Action

2012 (2009) 2012 วันสิ้นโลก

2012_2009_02

2012 เป็นหนังที่ผมชอบคว้ามาเปิดดูบ่อยมากๆ เรื่องหนึ่งครับ จนพอจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่าผมชอบหนังเรื่องนี้พอสมควร

ที่ว่าชอบนี่ไม่ได้ชอบในฐานะหนังยอดเยี่ยมอะไรหรอกนะครับ แต่ชอบในฐานะหนังดูสนุกเอามันส์ ตื่นเต้น ลุ้นระทึก แล้วก็มี Effect ละลานตาสาแก่ใจ ยิ่งเปิดดูกับทีวีจอยักษ์และเป็นเวอร์ชั่นบลูเรย์เนี่ยยิ่งได้อารมณ์ถึงใจเข้าไปใหญ่

ยอมรับเลยครับว่า 2012 นี่โดนใจในแง่ของการสร้างภาพอวสานโลกได้แบบสมจริงและจัดเต็มไม่น้อย เล่นเหมาะทุกภัยพิบัติมาไว้ในเรื่องเดียวทั้งแผ่นดินไหว แผ่นดินแยก ภูเขาไฟระเบิด ซึนามิถล่ม เรือล่ม น้ำท่วมโลก เครื่องบินตก ตึกถล่มเมืองทลาย ภัยธรรมชาติมาครบองค์ประชุม ซึ่งอะไรพวกนี้ก็ไว้ใจ Roland Emmerich ได้อยู่แล้วครับ หนังทำลายโลกนี่พี่แกทำได้ตื่นเต้นเสมอตั้งแต่สมัย Independence Day เรื่อยมาถึง The Day After Tomorrow

แต่ถ้าว่ากันถึงบทนั้นก็ถือว่าไม่มีอะไรมากครับ ตัวเอกคือนักเขียนนิยายนามว่า แจ็คสัน เคอร์ติส (John Cusack) ที่ได้ล่วงรู้ความลับว่าโลกกำลังจะแตกโดยบังเอิญ เขาเลยรีบมาพาภรรยาและลูกๆ รวมถึงสามีใหม่ของเธอหนีตายฝ่าหายนะเพื่อไปให้ถึงเรือยักษ์ช่วยชีวิตที่ทางการได้สร้างกันอย่างลับๆ มาเป็นเวลานานแล้ว

จะว่าไปนายแจ็คสันกับครอบครัวนั้นออกแนวบทสมทบที่มีหน้าที่พาคนดูไปเจอเรื่องระทึกสารพัดแบบน่ะครับ พระเอกจริงๆ ของหนังคือภาพภัยพิบัติมากกว่า

อย่างที่บอกครับว่าภาพหายนะมันก็น่าพอใจอยู่ แต่ด้านเนื้อหาประเด็นสาระก็อาจยังพร่องอยู่หรือไม่ก็จับมาเล่นเพียงผิวๆ ไม่ว่าจะเรื่องมิติต่างๆ ของมนุษย์ เช่น ความโอบอ้อมอารี ความเสียสละ ความรัก ความห่วงหาอาทร ความผิดหวัง การให้อภัย หรือปมคลาสสิกสำหรับหนังแนวนี้เช่นความเห็นแก่ตัวของคนบางกลุ่ม, การที่คนในครอบครัวโกรธกันมาเป็นเวลานานและไม่ยอมพูดกันเลย แต่พอโลกจะแตกแล้วก็ค่อยมาโทรหากัน, ความเสียสละของผู้นำประเทศ ฯลฯ

จริงๆ ก็เข้าใจ Emmerich อยู่เหมือนกันครับว่าเขาอยากเน้นการเสนอภาพหายนะมากกว่าจะนำเสนอในเรื่องความเป็นคน ยิ่งเรื่องเกิดขึ้นทั่วโลกแบบนี้การจะสร้างบทเขียนพล็อตแจกแจงคาแรคเตอร์ตัวละครแบบลงลึกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

คิดเสมอครับ ว่าหนังทำได้ประมาณนี้ก็นับว่าโอเคมากแล้วล่ะ

องค์ประกอบต่างๆ ของหนังก็จัดว่าเลือกของดีมาเป็นส่วนใหญ่ครับ เริ่มจากดาราที่ Cusack ดูเหมาะกับบทนี้ แต่คนที่ถือว่าน่าจดจำที่สุดต้องยกให้ Chiwetel Ejiofor ในบท เอเดรียน เฮมส์ลีย์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบเรื่องโลกแตกก่อนใคร ลึกๆ แล้วผมว่าพี่แกน่าจะเป็นพระเอกตัวจริงของเรื่องน่ะครับ ทั้งเป็นคนแจ้งข่าว มีสติในการคุมสถานการณ์และยังมีใจโอบอ้อมห่วงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ในขณะที่ Oliver Platt ก็ดูจะเป็นบทตรงข้ามครับ เขารับบทคาร์ล เอนเฮาเซอร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่พร้อมจะชิ่งและทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด แน่นอนว่าบททำให้เขาดูเป็นตัวร้ายแบบกลายๆ แต่หากเรามองในแง่หนึ่งก็จะพบว่าเขาเป็นแค่คนที่พยายามจะเอาตัวรอด เป็นเพียงคนที่สนใจตัวเองมากกว่าคนอื่น และชอบสรรหาคำพูดดูดีอีกทั้งเหตุผลชวนฟังมาสนับสนุนความคิดและการกระทำของตน

อะไรพวกนี้เราคงไม่ต้องมองหรอกครับว่าใครถูกใครผิด ใครดีใครเลว แต่อยากให้มองเพื่อเข้าใจถึงความแตกต่างกันของมนุษย์ เพื่อให้ตระหนักว่าโลกมีคนหลายประเภทจริงๆ ครับ และอันที่จริงเราไม่ต้องรอให้โลกแตกหรอกครับ เพราะทุกวันนี้หากสังเกตรอบตัวก็จะพบว่าคนในสังคมมีทุกแบบ แม้คนเดียวกันก็ตามแต่บางครั้งก็จะชอบเผื่อแผ่ แต่บางทีก็เอาตัวรอดก็มี

คนเราไม่แน่นอนครับ เปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับที่เราเห็นโลกในหนังนั่นแหละ มันแตกสลายได้ ใช่ครับ โลกเราก็เหมือนดาวทุกดวงที่มีเกิดได้ก็ย่อมมีดับ ระหว่างดูก็รู้สึกปลงในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง… นี่ไม่ได้จะลิ้งค์เข้าทางธรรมนะครับ แต่มันคือความจริง เราไม่รู้หรอกว่าเราจะอยู่ถึงเมื่อไร ไม่รู้เลยว่าโลกจะแตกวันไหน โลกจะแตกก่อนหรือเราจะตายก่อนก็ไม่อาจรู้ ซึ่งที่ผมสาธยายมานี่อาจทำให้บางคนตื่นตระหนกในความไม่แน่นอนของโลก แต่ผมก็เชื่อว่ายังมีคนอีกบางส่วนที่พออ่านอะไรเหล่านี้แล้วไม่รู้สึกตระหนกอะไรนัก รับกับความจริงได้

บางคนตื่นกลัว เพราะเห็นความไม่แน่นอนของชีวิตเป็นความไม่แน่นอน

แต่บางคนสงบและเข้าใจ เพราะเห็นความไม่แน่นอนคือความแน่นอนของชีวิต… ต่อให้โลกนี้ไม่แน่นอนแค่ไหน แต่ยังไงวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน และเราก็ต้องเจอกับความไม่แน่นอนสารพัดก่อนเราจะตาย นี่ก็แน่นอนอีกเหมือนกัน

เมื่อรู้ว่าโลกอุดมไปด้วยความไม่แน่นอนแบบนี้ เราก็เลือกได้ครับว่าจะทำอย่างไรต่อ เราจะตื่นเต้น หวั่นไหว หวาดกลัวว่าชีวิตจะนำเข้าความไม่แน่นอนชนิดใดมาสู้เรา หรือเราจะใช้ชีวิตอย่างสบายๆ แม้มันจะไม่แน่นอนแค่ไหนก็ช่าง ค่อยๆ รับมือไปตามสถานการณ์ เห็นความไม่แน่นอนเป็นเหมือนคลื่นที่เติมสีสันรสชาติให้กับท้องทะเลอันกว้างใหญ่

นี่แหละครับ สิ่งที่ผมคิดจากการดูหนังเรื่องนี้มาหลายรอบ มันอาจไม่ได้เปี่ยมสาระหรือมีปรัชญามากมาย และสิ่งที่ผมเขียนไปนั้นผู้กำกับก็อาจไม่ได้คิดถึงเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับผมนั่นไม่สำคัญครับ เพราะหนังออกมาสนุก ยิ่งใหญ่สะใจ และพอดูแล้วผมก็ปลง ดูแล้วก็เข้าใจว่ามนุษย์แท้จริงแล้วคือส่วนเล็กๆ ในโลกครับ ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย โลกจะปรับตัวปรับสมดุลย์แค่ไหนก็ทำได้โดยไม่ต้องถามหรือขออนุญาตจากเรา

ธรรมชาตินั้นแลคือเจ้าของโลกที่แท้จริง ส่วนเรานั้นได้แต่ใช้ชีวิตให้ดี ทำแต่ละวันให้มีคุณค่า ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด หากลองว่าเราทำได้แบบนั้นแล้ว ธรรมชาติจะพรากลมหายใจเราไปวันพรุ่งหรือโลกมันจะแตกในวันนี้ เราก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้เกิดมา

หนังเหมือนไม่มีอะไรมาก มีแต่ภาพลุ้นๆ และฉากตื่นเต้น แต่ก็คงเป็นอย่างที่เขาว่า “ภาพสื่อความหมายได้นับพันคำ”

และภาพโลกแตกสลายนั้น ก็น่าจะได้ความหมายเกินพันคำไปพอสมควร

หนึ่งในคำเหล่านั้นก็คือ เห็นแก่สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติให้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นธรรมชาติก็คงไม่เห็นแก่เรา เร็วเกินกว่าเราจะคาดคิด

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements