Action

The Mortal Instruments: City of Bones (2013) นักรบครึ่งเทวดา

1378745455

การดูหนัง Percy Jackson มาแล้ว 2 ภาคทำให้ผมตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “บทหนัง” มากขึ้นครับ เพราะถ้าบทสามารถเขียนโดยถอดเอาเสน่ห์จากนิยายมาใส่ได้แบบลงตัว แล้วก็สร้างเรื่องราวให้มีสมดุลทั้งด้านจินตนาการ ความสนุก และความลื่นไหล เท่านั้นเราก็จะได้หนังสนุกๆ มาประดับวงการอีกเรื่อง

อย่าง Harry Potter นั้นถือเป็นตัวอย่างหนึ่งครับ แม้บทมันอาจไม่ได้สุดยอดจนไร้ที่ติ แต่อย่างน้อยการจับเอาเสน่ห์ที่ J.K. Rowling ร่ายมนต์ไว้ในหนังสือมาถ่ายทอดนั้น ก็ถือว่าหนังยังทำสำเร็จในจุดนี้ เพราะมันทำให้เราอินไปกับเรื่องราว ประหนึ่งได้ไปเดินเล่นสองชั่วโมงกว่าๆ (ต่อหนึ่งตอน) ในโลกเวทย์มนต์ และสนุกไปกับโลกที่ J.K. จินตนาการเอาไว้

ตัวผมนั้นพอเจอ Percy เข้าก็เสียดายล่ะครับ ตัวหนังออกมาแบบ “สนุกได้อีกเยอะ” จนผมไม่กล้าหวังอะไรจากหนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีอีกต่อไป… แต่รู้ไหมครับ ผมว่า The Mortal Instruments: City of Bones เรื่องนี้เรียกความหวังน้อยๆ ของผมให้กลับคืนมาได้ในระดับหนึ่งทีเดียว

โดยพล็อตแล้วมันก็มาตามโครงสร้างพิมพ์นิยมของวรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซีสมัยใหม่น่ะครับ ได้แก่
– ว่าด้วยตัวเอกที่เป็นเด็ก (ตัวเอกจะเป็นคนชราไม่ได้ครับ ผิดกฎ)
– ตัวเอกชอบมีชื่อลงท้ายด้วยสระ “อี้” (แฮร์รี่, เพอร์ซี่ย์, แคลรี่)
– จากนั้นก็จะมีเหตุเกิดกับตัวเอกจนทำให้ได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ตนเองนั้นไม่ใช่คนธรรมดา (เป็นพ่อมด, กึ่งเทพ, นักล่าปีศาจ, ทายาทสายลับ ฯลฯ)
– ต้องเกิดเรื่องกับบุพการี (ไม่ตายก็คางเหลือง)
– ต้องมีเพื่อนมาร่วมแท็กทีม (ไม่ต้องคนเดียวหัวหาย)
– ต้องมีตัวร้ายให้จัดการ
– ต้องมีสักคนที่ดูเป็นฝ่ายดี แต่ที่ไหนได้กลายเป็นหักเหลี่ยมโหด
– ต้องมีช่องสำหรับตอนต่อไป

เรื่องนี้ก็อีหรอบนั้นครับ ตัวเอกคือสาวน้อยแคลรี่ (Lily Collins) ที่ไปเห็นภาพคนกลุ่มหนึ่งรุมฆ่าคนเข้า โดยที่ไม่มีใครในที่นั้นเห็นสักคน จากนั้นหนังก็แนะนำให้เรารู้ว่าโลกนี้มีปีศาจ และมีกลุ่มคนที่ชื่อชาโดว์ฮันเตอร์สคอยปราบปีศาจร้ายเพื่อรักษาความสงบให้โลกมนุษย์ ซึ่งก็แน่นอนล่ะครับว่าแคลรี่เองก็ร่วมขบวนการรับมือปีศาจกับพวกเขาด้วย

จริงๆ เนื้อในยังมีปมและรายละเอียดอีกหลายอย่างครับ แต่ผมแนะนำให้ลองไปรับชมเองน่าจะสนุกกว่า เพราะตัวหนังจริงๆ ถือว่าน่าพอใจเลยครับ ดูได้เพลินๆ สนุกๆ ดาราถือว่าทำหน้าที่ได้ดี ไม่ว่าจะ Collins ที่ดูน่ารักและดูเด่นทีเดียวกับการรับบทแคลรี่นี้, Jamie Campbell Bower ในบทเจซ นักล่าเงาเท่ห์ๆ ที่ดูก็รู้ว่าแกต้องมาคู่กับแคลรี่ (แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ต้องติดตาม) แต่คนที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ Robert Sheehan ในบทไซม่อนครับ พี่แกดูลื่นไม่เลวสำหรับบทนี้

จุดที่น่าแปลกอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือไม่ค่อยมีการคัดดาราสมทบที่มีชื่อระดับแม่เหล็กมาแจมสักเท่าไร ส่วนมากจะดังกลางๆ (แต่ฝีมือดีทุกคน) ไม่ว่าจะ Lena Headey, CCH Pounder, Jared Harris และ Jonathan Rhys Meyers ดูๆ ไปเหมือนหนังจะฝากชะตากรรมไว้กับดารารุ่นเยาว์มากกว่า แต่กระนั้นถ้าพูดถึงการแสดงผมว่าพวกเขาเอาอยู่ครับ

