รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You (2016) พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน

T001

เมื่อคุณคบหาดูใจ เริ่มต้นที่จะรักใครสักคน คุณอาจเจอเรื่องยากลำบากระหว่างทาง หลายครั้งคุณอาจต้องทน และคิดว่าทำไมเราถึงต้องทนอยู่ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายจะเข้าใจและรับรู้ไหมว่าเราต้องทนอะไรบ้าง? บางทีเราอาจจะไม่รู้เลยว่าทั้งเราและอีกฝ่ายต่างก็ต้องเจอกับห้วงเวลาที่ยากลำบากไม่น้อยไปกว่ากัน

“ความรู้สึก” เป็นได้ทั้งสิ่งที่เชื่อมใจคนให้กระเถิบใกล้เข้าหากัน และอาจเป็นสิ่งที่จับกระชาก ลากคนให้แยกไกลจากกัน… แต่หากมองดีๆ “ความรู้สึก” อาจไม่ใช่ผู้รับผิดชอบที่แท้จริง หากแต่เรานั้นเองที่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์นั้น เพราะมันขึ้นกับว่าเราจะปล่อยให้ความรู้สึกที่ว่านั้น ส่งผลอย่างไรต่อตัวเรา

การแสดงออกทางความรักของเรากับคนที่เรารัก อาจเป็นดั่งเส้นขนาน บางครั้งมันอาจแวะมาแตะๆ กัน แต่บางครั้งก็เหมือนมันจะห่างๆ มันอาจเป็นคนละภาพกับที่เราเห็นในหนัง ที่พระเอกนางเอกเวลาทำอะไรที่มัน Romance มันจะคลิ้กกันพอดีเป๊ะ ดูแล้วหวานเป็นอย่างยิ่ง…

แต่ชีวิตสำหรับชีวิตจริงแล้ว ยามที่คนรักแสดงออกถึงความรักต่อเราอย่างตั้งใจ เราอาจไม่เข้าใจและไม่ได้มองว่ามันคือการแสดงความรักเลยก็ได้ และที่หนักกว่าคือเราอาจจะมัวแต่ยึดภาพ “วิธีการแสดงความรักที่ถูกต้อง” โดยอิงจากความคิดของเราเป็นหลัก (หากเขาไม่ทำตามนั้น แสดงว่าไม่รักเรา…)

บางครั้งเราย่ำยีหัวใจของคนที่เรารัก โดยใช้นิยามความรักของเราเป็นเครื่องประหัตประหาร… มันคงเป็นเรื่องแสนเศร้าหากเราไม่สามารถตื่นมาตระหนักรู้ได้ว่า เราอาจจะเผลอใช้ “รักสังหารรัก” เอารักในแบบของเราไปเหยียบย่ำคุณค่าความรักของคนอื่น…

เผินๆ มันอาจไม่เกี่ยวอะไรกับหนัง… ใช่มันอาจไม่เกี่ยวอะไรเลยก็ได้… แต่มันคืออะไรบางอย่างที่โผล่ขึ้นมาในหัวผม หลังดูหนังเรื่องนี้จบ และผมรู้สึกขอบคุณที่หนังไซไฟโรแมนติกเรื่องนี้ ทำให้ผมได้คิด ได้ทบทวน ได้มองอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก”

T002
ผมชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าที่คิดไว้ คือผมรู้ว่ามันต้องออกมาดีน่ะครับ แต่นึกไม่ถึงว่าหนังมันจะสร้างออกมาได้ละมุนหัวใจ และ Touch ทางอารมณ์ได้ขนาดนี้ ดนตรีเพราะ บรรยากาศเหมาะ การเดินเรื่องก็ให้รสชาติครบทั้งอารมณ์หนังรัก หนังชีวิต และหนังไซไฟ ยิ่งเพลงปิดตอน End Credits ขึ้นยิ่งทำให้เราอินกับหนังไปกันใหญ่

ผมชอบความละมุนทุกภาคส่วนของหนังเรื่องนี้ เริ่มจากนักแสดงที่สวมบทบาทได้อย่างน่าปรบมือ รายที่ผมชอบสุดคงหนีไม่พ้น Nana Komatsu ครับ เธอน่ารักตั้งแต่นาทีแรกของการปรากฏตัว และที่สำคัญคือเป็นความน่ารักที่แฝงอะไรบางอย่างไว้ คือเรารู้แต่แรกเลยว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีปมอะไรสักอย่างให้เราติดตามอย่างแน่นอน

แต่ประเด็นคือ มันไม่ได้เป็นปมที่ชวนสงสัย ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยความเหมาะในการแสดงออกพอสมควรครับ เพราะถ้าแสดงผิดจุดล่ะก็ อารมณ์แฝงปมที่ว่าอาจจะชวนให้นึกเป็นแนวลึกลับหลอนๆ เลยก็ได้ ซึ่ง Komatsu แสดงได้พอเหมาะ มาพร้อมความน่ารักสดใส มันเลยสอดคล้องกับไทม์ไลน์ของเรื่องราวอย่างดี

ส่วน Sôta Fukushi ตอนต้นๆ ก็เหมือนเด็กเนิร์ดหนุ่มที่ยังไม่มีอะไรมาก บางช่วงก็เหมือน Komatsu จะดูเด่นกว่าเยอะ แต่พอถึงจุดหนึ่งตอนกลางๆ เรื่อง (ท่านจะทราบเมื่อได้ชมครับ) Fukushi ก็สามารถถ่วงน้ำหนักความเด่นไปสู่ตัวเขาได้ เหมือนเป็นการรับส่งพลังจากบทนางเอกไปสู่พระเอกน่ะครับ ซึ่งอันนี้ผมยกนิ้วให้เลย อารมณ์มันได้จริงๆ

หนังบีบน้ำตาผมสำเร็จในหลายวาระ ว่าจะไม่อินแล้ว แต่พออินเท่านั้นล่ะครับ มันหยุดยากเลย เพราะหนังสะท้อนให้เราเห็นถึงความรักและความเสียสละของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ถ่ายทอดได้อย่างสวยงามและน่าจดจำ แม้มันอาจจะดูแฟนตาซีหรืออาจจะดู “เว่อร์” เกินไปสำหรับความรู้สึกของใครหลายๆ คน อาจทำให้หลายคนมองว่า “คนเรามันจะรักและทำให้กันได้ขนาดนี้จริงๆ หรือ?” แต่ผมเชื่อว่าใครที่เคยทุ่มเทเพื่อความรักไปจนถึงจุดนั้น คงซึ้งกับเรื่องราวได้ไม่ยากครับ

ผมชอบช่วงเวลาที่พระเอก-นางเอกได้เรียนรู้อะไรสักอย่างจากสถานการณ์ที่พวกเขาเจอ ซึ่งหากเราถอดความเป็นไซไฟออกไปจากเรื่อง แล้วมองว่าคู่รักคู่นี้พยายามที่จะทำให้ต้นรักของพวกเขาเติบโตต่อไปได้ แม้จะต้องเจอกับอุปสรรคแค่ไหนก็ตาม เราก็จะพบว่าคู่ทากาโตชิกับเอมิ ก็คือคู่รักที่เราพวกเห็นได้ทั่วไป พวกเขาก็แทบไม่ต่างจากเราและแฟนที่พบกัน รักกัน แล้วก็เจอปัญหากัน (ไม่มีคู่รักคู่ใดไม่มีปัญหาครับ)

ส่วนผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไประหว่างคู่รักแต่ละคู่ก็คือ ทางออกจากปัญหาที่คู่รักแต่ละคู่เลือกเดินนั้นมันเป็นอย่างไร พวกเขาเรียนรู้กันและกันได้ไหม? พวกเขาใช้ประสบการณ์มาเป็นครูสอนตัวเองไหม? พวกเขาให้อภัยกันได้ไหม? พวกเขาเสียสละกันไหม และอีกฝ่ายปฏิบัติตนในแบบที่คู่ควรกับความเสียสละของอีกฝ่ายไหม?

T003

========================
ถัดจากนี้จะเริ่มมีสปอยล์ละนะครับ
========================

ว่าตามจริงมุก “ไทม์ไลน์ความรักที่สวนทาง” สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่ของใหม่ เพราะมันคุ้นๆ คล้ายๆ กับมุกนี้มาจาก The Time Traveler’s Wife แล้วก็ตามด้วย Doctor Who ปี 4 (เรื่องของริเวอร์ ซองน่ะครับ) ดังนั้นผมเลยเก็ทมุกได้ตั้งแต่ตอนต้นๆ ว่าไทม์ไลน์มันคงประมาณนี้แหละ

แต่ลองว่าของดียังไงก็เป็นของดีครับ แม้ผมจะเดามุกได้ แต่หนังก็ยังทำให้ผม “รัก” ได้แบบเต็มๆ เพราะหนังสามารถร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างอบอุ่น กรุ่นไอรัก ตอนต้นๆ อาจจะยังไม่เท่าไร (ซึ่งจริงๆ ก็เป็นปกติของหนังญี่ปุ่นแนวนี้อยู่แล้ว ที่ตอนเปิดมักจะทำให้เราต้องปรับตัว ตั้งลำตามเรื่องอยู่เล็กน้อย) แต่พอเดินไปสักพัก ความน่ารักก็ค่อยๆ ตามมา

และกลายเป็นว่าเมื่อดูจนจบ เมื่อเข้าใจอารมณ์และเรื่องราวครบทั้งหมดแล้ว ฉากตอนเปิดเรื่องที่ดูจะไม่มีอะไร ก็กลายเป็นฉากที่มีนิยามความหมายขึ้นมาในหัวใจเราทันที สำหรับผมหนังเรื่องนี้ทำสำเร็จทั้งในแง่หนังไซไฟ และหนังรักโรแมนติก มันสามารถมอบห้วงอารมณ์โศกซึ้ง และอารมณ์อิ่มอุ่นให้กับเราได้พร้อมๆ กัน

พอดูจบก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเรื่องมันเศร้า แต่ขณะเดียวกันมันก็รู้สึกดีที่เราได้รับรู้เรื่องราวที่สวยงาม เรื่องของพระ-นางคู่นี้ และทำให้เราตระหนักถึงความจริงอย่างหนึ่งของ “การพบเจอ” ว่าจริงๆ แล้ว “มันคือจุดเริ่มต้นของการพรากจาก” ไม่ว่ากับใครหรือที่ไหน ความจริงข้อนี้ก็จะเป็นความจริงเสมอไป

และความจริง (หรือความ “ที่น่าจะจริง” ทั้งหลายแหล่) ไม่ได้มีไว้ให้เราโศกเศร้ากับความโหดร้ายของมัน แต่มันมอบโอกาสให้เราลองทำความเข้าใจ เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ใช้มันเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิตและก้าวเดินต่อไป ใช้เพื่อช่วยให้ชีวิตเราคุ้มค่า ให้ทุกหยดน้ำตามีความหมาย ให้ทุกความทุกข์นำเราไปสู่รอยยิ้ม

ทำตอนนี้ให้ดีที่สุด ให้มันเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาต่อๆ ไปที่สวยงาม เราไม่ต้องรอให้ใครมาเนรมิตให้ เรานี่แหละครับคือคนลงมือสร้างมันได้ ยิ่งถ้าเรามีคนใกล้ตัวด้วยแล้ว มันก็เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ หากเราสามารถสร้างรอยยิ้มให้ตัวเองได้ และส่งกระจายความสุขที่มี ชวนให้คนที่อยู่ใกล้ๆ เรา ได้ยิ้มไปด้วยกัน…

ทำตอนนี้ให้ดีที่สุด เพราะช่วงเวลานี้คือช่วงเวลานี้ เพราะนาทีนี้มิอาจย้อนคืน เพราะเมื่อเราหลับไปแล้ว พอตื่นก็จะกลายเป็นอีกวัน… เราอาจมีพรุ่งนี้อีกนับพันนับหมื่นวัน แต่วันนี้ของวันนี้จะมีเพียงครั้งเดียว – เช่นนั้นแล้ว มันมิใช่เรื่องพิเศษหรือ? มันมิใช่สิ่งควรค่าแก่การถนอมและใส่ใจหรือ?

T007

มันอาจจริงที่สักวันเราจะต้องพรากจากใครสักคน แต่อย่างน้อยนาทีนี้ เวลานี้ เราก็สามารถสร้างช่วงเวลาดีๆ ร่วมกับเขาได้ สร้างความทรงจำดีๆ ให้เกิดขึ้นได้ เพราะทุกวันที่ตื่นขึ้นมา คือโอกาสในการแต่งแต้มชีวิตเราและคนอื่นๆ รอบตัวเรา… เราเลือกที่จะทำวันนั้นให้มันเป็นมากกว่าแค่การตื่นมาหายใจ กิน แล้วก็นอนได้

การดูหนังเรื่องนี้มันกระตุ้นให้ผมย้อนทบทวนชีวิตตน โดยเฉพาะเส้นทางรักที่ผ่านมา มันทำให้เรากล้าเผชิญกับความเห็นแก่ตัวที่เราอาจเคยกระทำต่อคนรัก มันทำให้เราย้อนมองรอยปริแตกทั้งเล็กและใหญ่ระหว่างเรากับคนรัก ที่เราอาจจะไม่เคยเข้าใจ (หรือไม่พยายามเข้าใจให้มากพอ) ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย

หลายครั้งที่เราทำให้ชีวิตมันยากโดยใช่เหตุ หลายครั้งเรารู้ว่าผลลัพธ์จากการกระทำของเรามันจะส่งผลเสียแค่ไหน แต่เราก็ยังไม่วายทำมันลงไปด้วยพลังของอารมณ์ เมื่อนึกถึงเรื่องพวกนี้แล้วก็อดขำตัวเองไม่ได้ และทางเดียวที่จะไม่ทำให้มันเป็นวาระที่น่าขัน คือเราต้องไม่ลืมที่จะเรียนรู้จากมัน

ความรักคืออะไร? นิยามหนึ่งของมันอาจหมายถึง การที่ใครสักคนดูแลเราและเราดูแลใครสักคนไปจนตลอดชีวิต ผลัดกันแบ่งปันความห่วงใย ผลัดกันให้อภัย ผลัดกันเรียนรู้ ร่วมกันรดน้ำพรวนดินให้ต้นรักเติบโตไปด้วยกัน แบ่งปันชีวิต ให้ต่างคนต่างได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ความรักเริ่มที่ไหนหรือสิ้นสุดที่ไหนอาจไม่สำคัญเท่ากับว่า ณ จุดสุดท้ายปลายทาง เราจะสามารถหลอมรวมสองชีวิตเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้หรือไม่ เพราะหากสุดท้ายเราทำได้ดังนั้นแล้ว ต่อให้ช่วงเวลาที่ได้รักกันมันจะแสนสั้น มันก็จะไม่มีวันจางหายหรือสูญสลายไป

ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน รักก็จะยังคงสวยงามเสมอไป…

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements