Action

Transformers: Dark of the Moon (2011) ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 3

transformers_3_dark_of_the_moon-normal

ภาคก่อนถือว่าทำเอาใจคอแอ็กชันให้เพลิดเพลินแบบสาแก่ใจ พอมาภาคนี้ทีมงานก็มีข่าวออกมาตั้งแต่ตอนสร้างครับ หลังจากโดนแฟนๆ ส่วนหนึ่งบ่นในเรื่องบทของภาค 2 ที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ติดตามนัก ภาค 3 นี่จึงเป็นการแก้มือโดยทีมงานสัญญาว่าจะใส่แอ็กชันและบทกับเรื่องราวให้พอเหมาะ มีสมดุลพอดีๆ ไม่เบาโหวงเกินไปอีก และผลที่ได้ก็ถือว่าทีมงานทำตามสัญญาได้ไม่เลวเลยครับ

หนังเปิดมาก็เล่าว่าแท้จริงแล้วในการเดินทางไปดวงจันทร์ของอพอลโล 11 เมื่อปี 1969 นั้นทางสหรัฐได้ค้นพบความลับบางอย่างบนดวงจันทร์ และเมื่อกาลเวลาล่วงมาจนถึงปัจจุบัน ความลับนั้นเริ่มแดงออกมา แน่นอนว่าความลับนี้เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์หุ่นยนต์แห่งไซเบอร์ตรอน อันนำมาสู่การปะทะกันอีกครั้งระหว่างพวกฝ่ายดีที่คอยปกป้องมนุษย์อย่างออโต้บอทกับฝ่ายร้ายที่หมายจะครองโลกให้ได้อย่างดีเซปติคอน โดยมีพ่อหนุ่มแซม วิทวิคกี้ (Shia LaBeouf) คนเดิม มาอยู่ตรงกลางระหว่างสงครามอีกครั้ง

โดยส่วนตัวผมชอบภาค 3 นี่ที่สุดครับ คือไม่ปฏิเสธว่าภาคแรกลงตัวที่สุด พอเหมาะพอดีที่สุด แต่ภาคนี้มันถูกจริตผมเป็นการส่วนตัวจนทำให้พูดได้แบบเต็มปากว่า “ชอบที่สุด” น่ะนะครับ

อย่างแรกที่ถูกใจ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายทหารอย่างผู้การเลนน็อกซ์ (Josh Duhamel) และ (Tyrese Gibson) กับพวกออโต้บอทมันดูชัดเจนกำลังดี ดูแล้วเชื่อน่ะครับว่าพวกเขาร่วมงานกันมาเยอะต่อเยอะและวางใจกันได้แบบเต็มร้อย ไม่เหมือนภาค 2 ที่ดูจะไม่เน้นตรงนี้เท่าไรนอกจากมีพูดถึงบ้าง แต่อารมณ์วางใจระหว่างกันมันไม่ค่อยมีให้สัมผัส แต่ภาคนี้ถือว่าเน้ชัดน ถือว่าสื่อชัดหลายครั้งว่าพวกทหารนับถือ ชื่นชม เคารพ และมีไมตรีกับพวกออโต้บอทอย่างจริงใจ ส่วนพวกออโต้บอทเองก็ทำเพื่อมนุษย์ เสียสละเพื่อมนุษย์ไปไม่ใช่น้อย ซึ่งปมอันนี้มีผลมากในตอนรบช่วงท้ายครับ ทำให้อารมณ์มันไหลมา ทำให้ฉากสงครามการต่อสู้มันดูมีความหมายมากกว่าแค่หุ่นตีกัน

ที่ว่ามีความหมายมากกว่าก็คือมันทำให้เราแอบเชียร์ครับ ไม่ว่าจะทหารหรือออโต้บอท เวลาเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขานี่มันสะเทือนใจนะ ฉากไหนจะตายไม่ตายแหล่นี่เราลุ้นน่ะว่าพวกเขาจะรอดได้ไหม

อย่างที่ 2 ที่ถูกใจ คือ การเล่าเรื่องครับ ภาคนี้ทิศทางชัด เล่าแบบไม่เร็วเกินและไม่ช้าเกิน เล่าได้พอรู้เรื่อง ลำดับเรื่องราวได้แบบกำลังพอเหมาะชวนให้ติดตาม มีปมปริศนาให้เราสงสัยว่า “เอ๊ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ชวนให้เราอยากติดตามไปเรื่อยๆ ซึ่งจังหวะนี่ดึงความสนใจคนดูได้ดีเลยครับ มันทำให้สมองคนดูมีอะไรทำน่ะ ว่างั้นเถอะ

ที่สำคัญคือแต่ละฉากที่หนังใส่ลงมานั้นถือว่ามีความจำเป็นต่อเนื้อเรื่องหรือไม่ก็ต่อตัวละครเป็นส่วนใหญ่ พวกฉากฮาล้นๆ หรือฉากแอ็กชันที่มันส์อย่างเดียวแต่ไม่มีประเด็นและไม่มีความจำเป็นต้องใส่ลงมาถือว่าน้อยครับ และฉากแอ็กชันก็ไม่ได้เยอะเท่าภาค 2 แต่มันพอเหมาะ มีแต่ละทีก็สะใจกันไป ซึ่งบทเรียนนี้ทีมงานคงได้จากภาค 2 น่ะครับ หากมีบู๊เยอะเกินไปคนดูก็รู้สึกจืดได้ แต่นี่มีพอประมาณเป็นพักๆ แล้วค่อยไปจัดหนักตอนท้ายทีเดียว แบบนั้นมันได้อารมณ์กว่ากันเยอะ

อย่างที่ 3 ที่ถูกใจ คือ การกลับมาให้ความสำคัญกับตัวละครครับ อาจไม่ถึงกับเด่นมากเท่าภาคแรกแต่ทุกคนก็มีฉากให้คนดูจดจำ อีกอย่างภาคนี้ดาราถือว่ามาเต็มมากขึ้น นอกจาก LaBeouf, Duhamel กับ Gibson และ John Turturro ในบทซิมมอนส์จอมขโมยซีน ที่ต่างก็เป็นขาประจำเล่นกันทั้ง 3 ภาคแล้ว หนังยังได้ดาราคุณภาพอย่าง Patrick Dempsey ที่เล่นได้เข้าท่าน่าพอใจในบทดีแลน เจ้านายสุดรวยของนางเอก, Frances McDormand เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เข้ามามีส่วนในสงครามรอบใหม่นี้ และ John Malkovich ในบทเจ้านายของแซม ที่รายนี้บทน้อยโคตร แต่ก็ถือว่าเสริมบารมีของหนังได้นิดๆ

ส่วนบทนางเอกของ Rosie Huntington-Whiteley นั้นก็ถือว่าไม่บวกไม่ลบครับ ไม่เด่นมากแต่ก็ไม่ถึงกับทำร้ายหนัง

อย่างที่ 4 ที่ถูกใจ คือ มีหุ่นจัดเต็มมากขึ้น และที่ถูกใจมากๆ คือหุ่นตัวใหม่ๆ ที่มานี่มาพร้อมจุดเด่นที่จำได้ง่ายๆ สักที อย่างเจ้าช็อคเวฟพร้อมหนอนยักษ์นั่น เห็นรอบแรกจำได้เลยครับ ไหนจะสามารถเนรมิตฉากแอ็กชันลุ้นๆ อย่างตอนตึกถล่มนั่นอีก รู้สึกมันส์แบบกำลังดี มันจำอิทธิฤทธิ์ของหุ่นได้ การได้เห็นมากกว่าหุ่นกระโดด ต่อย และเตะ แบบนี้มันทำให้รู้สึกว่าหนังมีสีสันและมีลูกเล่น รสชาติเลยอร่อยถูกปากขึ้น (สำหรับผมน่ะนะครับ)

โดยรวมเลยรู้สึกสนุกกับภาคนี้ครับ มันส์ได้ สนุกได้ น่าติดตามได้โดยไม่ต้องมีแอ็กชันเยอะแยะเกินไป

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements