หลังจากสูญเสียภรรยาและลูกสาวไปในอุบัติเหตุ จอห์น รัสเซลล์ (George C. Scott) ก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ในคฤหาสน์หลังโตเพัยงลำพัง แต่พออยู่ไปๆ เขาก็เริ่มเจอเรื่องแปลกๆ ไม่ว่าจะเสียงประหลาดหรือก๊อกน้ำที่เปิดเองได้ และในที่สุดเขาก็ตระหนักว่า คฤหาสน์แห่งนี้ต้องมีบางสิ่งซ่อนอยู่แน่นอน
นี่คือหนังสยองระดับตำนานที่หลายคนยกย่องครับ ไม่ว่าจะผู้กำกับ Martin Scorsese, ผู้กำกับ Alejandro Amenabar ที่บอกว่าเรื่องนี้คือแรงบันดาลใจให้เขาทำหนังอย่าง Tesis และ The Other, Neve Campbell นางเอกหนัง Scream ก็บอกว่านี่คือหนังที่สยองที่สุดที่เธอเคยได้ดูมา รวมถึง Stephen King ที่ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เช่นกัน โดยเฉพาะฉากลูกบอลกระเด้งลงมาจากบันได
ครั้นพอได้ดูก็พบว่าหนังดีอย่างที่เขาว่าจริงๆ ครับ ตอนแรกผมก็นึกว่าหนังจะเป็นแค่แนวบ้านผีสิงเฉยๆ แต่ไปๆ มาๆ หนังผสมเอาแนวสืบสวนไขปมปริศนาใส่ลงไปด้วย และหนังมันก็สนุกตรงนี้แหละครับ ช่วงต้นก็มาแนวหลอน ค่อยๆ สร้างบรรยากาศไป พอเรื่องเดินไปสักพักก็มีปมมาให้ตัวเอกตามสืบ ทีนี้หนังเลยมีดึงดูดให้เราติดตามทั้งในแง่ความสยองและความลึกลับไปพร้อมๆ กัน
สำหรับดารานั้น แค่ Scott คนเดียวก็เอาอยู่แล้วครับ ยอมรับเลยว่าการแสดงของเขาตรึงให้เราติดตามได้เรื่อยๆ บวกกับความสยองแบบกินบรรยากาศ อันนี้ก็ต้องขอบอกกันตามธรรมเนียมนะครับ ว่าหนังเรื่องนี้สยองแบบหลอนซึมลึก ไม่เน้นตุ้งแช่ ไม่เน้นความโหดแหวะ ดังนั้นใครอยากดูหนังสยองเลือดสาดหรอมีฉากไล่ล่าระทึกขวัญล่ะก็ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องนี้ครับ
งานฉากถือว่าออกแบบได้ดีเลยล่ะครับ งานถ่ายภาพก็ถือว่าเยี่ยมเข้ากับสไตล์ของหนัง (ฝีมือของ John Coquillon แห่ง Straw Dogs) แต่สิ่งที่ผมว่าเป็นตัวเอกอีกหนึ่งในหนังคือดนตรีครับ ผลงานของ Rick Wilkins โดยสไตล์ของดนตรีในเรื่องจะมาแบบเล่นคลอไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเหตุการณ์ที่ชวนฉงน ซึ่งถือเป็นรสชาติที่คุ้นเคยสำหรับหนังสยองยุค 80-90 ที่มันจะต่างจากหนังสยองยุคใหม่ที่ดูจะเน้นใช้ความเงียบเป็นหลัก จุดนี้ก็คงต้องแล้วแต่ความชอบน่ะนะครับ ส่วนผมนั้นได้หมดอยู่แล้ว การหลอนด้วยความเงียบก็จะได้รสแบบหนึ่ง ส่วนการหลอนด้วยเสียงดนตรีที่ทำให้เรารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง นี่ก็จะได้อารมณ์ผวาไปอีกแบบ และ Wilkins ก็ถือว่าทำถึงครับ

ก่อนมาดูหนังเรื่องนี้ ผมเคยดูหนังผลงานของผู้กำกับ Peter Medak มาเพียงเรื่องเดียว ซึ่งก็คือ Species II ครับ ก็ว่ากันตรงๆ ว่าตัวหนังอาจไม่น่าจดจำนัก ในขณะที่เรื่องนี้ผมว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่มันดีอยู่แล้ว และตัวบทก็ถือว่าเขียนมาได้เหมาะ (ทั้งในโซนสยองและโซนสืบสวน) เลยทำให้งานของ Medak ไม่หนักมาก เพียงเขาคุมจังหวะเล่าเรื่องได้พอเหมาะก็โอเคแล้ว
ทีนี้มาถึงเรื่องบทกันบ้าง บทหนังเรื่องนี้เขียนโดย Russell Hunter ซึ่งเขาอ้างว่ามันสร้างจากเหตุการณ์จริงที่เขาประสบมาครับ แล้วก็ได้ William Gray และ Diana Maddox มาช่วยกันเกลาอีกที ซึ่งผมก็จะเล่าให้ฟังครับว่าเรื่องที่ Hunter อ้างว่าเจอน่ะคืออะไร แต่การจะทำเช่นนั้นก็ส่งผลให้ผมต้องเปิดเผยเนื้อเรื่อง ดังนั้นใครไม่อยากทราบก็ข้ามไปได้เลยครับ
===== สปอยล์ครับ =====
Hunter เล่าว่าประมาณปี 1968 เขาได้ไปเช่าคฤหาสน์เฮนรี ทรีต โรเจอร์ส (Henry Treat Rogers Mansion) ในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด โดยค่าเช่าของที่นั่นถูกมากครับ แค่ 200 เหรียญต่อเดือน
แต่พออยู่ไปๆ เขาก็เริ่มเจอเรื่องแปลกๆ เช่น มันจะมีเสียงทุบของอะไรบางอย่างดังก้องในคฤหาสน์ทุกเช้าตอน 06.00 น. แล้วไหนจะมีเรื่องประตูที่เปิดปิดเองได้ ก๊อกน้ำที่ใครไม่รู้มาเปิดไว้ หรือลูกบอลปริศนาที่ชอบตกลงมาจากบันไดอยู่บ่อยๆ
ถึงจุดหนึ่ง Hunter เลยไปตามเพื่อนที่เป็นสถาปนิกมาตรวจสอบ แล้วเขาก็พบประตูลับที่ถูกปิดตายอยู่หลังตู้เสื้อผ้า เมื่อเดินต่อไปเขาก็พบห้องที่ถูกทิ้งร้าง ในนั้นมีบันทึกโบราณอายุเป็นร้อยปี โดยผู้เขียนบันทึกนั้นก็คือเด็กชายพิการอายุ 9 ขวบ

ในบันทึกนั้นได้เล่าว่าเด็กคนนั้นจริงๆ จะได้รับมรดกมหาศาลจากญาติ แต่เนื่องจากเขาพิการ พ่อแม่เลยพยายามซ่อนเขาเอาไว้และไม่ได้เลี้ยงดูอย่างดีสักเท่าไหร่แล้ว Hunter ก็พยายามรวบรวมข้อมูลเพิ่มจนพบว่าในที่สุดเด็กคนนั้นก็เสียชีวิต ทีนี้พ่อแม่เด็กก็เกิดกลัวว่าจะเสียสิทธิ์ในเรื่องมรดก จึงมีการเอาศพไปซ่อนในที่ห่างไกล แล้วก็มีการเอาเด็กกำพร้าคนอื่นมาสวมรอยเป็นลูกเพื่อรับมรดกนั้น – ชื่อเรื่อง The Changeling ของหนังเรื่องนี้หมายถึงการสลับตัวเด็กครับ
ว่ากันว่า Hunter ได้เชิญร่างทรงมาร่วมค้นหาความจริง จนเขาสามารถตามรอยและพบโครงกระดูกพร้อมมีเหรียญทองที่จารึกชื่อของเด็กคนนั้นอยู่บนโครงกระดูกที่ว่า แต่กลายเป็นว่าเมื่อเขาค้นพบความจริงทั้งหมดแล้ว เหมือนว่าวิญญาณของเด็กคนนั้นจะไม่สงบจนก่อให้เกิดเหตุวิญยาณอาละวาดครั้งใหญ่จนเขาต้องหนีออกจากคฤหาสน์ไป ก่อนที่คฤหาสน์นั้นจะถูกรื้อไปช่วงทศวรรษ 1980
จากเรื่องเล่าดังกล่าว Gray และ Maddox ก็มาช่วยกันเรียบเรียง และเพื่อความเข้มของข้อมูล พวกเขาจึงตามอ่านบทความสารพัดเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ตามด้วยการค้นคว้าจากหนังสือกว่า 700 เล่ม และบันทึกต่างๆ อีกเกือบ 2,000 เรื่อง โดยรวมแล้วพวกเขาใช้เวลาประมาณ 6 เดือนครับกว่าบทจะเป็นรูปเป็นร่าง
พอฟังที่มาที่ไปก็เลยพอเข้าใจได้ครับว่าทำไมบทมันถึงดูแน่น รายละเอียดต่างๆ ในหนังมันถึงกลมกล่อมและถึงเครื่อง ซึ่งคนที่ต้องชมมากหน่อยก็คือ Gray และ Maddox ที่ทั้งค้นคว้าและสามารถหยิบจับเอา “ไฮไลต์ของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ” มาร้อยเรียงจนได้หนังชวนผวาแบบนี้
แต่เพื่อความครบถ้วนของเรื่องเล่านี้ ผมก็ต้องขอนำเสนออีกแง่มุมด้วยครับ นั่นคือแง่มุมที่มองว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง และน่าจะเป็นเรื่องที่ Hunter แต่งขึ้น เพราะมีประชาชนที่อยู่ในแถวนั้นร่วมสืบเรื่องนี้กับ Phil Goodstein นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แล้วพวกเขาก็เจอพิรุธที่น่าสนใจ เช่นว่า ไม่เคยมีหลักฐานทางการใดๆ ว่า Hunter เคยมาเช่าหรืออยู่อาศัยที่คฤหาสน์แห่งนี้จริงๆ อีกทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กชายพิการนั้น พอมีการย้อนประวัติสืบสำมะโนครัวไปในอดีต ก็พบว่าเจ้าของบ้านคนเดิมนั้นไม่เคยมีบันทึกว่ามีลูกแม้แต่คนเดียว

ที่สำคัญสุดคือไม่มีบันทึกหรือหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันเกี่ยวกับการขุดพบโครงกระดูก หรือการพบเหรียญทองสลักชื่อเด็ก ไม่ว่าจะบันทึกจากตำรวจหรือบันทึกข่าวท้องถิ่น
ดังนั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง หรือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมา ท่านลองพิจารณากันได้ตามสะดวกครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจดีคือ มีคนตั้งข้อสังเกตครับว่าโครงสร้างของหนัง The Changeling นี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ The Ring หนังสยองชื่อก้องของญี่ปุ่น ตั้งแต่โครงเรื่องที่ว่าด้วยตัวเอกที่ตามร่องรอยเงื่อนงำเหนือธรรมชาติ จนไปพบข้อมูลอันเชื่อมโยงไปสู่การตายของเด็กคนหนึ่ง โดยเด็กคนนั้นถูกโยนลงบ่อน้ำที่ในเวลาต่อมาบ่อนั้นก็มีบ้านมาสร้างทับและปิดร่องรอยได้ ตัวเอกก็ต้องหาทางเอาศพเด็กขึ้นมาเพื่อคลายความเจ็บแค้นของวิญญาณเด็กคนนั้น แต่สุดท้ายแล้ววิญญาณของเด็กคนนั้นก็ยังคงมีความแค้นอยู่ และเดินหน้าอาละวาดต่อไป – ถ้าใครดูเรื่องนี้และ The Ring มาแล้วก็จะพบว่าพล็อตที่ผมพูดถึง สามารถทาบทับหนังได้ทั้ง 2 เรื่องเลย
ต้นฉบับของ The Ring นั้นคือนิยายที่เขียนขึ้นในปี 1991 ครับ ซึ่งก็คือหลังจาก The Changeling ออกฉายราว 10 ปี หลายฝ่ายเลยมองว่าผู้เขียนอาจได้รับอิทธิพลจาก The Changeling ไปไม่มากก็น้อย ซึ่ง Koji Suzuki ก็ไม่ได้ออกมากล่าวอะไรต่อน่ะนะครับ แต่ตอนที่ The Ring ถูกนำไปรีเมคที่อเมริกา อันนี้ทีมงานและผู้สร้างเป็นฝ่ายยอมรับเองว่า The Ring ฉบับอเมริกานี้ได้อิทธิพลมาจาก The Changeling ด้วยเหมือนกัน
สำหรับผมก็ขอมองแบบกลางๆ น่ะนะครับ ว่ามันอาจมีอิทธิพลต่อกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อย่างน้อยทั้ง The Changeling และ The Ring ก็ดูสยองและดูสนุกทั้งคู่ ส่วนท่านจะมองอย่างไรก็ขึ้นกับวิจารณญาณได้เลยครับ
===== หมดสปอยล์ครับ =====

เกร็ดเล็กๆ ที่ขอทิ้งท้ายไว้ก็คือ กล่าวกันว่าผู้กำกับ Medak นั้นค่อนข้างเกร็งเวลาทำงานกับ Scott ครับ เพราะเขาได้ยินกิตติศัพท์มาว่า Scott เป็นดาราที่ทำงานด้วยยาก แต่กลายเป็นว่า Scott ก็ทำตัวปกติ ไม่ได้มีความเยอะอะไร จะมีก็แค่ครั้งเดียวคือตอนที่คนในกองดันไปชนกระดานหมากรุกที่ Scott ใช้ในการเดินหมากสู้กับตัวเองจน Scott ออกอาการไม่พอใจ แต่ก็โชคดีที่ไม่มีเรื่องหนักหนาตามมา
ในแง่รายได้ก็ถือว่าหนังทำเงินไปคุ้มทุนอยู่ครับ นั่นคือทำเงินไปราว $12 ล้าน จากทุนสร้างราว $6.6 ล้าน แต่เดาว่าป่านนี้คงคืนกำไรให้สตูดิโอไปนานแล้วล่ะ
สรุปว่าถ้าท่านเป็นคอหนังสยองขวัญแนวลึกลับซ่อนปมล่ะก็ เรื่องนี้ถือว่าต้องลองให้ได้สักครั้งครา
สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)
Categories: Movie Reviews, Horror, Mystery, Recommended Movies, Supernatural Horror












