Action

Zack Snyder’s Justice League (2021) จัสติซ ลีก ของ แซ็ค สไนเดอร์

Untitled06435

ดูจบไปแล้วหนึ่งรอบครับ และคงต้องซ้ำอีกรอบในเวลาไม่นาน ถ้าถามว่าชอบไหม ก็ตอบได้ว่า “ผมชอบนะ” หนังจัดว่าสนุกดีแม้จะกินเวลา 4 ชั่วโมงก็เถอะ แต่หากใครที่ชื่นชอบเรื่องราวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ของ DC ผมว่าหนังน่าจะคุ้มเวลาในการดูสำหรับท่านครับ

ถ้าถามว่าหนังสุดยอดไหม… ในความคิดผม ผมว่าหนังทำได้ดีมากแล้วครับ คือนี่ผมมองจากมุมที่ว่า “จักรวาล DCEU เนี่ยมันถือกำเนิดขึ้นมาแบบลุ่มๆ ดอนๆ ผสมถูลู่ถูกัง” นะ คือถึงจุดนี้ก็ต้องยอมรับกันล่ะครับว่าการสร้างจักรวาล DC นี้มันเป็นไปแบบเร่งรัดตามใบสั่งของสตูดิโอ ไม่ได้มีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากเท่าจักรวาล Marvel เรียกว่าถูกสั่งให้สร้างในเชิง “ศึกแห่งศักดิ์ศรี” พอดีค่ายนั้นเขาออกตัวแล้ว เราก็ต้องออกตัวบ้าง อันนำมาสู่การทำแบบเร่งรัด และการถูกควบคุมอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ผลงานที่ออกมายังไม่ดีเท่าที่ควร

ผมชอบ Man of Steel ครับ ถือเป็นพี่ซุปที่ดูสนุก ส่วน Bat V Sup นั้นตอนดูเวอร์ชั่นปกติก็รู้สึกติดๆ ในใจ รอจนได้ดูเวอร์ชั่น Director’s Cut นั่นแหละ ถึงรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ส่วน Suicide Squad ก็ดูแบบผ่านๆ เพลินๆ แล้วก็มารู้สึกดีมากหน่อยกับ Wonder Woman ครั้นพอมาถึง Justice League เวอร์ชั่นฉายโรง มันก็รู้สึกล่ะครับว่าหนังดูเอาเพลินได้ แต่หลายอย่างมันขาดๆ เกินๆ

แล้วพอได้ดู JL เวอร์ชั่นพี่ Zack มันก็เหมือนตอนดู Bat V Sup เวอร์ชั่นเต็มน่ะครับ มันเต็มอิ่มกว่าเยอะ มีความยิ่งใหญ่ในเรื่องราวมากกว่า อีกทั้งรายละเอียดหลายอย่างก็มากันครบ ที่มาที่ไปของอะไรหลายๆ อย่างมันมาเต็มมากขึ้น และที่สำคัญคือมิติของตัวละครที่ได้เห็นกันชัดขึ้น โดยเฉพาะไซบอร์ก (Ray Fisher)  ที่เวอร์ชั่นเดิมนี่รู้สึกเหมือนพี่เขาไม่ค่อยมีบท แต่พอมาเวอร์ชั่นนี้เราจะได้รู้จักเขามากขึ้น จนไปๆ มาๆ ศักดิ์ศรีของเขานี่สามารถเทียบเคียงกับฮีโร่คนอื่นๆ ได้อย่างเต็มภาคภูมิครับ

พอดูจบนี่ผมรู้สึกชื่นชมนะ คืออย่างที่บอกน่ะครับว่า DCEU มันถูกสร้างแบบเร่งๆ และถูกควบคุมในหลายๆ อย่างจนทิศทางมันเป๋ไปหมด แต่จากการที่ดูหนังเรื่องนี้มันทำให้ตระหนักเลยครับว่าพี่ Zack เขามีแผนที่ในใจอยู่แล้ว แม้สตูดิโอจะว่าไงก็เถอะ และแม้ว่าทิศทางการสร้างมันจะเป๋ห่าวไปแค่ไหนก็เถอะ แต่พี่เขามี “แก่นเรื่องที่อยากจะบอกเล่าให้แฟนๆ ได้ดูกัน” ว่าง่ายๆ คือใครจะเป๋ก็เป๋ไป แต่พี่ Zack แกไม่เป๋ แกรู้ว่าแกจะเล่าอะไร แกรู้ว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร

… ท่ามกลางมรสุมสารพัดทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว แต่พี่เขายังรักษาแก่นเรื่องที่อยากเล่าไว้ได้ และจัดการเล่าออกมาให้เราดูได้ขนาดนี้ ก็ต้องขอยกนิ้วให้พี่เขาล่ะครับ พี่เขาคือคนที่เกิดมาเพื่อจักรวาลนี้จริงๆ และพี่เขารักในเรื่องที่เล่าจริงๆ มันสัมผัสได้เลยถึงความจริงใจของพี่เขาน่ะครับ และผลที่ได้มันคือ 4 ชั่วโมงแห่งความตั้งใจและทุ่มเทจริงๆ

Untitled06436

ข้อดีของเวอร์ชั่นนี้ หลักๆ ก็คือเรื่องรายละเอียดน่ะครับ ปมเก่าๆ จากเรื่องก่อนๆ ก็ได้รับการสานต่อ หลายอย่างได้รับการอธิบาย หรืออย่างการมาของสเตปเปนวูลฟ์ดูมีน้ำหนักมากขึ้น และอันที่จริงแม้แต่ตัวสเตปเปนวูลฟ์เองก็ยังมีมิติครับ มีแรงผลักดันทางจิตใจในการก่อการรุกรานโลก เรียกว่าปมกับแก่นแกนของตัวละครถือว่ามีครบเครื่องมากขึ้น

เอาล่ะครับ ถัดจากนี้อาจจะมีส่วนที่หลายคนถือว่าสปอยล์ ไม่อยากทราบไม่ควรอ่านครับ เอาเป็นว่าดูเถอะครับ นี่แหละคือ Justice League แบบที่เราสมควรได้ดูกันตั้งแต่แรกแล้ว

จุดที่ชอบต่อมาคือฉากการต่อสู้ที่ดูมันส์ขึ้น สมศักดิ์ศรีเหล่าฮีโร่มากขึ้น และบางฉากนี่ถึงขั้น Fix แก้ไขจุดที่ผมเคยตะหงิดใจเมื่อตอนดูเวอร์ชั่นฉายโรง อย่างตอนที่พวกสเตปเปนวูลฟ์ขู่เข็ญคนของสตาร์แล็ปน่ะครับ จำได้เลยว่าผมตะหงิดใจมากตอนเวอร์ชั่นฉายโรงที่พวกพี่แบทปล่อยให้คนของสตาร์แล็ปถูกฆ่าคนแล้วคนเล่า กว่าจะลงมือช่วยก็ตายไป 2 คนแล้ว แต่กับฉบับนี้ฮีโร่ก็คือฮีโร่ครับ ได้สำแดงพลังช่วยทุกคนอย่างสมศักดิ์ศรีแบบที่ควรจะเป็น ไม่ปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าแม้แต่คนเดียว

และเวอร์ชั่นนี้พี่แบทก็ดูเก่งขึ้นครับ ยอมรับนะว่าเวอร์ชั่นเดิมผมดูแล้วรู้สึกว่าพี่แบทดูอ่อนด้อยกว่าใครเขาในแง่ของพลัง (เพราะพี่เขาไม่มีพลังพิเศษ) แต่กับเวอร์ชั่นนี้พี่แบทแกลุยดะเล่นใหญ่ แม้จะไม่มีพลังแต่ก็เอาอุปกรณ์มาช่วยสู้ได้แบบมีฟอร์ม อย่างตอนท้ายนี่ผมว่าพี่เขาเหนื่อยสุดนะ เพราะต้องวิ่งรอกเล่นงานศัตรูทั่วแถบนั้น ทั้งโหนทั้งไต่จนน่าเห็นใจเลยล่ะ

อีกช่วงหนึ่งที่ชอบคือเรื่องราวส่วนของโลอิส เลน (Amy Adams) ที่เล่าแบบง่ายๆ แต่ได้ฟีล แค่เห็นเธอเดินไปอนุสาวรีย์ของพี่ซุปพร้อมถ้วยกาแฟในมือ ก็สัมผัสได้ถึงห้วงอารมณ์เศร้าแบบเหงาๆ ของเธอ และยิ่งนายตำรวจที่เธอถือกาแฟไปฝากนั้นแสดงโดย Marc McClure (เขาเคยสวมบทจิมมี่ โอลเซ่นใน Superman ฉบับ Christopher Reeve ทั้ง 4 ภาครวมถึง Supergirl ด้วย) ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าฉากนี้มันมีความหมายจริงๆ ครับ

ผมว่าพี่ Zack แกคงสะใจไม่มากก็น้อยน่ะครับ เพราะพี่แกอยากเล่าอะไรก็เล่าหมด และเล่าแบบไม่สนด้วยว่าจะมีภาคต่อไหม คือถ้าพูดกันถึงเนื้อเรื่องน่ะครับ ดูก็รู้ว่ามันยังมีเรื่องต่ออีกแหงๆ JL ภาคนี้เป็นเหมือนเริ่มต้นเท่านั้น มันจะมีศึกใหญ่กว่านี้รอเหล่าฮีโร่อยู่ แล้วพี่ Zack แกก็เล่าแบบไม่ปิด คิดอะไรได้ใส่ลงไปหมด ซึ่งพอดูจบก็ตระหนักได้ว่ากรรมมันจะมาตกอยู่ที่แฟนๆ อย่างเรานี่แหละครับ เพราะไม่รู้ว่าจะได้ดูภาคต่อไปไหม และถ้าถามว่าอยากดูไหมก็พูดได้เต็มปากว่า “อยากดูมากๆ”

ไปๆ มาๆ นอกจาก JL ภาคนี้จะเป็นเหมือนการเริ่มต้นแล้ว ดีไม่ดีการเรียกร้องของแฟนๆ ก่อนหน้านี้ก็อาจเป็นการเริ่มต้นด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าใครอยากดูต่อ ทางเดียวก็คือออกมาเรียกร้องให้สตูดิโอยอมให้พี่ Zack ทำตอนต่อออกมาอีก

จริงๆ สตูดิโอก็ควรพิจารณาเรื่องนี้ดีๆ ครับ จะยังถูลู่ถูกังเป๋จังเป๋จริงต่อไปอีกไหม ทั้งๆ ที่ฐานที่มั่นของแฟนๆ เริ่มก่อตัวมาขนาดนี้แล้ว และคนดูก็เชื่อมือ Zack Snyder ขนาดนี้แล้ว อีกทั้งพี่ Zack ยังช่วยวางทิศทางให้ขนาดนี้แล้ว และผลตอบรับของหนังนี่ไม่ต้องมองไกลครับ เอาแค่วันแรกที่ปล่อยฉายก็ทำเอาแอป HBO ล่มน่ะ (อยากให้ทางค่ายประมวล Data ที่เกิดขึ้นกับปรากฏการณ์นี้ดีๆ ครับ)

อีกอย่างที่อยากบอกไว้คือ พี่ Zack แกทำฉบับ Snyder Cut โดยไม่ได้รับค่าตัวนะครับ เขาไม่รับเงินใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อแลกกับอิสระในการทำงาน แลกกับการที่สตูดิโอจะไม่เข้ามาแทรกแซงใดๆ… เรียกว่าทำด้วยใจ ทำจากใจล้วนๆ

ก็ถือว่าสมการรอคอยครับ เป็น 4 ชั่วโมงที่คุ้มทีเดียว ดูเอาบันเทิงก็ได้ ดูเอารายละเอียดก็ได้ ดูเอาความเต็มอิ่มสำหรับคนที่รักที่ชอบจักรวาลนี้ก็ได้ แต่ถ้าจะมีอะไรที่ติดใจอยู่ก็คงเป็นขนาดของภาพน่ะครับ อยากดูแบบเต็มๆ จอมันคงเต็มอารมณ์มากขึ้น ส่วนฉากที่โจ๊กเกอร์โผล่มานั้นผมชอบนะ ชอบที่ Jared Leto ได้แสดงลีลาของโจ๊กเกอร์แบบที่ควรจะเป็น ดูจิตๆ และกวนประสาทดี

สรุปว่านี่แหละครับคือ Justice League แบบที่อยากดู แบบที่มันควรจะเป็น… ปัญหาประการสำคัญในตอนนี้ก็คงเป็นว่า “อยากดูเรื่องราวบทต่อไปซะแล้วสิเนี่ย…” 

สามดาวครับ

Star31

(8/10)