลี่เจิ้นหลง (Jack Lai) กับอู๋ซวนฮุย (Ng Yuen Fai) ครับ
ถ้าถามว่าผมชอบภาคนี้ไหม? ก็ตอบได้ว่ามีทั้งที่ชอบและยังชอบได้อีก มาว่ากันจุดที่ชอบก่อน แน่นอนว่าก็คือเหล่าดาราหน้าคุ้นที่กลับมารับบทเดิมและสามารถสานต่อคาแรคเตอร์ได้ในระดับน่าพอใจ จุดนี้ทำให้หนังได้คะแนนบวกจากผมไปเก็บไว้ในกระเป๋าพอสมควร
ส่วนตรงเนื้อหานั้น อันนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือเนื้อหาที่สานต่อมาจากฉบับเก่า อันนี้ผมชอบครับ โดยเฉพาะการสนทนาระหว่างเส้าหลงกับจ้าวผานที่ถือว่าสานต่อเรื่องได้ดี มันเป็นการต่อเรื่องที่รับได้ และจริงๆ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าสายใยระหว่างพวกเขามันจะไปทางไหนต่อ จุดนี้หนังตอบโจทย์ที่ว่าได้น่าพอใจ
หลังดูจบผมบอกกับภรรยาเลยว่า หนังเรื่องนี้มีจุดตัดเกรดที่สำคัญอยู่จุดเดียว (สำหรับผม) คือถ้าจุดนี้หนังทำให้ผมเชื่อได้นะ ผมจะให้ใจและให้ผ่านได้เลย จุดที่ว่าก็คือบทสรุปในตอนท้ายระหว่างเส้าหลงกับจ้าวผาน อันนี้คงต้องขอสปอยล์หน่อยล่ะนะครับ
===== สปอยล์ครับ =====
คือผมรู้อยู่แล้วแหละว่าตอนท้ายยังไงจ้าวผานก็ต้องปล่อยเส้าหลงกับครอบครัวไป และไม่ใช่แค่ปล่อยธรรมดา แต่ต้องเป็นการปล่อยแบบที่จะไม่ตามไปล่าในภายหลังด้วย แต่จะปล่อยอย่างไรให้เราเชื่อ ให้เรารู้สึกว่าสมเหตุสมผล ถ้าจุดนี้หนังทำให้ผมเชื่อนะ ผมให้ผ่านเลย และผลก็คือ หนังผ่านในจุดนี้อย่างสวยงามครับ
หนังใช้ภาพเก่าๆ และสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามาบอกเล่าซ้ำ ย้ำให้คนที่เคยดูได้อิน ซึ่งผมก็อินครับ ฉากนี้ตัวละครน้ำตาไหล ผมก็ไหลตาม คือใจมันรู้น่ะว่าพวกเขามีสายใยที่ให้ตายยังไงก็ตัดไม่ขาด แม้จ้าวผานจะรู้ทั้งรู้แค่ไหนก็เถอะ แต่เขาจะไม่มีทางตัดใจฆ่าเส้าหลงได้ ไม่มีทางกระทั่งจะฆ่าลูกของเส้าหลงด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเพราะคำสอนที่จริงใจ หรือการกระทำหลายอย่างของเส้าหลงที่หลายครั้งก็แลกด้วยชีวิตเพื่อช่วยให้จ้าวผานมาถึงจุดนี้ มันไม่ใช่สายสัมพันธ์เชิงอำนาจหรือต่างตอบแทน แต่มันคือมิตรภาพ มันคือความรักความห่วงใยที่อาจารย์มีให้ศิษย์ จุดนี้ต่อให้จ้าวผานโหดแค่ไหนแต่เขาก็จะโหดกับเส้าหลงไม่ลง แล้วเขาก็รู้ด้วยว่าเส้าหลงเองจะไม่ทำร้ายเขาเช่นกัน
อีกอย่าง ผมว่ามันทำให้ประเด็นที่จ้าวผานใฝ่หายาอายุวัฒนะมันมีน้ำหนักมากขึ้น ผมมองว่าจ้าวผานไม่ได้อยากอยู่ยืนยาวด้วยความทะยานอยากเพียงอย่างเดียว แต่มันคือทางออกเดียวที่จะแก้ปัญหาที่ภายหน้าลูกของเซี่ยงเส้าหลงจะมาล้างผลาญราชวงศ์ของตน ประมาณว่าจะฆ่าพวกเส้าหลงก็ฆ่าไม่ลง ดังนั้นทางเดียวคือจ้าวผานต้องอยู่ยืนและอยู่นาน ยิ่งอมตะได้ยิ่งดี หากทำได้ดังนั้นปัญหาในภายหน้าก็จะหมดไปโดยที่เขาไม่ต้องล้างผลาญครอบครัวของอาจารย์ที่เขาเคารพ คือถ้ามองในแง่ของเหตุผลเราอาจจะมองว่าจ้าวผานคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เผอิญจ้าวผาน (หรือจิ๋นซีฮอ่งเต้) ถนัดอยู่แล้วกับการคิดให้ใหญ่ในระดับที่เกินจินตนาการ สำหรับผมมันเลยเป็นอะไรที่ “ใช่” ที่จะเอามาใช้เป็นบทสรุปเรื่องราวในภาคนี้
ซีนที่ว่านี่ผมถือเป็นไฮไลต์ครับ เอาจริงๆ คือเนื้อเรื่องส่วนอื่นๆ ผมว่าธรรมดานะ พวกคนจากอนาคตมาจะยึดบัลลังก์หรืออะไร เอาจริงคือเฉยๆ ไม่ได้สนุกหรือตื่นเต้นอะไรมากกับพาร์ตนี้ จนจริงๆ ถ้าจะตัดออกไปแล้วเปลี่ยนให้เป็นเหตุการณ์ในยุคนั้นอย่างเดียว ไม่ต้องข้ามเวลาผมว่าก็ยังได้เลย และอีกอย่างก็คือ เอาเข้าจริงแล้วบทบาทของตัวละครเก่าอื่นๆ ก็อาจจะยังไม่มากสักเท่าไหร่ ยังไม่จุใจน่ะว่างั้นเถอะ แต่ก็เอาเถอะครับ เขาก็สร้างมาแล้วน่ะนะ เราก็ต้องรับสภาพกันไป แต่ก็ยังดีน่ะครับที่หนังเทน้ำหนักไปที่ “เรื่องแกนหลักระหว่างเส้าหลงกับจ้าวผาน” มากกว่าส่วนอื่นๆ หนังมันเลยทำให้ผมรู้สึกชอบมากกว่าไม่ชอบ
===== หมดสปอยล์ครับ =====
งานสร้างส่วนอื่นๆ ผมมองว่าก็มีทั้งที่ดีและกลางๆ ครับ อย่างงานฉากนี่ก็ถือว่าได้อยู่ แต่ฉากในป่าดูจะธรรมดาไปนิด หรือพวกคิวบู๊ก็ยังไม่เด่นมาก (ได้หงจินเป่ามาช่วยทำนะครับ) หรืองาน CG ก็ดีเป็นอย่างๆ ไป อย่างโทรศัพท์สุดล้ำนั่นทำเอาอยากได้มาใช้เลย แต่พอถึง CG ตอนเหาะเหินโจนทะยาน บางซีนก็ดูซีจี๊ซีจีจนแอบคิดเลยว่าถ้าหนังไม่เน้นตรงนี้ แล้วใส่ลงมาเป็นฉากบู๊ประมือกันมากกว่าจะเป็น CG แบบนั้นน่าจะเวิร์คกว่ามั้ย
ก็สรุปอีกทีว่าหนังถูกใจผม เพราะทีมดาราชุดเก่ากลับมากันเยอะ แล้วก็สานคาแรคเตอร์ของตัวเองได้ดี และจุดที่สำคัญที่สุดคือเนื้อเรื่องพาร์ตความสัมพันธ์ระหว่างเส้าหลงและจ้าวผาน ที่หนังเล่าได้ดี และสรุปจบได้เข้าท่า น่าเชื่อ และชวนซึ้ง มันเลยพอจะช่วยให้ผมมองข้ามเนื้อเรื่องส่วนอื่นที่อ่อนๆ (พาร์ตคนจากอนาคต) ไปได้ แต่ส่วนหนึ่งก็คงขึ้นกับท่านล่ะครับ หากคุ้นเคยกับหนังชุดฉบับปี 2001 ผมว่าก็น่าจะสนุกกับหนังไม่มากก็น้อยนะ แต่ถ้าเป็นขาจรที่ไม่คุ้นเคยกับหนังชุดนี้มาก่อนเลยก็อาจเฉยๆ
แต่ส่วนตัวผมว่าหนังเรื่องนี้ตั้งใจทำออกมาให้แฟ่นหนังชุดปี 2001 ดูเป็นหลักนั่นแหละครับ เอาแค่ทำนองเพลงธีมขึ้น ใจก็มาเป็นกองแล้ว
สองดาวใกล้ครึ่งครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Action, Adventure, Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Comedy, Movie Reviews, Sci-Fi