19695c3db2a8695a98d787d86ef2f8db

ด้าน Effect ก็ทำได้ดีทีเดียวครับ ดนตรีก็ถือว่าใช้ได้ และสำหรับเรื่องบท… ผมว่าเข้าท่ากว่าที่คาด คือมันไม่ได้แน่นปึ้กสมบูรณ์พร้อม แต่ถือว่าจับจุดหลักๆ มาเล่าได้น่าสนใจ อย่างแรกคือเสน่ห์ครับ แม้ผมจะไม่เคยอ่านนิยาย แต่ยอมรับว่าตัวหนังมีโทนของมัน มีลักษณะพิเศษของมัน มีรูปแบบ “โลก” ของมันค่อนข้างชัด ดูแล้วรู้ว่าโลกในหนังเป็นยังไง แต่ละเผ่าพันธุ์คืออะไร มีหน้าที่อะไรกันบ้าง ถ้าถามว่าหนังสามารถดึงคนดูให้จมไปกับโลกแห่ง The Mortal Instruments ไหม ก็ขอตอบว่าทำได้ไม่เลวครับ และพอเรารู้สึกเหมือนโดนพาไปสู่โลกในหนัง ทีนี้เจ้าความอินความคล้อยตาม อีกทั้งความตื่นเต้นลุ้นๆ ก็จะตามมาโดยอัตโนมัติครับ

ถ้าหนังทำให้เราเชื่อได้ โม้ให้เราคล้อยตามได้ และเล่าสิ่งต่างๆ ให้เราเข้าใจคร่าวๆ ได้ ความอินจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น

ระหว่างดูผมนึกถึงหนังเรื่อง Blade ขึ้นมาเลยครับ อารมณ์มันใกล้กันหลายอย่าง ทั้งโทน แนวเรื่อง และความสนุก จนพอจะบอกได้เป็นแนวๆ ว่าถ้าคุณดู Blade แล้วชอบ เรื่องนี้ก็น่าจะอร่อยพอประมาณสำหรับคุณ หรือถ้าคุณชอบแนว Buffy เรื่องนี้ก็ให้ความสนุกในลักษณะนั้นได้เหมือนกัน

หนังกำกับโดย Harald Zwart ผู้กำกับที่เดาฝีมือได้ยากที่สุดคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ครับ บางเรื่องทำสนุก (อย่าง Agent Cody Banks, The Karate Kid) บางเรื่องก็ธรรมดา (อย่าง The Pink Panther 2) แต่สำหรับเรื่องนี้ถือว่าได้คะแนนเทมาทางฝั่ง “สนุก” ครับ แต่ก็ไม่อยากให้คาดหวังกันมากเกินไปนะครับ เพราะสนุกของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน เอาเป็นว่าสำหรับผมแล้ว หนังดูได้เพลินๆ พอได้อารมณ์ลุ้น ตื่นเต้น และระหว่างดูเหมือนได้ตีตั๋วไปเที่ยวโลกอีกมิติที่มีนักล่ากำลังต่อกรกับความชั่วร้าย

อ้อ อีกอย่างผมชอบลูกเล่นหลายอย่างครับ อย่างวิธีหยิบถ้วย (ใครดูแล้วคงจำได้) ผมว่าสร้างสรรค์อยู่นะ หรือการเอาเพลงของบาคมาใช้ในงานล่าปีศาจ (แอบขำตอนซูมไปที่ภาพของบาค… ฮาตรงรอยสักนั่นล่ะครับ) หรือรูปแบบความสัมพันธ์ของตัวละครที่แม้จะไม่ชัด ไม่ถึงขั้นดราม่า แต่ก็พอรู้ว่าใครคิดกับใครยังไงบ้าง ซึ่งอะไรเหล่านี้มีส่วนทำให้เราได้เห็นมิติและบุคลิกเฉพาะของตัวละครได้พอสมควรครับ

จริงๆ หนังมีแผนจะทำภาคต่อทันทีที่ภาคแรกฉายนะครับ ใช้ผู้กำกับคนเดิม ใช้คนเขียนบทเจ้าเดิม แต่พอรายได้ไปไม่ถึงดวงดาวแบบนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าจะมีชะตากรรมเป็นเช่นไร หนังลงทุนไปประมาณ 60 ล้านเหรียญ แต่ได้คืนมายังไม่ถึงเลยครับ คงต้องรอคืนทุนตอนออกแผ่นเอา แต่จะมีภาคต่อให้ได้ดูกันไหม อันนี้คงต้องลุ้นกันอีกที

สรุปว่าเป็นหนังแฟนตาซีปราบปีศาจที่ไม่เลวครับ ดูได้เพลินๆ พูดได้เต็มปากว่าสนุกดี มีลุ้น มีตื่นเต้น มีฮา (ฮาได้เยอะขึ้นเพราะทีมพากย์พันธมิตรด้วยครับ) เดินเรื่องก็เร็วใช้ได้ ฉากบู๊ก็ลำดับได้โอเค แม้จะยาวสองชั่วโมงนิดๆ แต่ก็ไม่น่าเบื่อครับ แต่ก็มีข้อแม้ว่าคุณต้องโอเคกับหนังสไตล์แอ็กชันแฟนตาซีแบบวัยรุ่น ราวๆ Twilight หรือ ซีรี่ส์Buffy: The Vampire Slayer กับ Angel อะไรอย่างนั้นน่ะนะครับ แต่ถ้าไม่โอกับแนวนั้นก็ควรชั่งน้ำหนักดีๆ ว่าอยากลองเสี่ยงดูไหม แต่หากชอบแนวนี้ล่ะก็ ดูได้เลยครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements