2012 เป็นหนังที่ผมชอบคว้ามาเปิดดูบ่อยมากๆ เรื่องหนึ่งครับ จนพอจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่าผมชอบหนังเรื่องนี้พอสมควร
2012 เป็นหนังที่ผมชอบคว้ามาเปิดดูบ่อยมากๆ เรื่องหนึ่งครับ จนพอจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่าผมชอบหนังเรื่องนี้พอสมควร
ก่อนที่ Keanu Reeves จะท่องโลกเมทริกซ์ในคราบนีโอ เขาเคยท่องโลกไซเบอร์ในคราบ “จอห์นนี่ เน็มโมนิค” มาก่อนครับ
ดร. สเตรนจ์ คือ ซูเปอร์ฮีโร่อีกคนหนึ่งในโลกของ Marvel ครับ สร้างสรรค์โดย Stan Lee และ Steve Ditko ซึ่งฮีโร่คนนี้ไม่เหมือนใครครับ เพราะเป็นฮีโร่ที่มีหน้าที่ต่อกรกับปีศาจชั่ว พ่อมดแม่มดร้าย หรืออำนาจเวทย์มนต์เหนือโลก
ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมบังเกิดความรู้สึก 2 อย่างพร้อมๆ กัน อย่างแรกคือดูได้สนุกเพลินดี ตามสไตล์หนังบู๊ที่มี Liam Neeson มาแสดงนำ ส่วนอีกอย่างก็คือ อดรู้สึกไม่ได้ว่าบทหนังมันมีช่องโหว่เยอะจัง
Resident Evil หรือ Bio Hazard ถือเป็นเกมชุดแรกครับที่มีโอกาสทำออกมาเป็นหนังจนครบไตรภาค
หนังจับกระแสที่กำลังมาแรงในช่วงนั้นครับ คือการก้าวสู่ปี 2000 แล้วก็ผูกเรื่องเข้ากับตำนาน “ซาตานต้านพระคริสต์” โดยกำหนดบอกเล่าว่าคืนสุดท้ายแห่งปี 1999 นั้นซาตานจะขึ้นมาจากขุมนรกและกระทำการสมสู่กับมนุษย์เพศหญิงที่ถูกเลือกไว้ แล้วหากมันทำสำเร็จก็จะเท่ากับเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งการเรืองอำนาจของซาตาน
การดูหนัง Percy Jackson มาแล้ว 2 ภาคทำให้ผมตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “บทหนัง” มากขึ้นครับ เพราะถ้าบทสามารถเขียนโดยถอดเอาเสน่ห์จากนิยายมาใส่ได้แบบลงตัว แล้วก็สร้างเรื่องราวให้มีสมดุลทั้งด้านจินตนาการ ความสนุก และความลื่นไหล เท่านั้นเราก็จะได้หนังสนุกๆ มาประดับวงการอีกเรื่อง
ยอมรับว่าหวังไว้พอสมควรครับ ตั้งแต่รู้ว่าได้ Mark Neveldine และ Brian Taylor มานั่งแท่นกำกับให้ ก็พวกพี่แกทำ Crank ออกมาได้มันส์น่ะครับ เลยคาดว่ามันคงมีอะไรมันส์ๆ สดๆ ใส่ลงไปในพี่กะโหลกไฟภาคนี้ด้วย… แต่พอดูแล้ว นิ่งเนิ่บทางอารมณ์เกินคาด
ตอนดู Ghost Rider ก็ให้ความรู้สึกเหมือนตอนดู Daredevil น่ะครับ มันเหมือนกันหลายอย่าง อาทิเช่น
ว่าตามจริง The Perfect Storm ไม่ใช่หนังภัยพิบัติที่สดใหม่อะไรมาก แต่ความเด็ดของมันคือ การเอาสูตรดั้งเดิมของหนังแนวนี้มาปรุงได้อย่างพอเหมาะพอดี